นายกฯอสังหาฯกระทุ้งแบงก์ชาติปลดล็อก LTV ลดดอกเบี้ย จัดระเบียบลูกค้าต่างชาติแก้ปัญหานอมินี

ตลาดอสังหาฯปี 67 ผ่านจุดต่ำสุดและ Perfect Strom ไปแล้ว คาดว่าไตรมาส 4จะกลับมาฟื้นตัวส่งสัญญาณบวก นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เสนอรัฐบาลเร่งเดินหน้าโครงสร้างสาธารณูปโภค หวังกระตุ้นตลาดอสังหาฯภูมิภาคให้เติบโต พร้อมเสนอต่ออายุมาตรการลดค่าธรรมเนียมโอน-จดจำนองไปอีก 1ปีกระตุ้นกำลังซื้อ ด้านนายกสมาคมอาคารชุดไทย แนะแบงก์ชาติผ่อนนโยบายมาตรการ LTV พร้อมลดดอกบี้ยเงินกู้ช่วยลูกค้าK ขาล่าง วางกรอบสิทธิการเช่าของต่างชาติระยะเวลา 60-80 ปี จี้รัฐบาลเดินหน้าจัดระเบียบคนซื้อต่างชาติเข้าสู่ระบบ กวาดล้างนอมินีถือครองกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัย

นายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ได้ถึงจุดต่ำสุดไปแล้ว และคาดว่าในปีนี้จะอยู่ในระดับทรงตัว ดังนั้นในปีหน้าอยากเสนอให้ภาครัฐเดินหน้าลงทุนโครงสร้างสาธารณูปโภคของงภาครัฐ ทั้งรถฟไฟความเร็วสูง และรถไฟเชื่อม 3สนามบิน ที่จะมีส่วนช่วยผลักดันให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในภูมิภาคเติบโตตามไปด้วยแทนการกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯและปริมณฑล  ขณะเดียวกันอยากเสนอให้รัฐบาลเร่งเดินหน้าชุดใหม่ของนายกฯแพรทองธาร ชินวัตร ต่ออายุมาตรการลดค่าจดทะเบียนโอนอสังหาริมทรัพย์จาก 2% เหลือ 0.01% และลดค่าจดทะเบียนการจำนองอสังหาฯ จาก 1% เหลือ 0.01% สำหรับการซื้อขายที่อยู่อาศัยราคาประเมินไม่เกิน 7 ล้านบาท ซึ่งจะสิ้นสุดมาตรการภายในสิ้นปีนี้ออกไปอีก 1ปีเพื่อช่วยฟื้นตลาดอสังหาฯ

นอกจากนี้อยากเสนอให้ภาคครัฐทบทวนเพิ่มค่าลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งเดิมกำหนดให้หักลดหย่อนค่าจ้างก่อสร้างบ้านให้แก่ผู้รับจ้าง โดยให้หักลดหย่อน 1 หมื่นบาทต่อทุกค่าก่อสร้าง 1 ล้านบาท รวมไม่เกิน 1 แสนบาท

รวมทั้งเสนอให้ภาครัฐยกเลิกข้อกำหนดอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกันหรือ Loan to Value  (LTV) ออกไปประมาณ 2ปี เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงการมีบ้านมากขึ้น ซึ่งมาตรการนี้กำหนดขึ้นเพื่อป้องกันการก่อหนี้เกินตัวของประชาชน และป้องกันการซื้อบ้านเพื่อเก็งกำไร ซึ่งไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันที่คนซื้อบ้านหลังที่ 2หรือหลังที่ 3 เพื่อให้อยู่ใกล้กับที่ทำงาน หรือใกล้โรงเรียนบุตรหลาน หรือเปลี่ยนที่อาศัยใหม่หลังใหญ่ขึ้นรองรับครอบครัวขยาย นอกจากนี้ยังเป็นการซื้อเพื่อลงทุนสำหรับกลุ่มคนวัยใกล้เกษียณที่ต้องการมีรายได้ประจำจากค่าเช่าในระยะยาว

นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวว่า  ภาพรวมตลาดอสังหาฯในช่วง 3ไตรมาสที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจาก Perfect Stromหนักพอสมควร แต่ในไตรมาส 4นี้คาดว่าตลาดจะเริ่มฟื้นตัวต่อเนื่องไปจนถึงต้นปีหน้า โดยเฉพาะในตลาดคอนโดมิเนียม ที่จะมีโครงการสร้างเสร็จพร้อมโอนเข้าสู่ตลาดมูลค่าสูงถึง  86,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้รวมโครงการ One Bangkok ด้วย ซึ่งจะทำให้รายได้ของบริษัทอสังหาฯต่างๆเพิ่มขึ้น

ในเบื้องต้นต้องการให้ภาครัฐออกมาตรการระยะสั้นเพื่อประคับประคองภาคธุรกิจอสังหาฯในช่วงเวลานี้ คือ นโยบายผ่อนคลายมาตรการ LTV ด้วยการชะลอการประกาศใช้ควบคุมออกไปชั่วคราว รวมถึงการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ เพื่อช่วยภาระคนกู้ที่อยู่ระหว่างผ่อนชำระค่างวด และผู้ซื้อรายใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม K-Shaped ที่เป็น K ขาล่างที่ต้องรับแบกรับภาระค่าดอกเบี้ย ดังนั้นการลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% จะช่วยลดภาระค่าผ่อนของคนกลุ่มนี้ได้

ซึ่งล่าสุดมีธนาคารอาคารสงเคราะห์ที่ได้เตรียมวงเงินกู้ 120,000 ล้านบาทสำหรับปล่อยกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อช่วยเหลือผู้กู้ ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ยังไม่มีมาตตรการใดๆออกมาช่วยลูกค้ากู้ซื้อบ้าน ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทยที่จะหากลไกเพื่อกดดันให้แบงก์พาณิชย์ผ่อนคลายมาตรการการปล่อยกู้และลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลงให้กับกลุ่มระดับกลาง-ล่าง

โดยจากข้อมูลในช่วง 7เดือนแรกของปี 2567 มูลค่าการซื้อขายในตลาดคอนโดฯลดลงไปแล้ว 28% เมื่เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยเฉพาะตลาดราคาต่ำว่า 3ล้านบาทลดลงไปมากถึง 51% ราคา 3-5 ล้านบาทลดลง 45% และราคา 5-7 ล้านบาทลดลง 20%

ส่วนมาตรการระยะยาว ควรมีการวางโครงสร้างของธุรกิจอสังหาฯ ด้วยการหยุดการใช้นอมินีของชาวต่างชาติในการถือครองอสังหาฯในประเทศ ด้วยการจัดเก็บภาษีกลุ่มคนซื้อต่างชาติที่อยู่นอกระบบที่มีมากถึง 2 ใน3 แล้วนำเงินภาษีส่วนนี้ประมาณ 1ล้านล้านบาท และเมื่อรวมกับภาษีที่จัดเก็บจากการโอนบ้านใหม่อีกประมาณปีละ 2-3 แสนล้านบาทเข้ามาอยู่ในระบบภาษี จะทำให้มีเงินกองทุนประมาณปีละ 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งเงินก้อนนี้สามารถนำไปปล่อยกู้ดอกเบี้ย 0% นาน 3ปีให้กับคนซื้อบ้านราคาไม่เกิน 3ล้านบาทได้ประมาณปีละ 4หมื่นยูนิต โดยไม่ต้องใช้งบประมาณแผ่นดินหรืองบประมาณของรัฐบาล และช่วยให้ประชาชนมีบ้านหลังแรกเป็นของตัวเองได้มากขึ้น รวมถึงปัญหาหนี้เสียในระบบก็จะลดลง

จัดระเบียบคนซื้อต่างชาติ กวาดล้างนอมินีถือครองกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัย

นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิตกล่าวว่า  ตั้งแต่ช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ตลาดอสังหาฯของไทยถูกค้ำจุนด้วยดีมานด์ของตลาดต่างชาติ โดยเฉพาะคอนโดฯที่โอนกรรมสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมายจะมีสัดส่วนมากถึง 25% และเติบโตมาอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2564 โดยปีล่าสุด 2566 มีการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดประมาณ 45,500 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 8% แต่ในช่วงคร่งปีแรกที่ผ่านมาสัดส่วนการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดของต่างชาติเริ่มลดลงและติดลบเป็นครั้งแรก 3% ในรอบ4ปี

ส่วนลูกค้าต่างชาติ 2ใน3ที่ซื้อบ้านพร้อมที่ดินทั้งวิลล่าหรู บ้านเดี่ยวหลังใหญ่ราคาแพงในโซนบางนา-ตราด กรุงเทพกรีฑา สมุย เชียงใหม่ และภูเก็ต เป็นการซื้อผ่านนอมินีแบบไม่ถูกต้องจากกลุ่มทุนสีเทาและสีดำ ขณะที่ประเทศไทยต้องการทคโนโยลีและชาวต่างชาติที่มีฝีมือเข้ามาทำงานในประเทศเพื่อช่วยปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมให้ก้าวหน้า จึงควรจัดเก็บภาษีชาวต่งาชาติเริ่มต้นในอัตราต่ำก่อนเพื่อจูงใจชาวต่างชาติ พร้อมกับกวาดล้างจับกุมยึดทรัพย์ชาวต่างชาติที่ทำผิดกฎหมาย เพื่อจัดระเบียบการถือครองกรรมสิทธิ์ของชาวต่างชาติ

ส่วนการจัดเก็บภาษีสิทธิการเช่าที่อยู่อาศัยของชาวต่างชาติ เสนอให้อยู่ในกรอบระยะเวลา 60-80 ปี โดยเฉพาะระยะเวลา60 ปีเท่ากับเป็นการต่ออายุการเช่าเดิมที่กำหนดไว้ 30ปีเพิ่มเป็นอีก 30ปี ส่วนการปล่อยเช่า 80ปีก็จะสอดคล้องกับสิทธิการเช่าที่อยู่อาศัยในเมืองหลวงใหม่ของประเทศอินโดนีเซียที่ให้สิทธิการเช่าที่ 80ปี

สำหรับการถือครองกรรมสิทธิ์ห้องชุดของชาวต่างชาติที่กำหนดโควตาไว้ไม่เกิน 49% แต่ให้เพิ่มเป็น75% นั้น ควรกำหนดพื้นที่ของโครงการที่จะให้ชาวต่างชาติถือครองกรรมสิทธิ์ได้ 75% ให้ชัดเจน ซึ่งโดยปกติชาวต่างชาติประมาณ 95%จะซื้อคอนโดฯในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล ชลบุรี และภูเก็ตเท่านั้น ส่วนในพื้นที่กรุงเทพฯหลักๆจะซื้อเฉพาะในย่านห้วยขวางสุขุมวิท พระราม 9 และพระขโนง ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการไม่ต้องขยายซัพพลายให้เกินดีมานด์ในตลาด พร้อมกำหนดให้ประธานนิติบุคคล และนิติบุคคลต้องเป็นคนไทยเท่านั้น พร้อมจัดเก็บภาษีแบบเดียวกับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่คนไทยต้องจ่าย 0.3-1% แล้วนำเงินส่วนนี้เก็บเข้ากองทุนฯ

ด้านนายสุนทร สถาพร กล่าวเสริมว่า ทั้งนี้ภาครัฐควรมีการจัดตั้งกองทุนเพื่อที่อยู่อาศัยเพื่อลดความเหลื่อมล้ำระหว่างกำลังซื้อขงคนไทยและชาวต่างชาติ ซึ่งปัจจุบันมีชาวต่างชาติที่ซื้อห้องชุดแบบถูกกฎหมายจะมีประมาณ 5,000 ยูนิตต่อปี ขณะที่มูลค่าตลาดรวมที่อยู่อาศัยขายได้ใหม่ในแต่ละปีจะมีประมาณ 2แสนยูนิต แต่ปีนี้คาดว่าจะลดลงเหลือ 1.6-1.7 แสนยูนิตเท่านั้น วงเงินประมาณ 9แสนล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นการซื้อของชาวต่างชาติประมาณ 5หมื่นล้านบาทเฉพาะในตลาดคอนโดฯ

ดังนั้นหากมีการจัดระเบียบการซื้ออสังหาฯของต่างชาติในรูปแบบให้เช่าดีกว่าขาย เพื่อจัดเก็บภาษีได้อย่างถูกต้องและจัดแบ่งโซนการเช่าให้ชัดเจนเฉพาะนบางพื้นที่และบางทำเลเท่านั้น ส่วนระยะเวลาของการเช่าอาจจะไม่ต้องเป็น 99ปีตามที่เสนอกันในช่วงแรก แต่อาจจะแบ่งเป็น 2 ระยะก็ได้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของภาครัฐ และที่สำคัญควรแยกเอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์และที่อยู่อาศัยออกจากกัน

tag :
AP EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC SC SC ASSET supalai การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวบ้าน ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง