ตลาดอสังหาฯปีงูเห่า(พิษ)เหนื่อย!กำลังซื้อหาย ราคาที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นเร็วกว่ารายได้

ทิศทางตลาดที่อยู่อาศัยยังต้องเผชิญความท้าทายอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากการฟื้นตัวช้าของกำลังซื้อ ซึ่งกดดันให้ตลาดที่อยู่อาศัยในปี 2568 มีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่อง เพราะมีปัจจัยกดดันจากภาวะเศรษฐกิจทั้งค่าครองชีพ ค่าใช้จ่าย และหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยและความเข้มงวดในการให้สินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ ยังคงกดดันการฟื้นตัวของตลาดที่อยู่อาศัย ทำให้การปฏิเสธปล่อยกู้สูงมากเป็นประวัติการณ์ในวงการสินเชื่อที่อยู่อาศัยในปี 2567 ที่ผผ่านมา โดยเฉพาะในกลุ่มที่อยู่อาศัยระดับราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท ก่อนจะขยายไปยังกลุ่มราคาต่ำกว่า 5 ล้านบาท และลามขึ้นไปสู่กลุ่มบ้านหรูระดับราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป

ส่งผลให้กลุ่มผู้มีรายได้ปานกลาง-ล่าง ชะลอการตัดสินใจยังไม่ซื้อที่อยู่อาศัยใช่วงนี้ ประกอบกับขนาดหรือจำนวนสมาชิกในครอบครัวลดลง เพราะคนรุ่นใหม่ใช้ชีวิตโสดจำนวนมากขึ้น หรือมีคู่แต่งงานแต่ไม่มีลูกมากขึ้น

หน่วยโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศปี’68กว่า 3.6แสนยูนิตเพิ่มขึ้น3.7%

โดยศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) คาดการณ์ว่าการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศทั้งปี 2567 จะมีจำนวนประมาณ 350,545 ยูนิต ลดลง -4.4% โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยแนวราบมีจำนวน 243,088 ยูนิต ลดลงถึง -6.0% หรืออยู่ในช่วง -15.4% ถึง 3.3% ขณะที่อาคารชุดมีจำนวน 107,456 ยูนิต ลดลง -0.6% เนื่องจากช่วงไตรมาส 2–3 ของปี 2567 ที่ผ่านมายังคงติดลบเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้จะติดลบน้อยกว่าไตรมาส 1 ปี 2567ก็ตาม  หลังจากได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะการลดค่าธรรมเนียมโอนและจดจำนองเหลือ 0.01% ให้กับที่อยู่อาศัยในระดับราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท จากเดิมไม่เกิน 3 ล้านบาทเท่านั้น จึงทำให้ยอดการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในระดับราคาไม่เกิน 7 ล้านบาทขยายตัวเพิ่มขึ้น และส่วนใหญ่เป็นการโอนกรรมสิทธิ์อาคารชุดมากกว่าบ้านแนวราบ

สำหรับแนวโน้มปี 2568 คาดว่าจะมีจำนวนหน่วยโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยจำนวน 363,600 ยูนิต เพิ่มขึ้น 3.7% ประกอบด้วย บ้านแนวราบ 254,520 ยูนิต เพิ่มขึ้น 4.7% และอาคารชุด 109,080 ยูนิต เพิ่มขึ้น 1.5% ขณะที่จำนวนที่อยู่อาศัยที่อยู่ระหว่างการขายในกรุงเทพฯ-ปริมณฑลปี 2568 REIC คาดว่าจะมีที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ประมาณ 89,655 ยูนิต เพิ่มขึ้น 5.2% จากปี 2567 และมีมูลค่าประมาณ 541,392 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.5%

ด้านศูนย์วิจัย EIC ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินว่าหน่วยโอนกรรมสิทธิ์ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลในปี 2567 จะหดตัวประมาณ -10%เมื่อเทียบปี 2566 และหดตัวต่อเนื่องประมาณ -1% ถึง -3% ในปี 2568 ส่วนมูลค่าโอนกรรมสิทธิ์มีแนวโน้มหดตัว -9% แต่ในปี 2568 อาจเริ่มทรงตัวหรือหดตัวเล็กน้อย +0% ถึง -2% ขณะที่การโอนกรรมสิทธิ์ในต่างจังหวัด มีแนวโน้มหดตัวในอัตราที่สูงกว่ากรุงเทพฯ และปริมณฑลเล็กน้อย เนื่องจากมีสัดส่วนกำลังซื้อกลุ่มรายได้ปานกลาง-ล่างที่สูงกว่า
ส่วนการเปิดโครงการใหม่ในปี 2568 ยังมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่องจากการที่ผู้ประกอบการระมัดระวังในการเปิดโครงการใหม่ และหน่วยเหลือขายสะสมที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งต้นทุนก่อสร้างยังอยู่ในระดับสูง ทำให้คาดการณ์ว่าจำนวนหน่วยที่อยู่อาศัยเปิดใหม่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลจะหดตัวต่อเนื่องอีก -2% ถึง -4%ในปี 2568 โดยเป็นการเปิดโครงการระดับราคาปานกลาง-บนเป็นหลัก เพื่อเน้นเจาะกลุ่มกำลังซื้อที่มีศักยภาพ

นอกจากนี้ยังช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถรักษาอัตรากำไรได้ ท่ามกลางภาวะต้นทุนการก่อสร้างที่ยังอยู่ในระดับสูง ทั้งวัสดุก่อสร้าง แรงงาน และราคาที่ดิน ส่วนการเปิดโครงการระดับราคาปานกลาง-ล่างยังเป็นไปอย่างระมัดระวัง เน้นเฉพาะทำเลที่มีศักยภาพ และระบายสินค้าคงเหลือมากขึ้นแทน

นายเชษฐวัฒก์ ทรงประเสริฐ นักวิเคราะหอาวุโส  ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ SCB EIC มองว่า ในระยะ 1-2 ปีข้างหน้า ตลาดที่อยู่อาศัยยังต้องพึ่งพากำลังซื้อจากกลุ่มผู้มีรายได้ระดับปานกลาง-บนเป็นหลัก ทำให้ผู้ประกอบการรายใหญ่กลุ่ม TOP 8 ยังมีความได้เปรียบในการแข่งขันสูง จากปัจจัยด้านเงินลงทุนและสภาพคล่องที่สูง ทำให้สามารถพัฒนาโครงการระดับราคาสูงเจาะกลุ่มผู้มีรายได้ระดับปานกลาง-บนได้มากกว่า

นอกจากนี้ยังสามารถพัฒนาโครงการได้หลากหลายรูปแบบและหลายระดับราคา ทำใหมีโอกาสเข้าถึงความต้องการซื้ือในตลาดที่ยังมีอยู่อย่างจำกัดได้อย่างทั่วถึงมากกว่าผู้ประกอบการรายกลางและเล็ก ที่ส่วนใหญ่ยังต้องเน้นการพัฒนาโครงการระดับราคาปานกลาง-ล่าง  ซึ่งยังต้องเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อที่ยังไม่สามารถฟื้นตัวได้เท่าที่ควร

ตลาดบ้านแนวราบปี’68 เผชิญความท้าทายมากสุดในรอบ 10 ปีหลังยอดโอนหดตัว 8 ไตรมาสติดต่อกัน

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analytics ประเมินว่าตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบในปี 2568 ยังต้องเผชิญความท้าท้ายมากที่สุดในรอบ 10 ปี โดยมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน ด้วยตัวเลข 214,335 ยูนิต หรือหดตัว 4.4% หลังจากภาพรวมตลาดอสังหาฯในปี2567 ส่งสัญญาณแย่กว่าที่คาดการณ์ไว้ ทำให้คาดว่าหน่วยโอนบ้านแนวราบมีโอกาสหดตัว 8 ไตรมาสติดต่อกัน ประเมินได้จากตัวเลขหน่วยโอนกรรมสิทธิ์ครึ่งปีแรกปรับลดลง 14.2% ซึ่งหดตัวติดต่อกันถึง 6 ไตรมาส และตัวเลขหน่วยโอนที่อยู่อาศัยแนวราบของเดือนสิงหาคมที่ผ่านมายังคงหดตัว 14.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จึงมีความเป็นไปได้ที่ตลาดแนวราบตลอดช่วงปี 2567 จะอยู่ในภาวะซบเซาโดยหดตัว 13.3% ซึ่งเป็นการหดตัวถึง 8 ไตรมาสติดต่อกัน

 

ที่สำคัญการหดตัวหนักในปีนี้ไม่ใช่แรงกดดันระยะสั้น แต่เป็นการเผชิญการหดตัวจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่คาดว่าไทยยังคงต้องเผชิญต่อในระยะยาว หากยังไม่มีแนวทางแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างเป็นรูปธรรม นั่นคือ จำนวนผู้ซื้อที่ลดลงจากโครงสร้างประชากรช่วงอายุ 30-49 ปี ซึ่งเป็นวัยสร้างครอบครัวที่มีความต้องการที่อยู่อาศัยแนวราบ ปัจจุบันมีจำนวน 19.3 ล้านคน แต่ในระยะ 10 ปีถัดไปจะมีแนวโน้มลดลงเหลือเพียง 17.6 ล้านคน ขณะทีความจำเป็นในการซื้อลดลง จากข้อจำกัดเรื่องที่อยู่อาศัยเป็นสินทรัพย์ถาวรที่ส่งต่อเป็นมรดกได้ โดยสถานการณ์ปัจจุบันประชากรส่วนใหญ่มีลูกเพียง 1 คน ซึ่งจะต้องเป็นผู้รับมรดกจากพ่อแม่ จึงมีความจำเป็นน้อยลงในการหาที่อยู่อาศัยถาวรใหม่ รวมถึงอัตราการจดทะเบียนสมรสของคนGen Y (กลุ่มคนที่เกิดระหว่างปี 2523 – 2540) ต่ำลงเหลือเพียง 55% ส่งผลให้ความจำเป็นในการหาซื้อที่อยู่อาศัยของคนในยุคถัดไปลดต่ำลงกว่าเดิม

นอกจากนี้ปัญหาจากภาวะที่ไม่สมดุลของการปรับเพิ่มกำลังซื้อและราคาบ้าน ที่ผู้ขายเป็นผู้มีอำนาจกำหนดราคาและผู้ซื้อเป็นเพียงผู้รับราคาจากผู้ขาย สะท้อนได้จากราคาที่อยู่อาศัยแนวราบที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 47.1% ในขณะที่รายได้เฉลี่ยต่อหัวของคนไทยที่สะท้อนผ่าน GDP Per Capita กลับเพิ่มเพียง 23.6% เมื่อเทียบกับปี 2558 ส่วนกำลังซื้อหลักที่พยุงตลาดในกลุ่มแนวราบ Segment บนมีจำนวนที่ลดลง ประกอบกับกลุ่มที่ซื้อไปแล้วในช่วงเวลาก่อนหน้าจะไม่กลับมาซื้อซ้ำอีกในระยะเวลาอันสั้น

ดังนั้นจากแรงกดดันที่กระทบตลาดที่อยู่อาศัย ttb analytics มองว่า ไทยต้องปรับตัวครั้งใหญ่รวมถึงต้องยอมเจ็บเพื่อให้ปัญหาจบ เนื่องจากที่ผ่านมาไทยเปรียบเสมือนได้ยาแก้ปวดซึ่งเป็นเพียงการระงับอาการ แต่หากปัญหาภาคอสังหาฯของไทยได้รับแต่ยาน่าจะไม่พออาจต้องยอมเข้ารับการผ่าตัดโดยเตรียมรับผลข้างเคียงที่มากกว่าเพื่อจบปัญหา ด้วยการเพิ่มกำลังซื้อชาวต่างชาติในที่อยู่อาศัยแนวราบ แต่ต้องอยู่บนกฎระเบียบที่ต้องมีความรัดกุม ในการพิจารณาอนุญาตให้ชาวต่างชาติซื้อที่อยู่อาศัยแนวราบ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ซื้อในประเทศได้รับผลกระทบ เช่น การตรวจสอบและสำแดงที่มาของเงินที่ซื้อที่อยู่อาศัยเพื่อคัดกรองให้ผู้ซื้อกลุ่มแรงงานที่มีทักษะและป้องกันกลุ่มเงินทุนที่ผิดกฎหมาย,การกำหนดโควตาเป็นยูนิตต่อปีสำหรับการซื้อของชาวต่างชาติ,กำหนดพื้นที่อนุญาตเฉพาะที่บังคับโดยกฎหมายผังเมืองเพิ่มข้อจำกัดด้านการรวมแปลงใหญ่สำหรับใช้เพื่อผิดวัตถุประสงค์ และกำหนดเฉพาะให้ผู้ซื้อกลุ่มแรกเป็นผู้มีแหล่งงานในไทยที่ถูกต้องตามกฎหมาย เป็นต้น

จับตาแฟล็กชิปคอนโดฯปลุกกระแสย่านใจกลางกรุงเทพกลับมาคึกคักอีกครั้ง

แผนกวิจัยและการสื่อสาร คอลลิเออร์ส ประเทศไทย คาดการณ์ว่าในปี 2568 ตลาดคอนโดมิเนียมในพื้นที่รอบๆ ใจกลางเมืองจะมีการเปิดตัวมากขึ้น  เนื่องจากในพื้นที่ใจกลางเมืองราคาที่ดินยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งจะมีแฟล็กชิปคอนโดฯในพื้นที่ใจกลางเมืองที่จะกลับมาสร้างกระแสให้คอนโดฯย่านใจกลางกรุงเทพฯกลับมาคึกคักอีกครั้ง ทั้งรูปแบบโครงการ และราคาเสนอขายที่อาจจะสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมาในตลาดคอนโดฯเมืองไทย รวมถึงโครงการคอนโดฯที่มียูนิตขายน้อยหรือ One Floor  One Unit

สำหรับอุปทานเปิดตัวคอนโดฯโครงการใหม่ในพื้นที่กรุงเทพฯปี 2568 จะอยู่ที่ประมาณ 20,000-25,000 ยูนิตเท่านั้น หรือปรับตัวลดลง 14.20% จากปีก่อนหน้า เนื่องจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังคงปรับลดจำนวนโครงการเปิดขายใหม่ลง และเน้นพัฒนาโครงการคอนโดฯและโครงการแนวราบเมืองท่องเที่ยว โดยเฉพาะในเขตพื้นที่โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) และจังหวัดภูเก็ต  ขณะเดียวกันผู้ประกอบการยังคงระมัดระวังในการกำหนดราคาขายมากขึ้น เนื่องจากหากกำหนดราคาขายที่ค่อนข้างสูงกว่าราคาตลาดอาจส่งผลให้โครงการไม่ได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้ซื้อตามที่คาดการณ์ไว้

นอกจากนี้ผู้ประกอบการบางรายเลือกที่จะเลื่อนการเปิดการขายโครงการใหม่ในส่วนของตลาดคอนโดฯในปีนี้ออกไป  เนื่องจากต้องการเน้นระบายสต็อกที่ยังคงค้างอยู่ในตลาดโดยเฉพาะสต็อกที่ก่อสร้างแล้วเสร็จที่ยังคงเหลือขายอยู่ในตลาดและมองว่าสถานการณ์ปัจจุบันยังคงไม่ใช่ช่วงเวลาเหมาะสมที่จะเปิดตัวคอนโดฯโครงการใหม่ เนื่องจากกำลังซื้อทั้งในส่วนของกำลังซื้อต่างชาติและกำลังซื้อชาวไทยยังคงอยู่ในภาวะชะลอตัว

ส่วนโครงการคอนโดฯในช่วงระดับราคา 100,000 – 150,000 บาทต่อตารางเมตรยังคงเป็นเซกต์เมนต์ที่น่าจับตามองในปี 2568 เนื่องจากเป็นช่วงระดับราคาที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายในภาวะที่กำลังซื้อยังไม่ฟื้นตัวมากนัก สอดคล้องกับแผนการลงทุนของผู้พัฒนารายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์บางรายยังคงมีแผนที่จะเปิดตัวโครงการคอนโดฯในช่วงราคาขายเฉลี่ยต่ำกว่า 100,000  บาทต่อตารางเมตรทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯและในพื้นที่ปริมณฑล เพื่อดึงดูดกำลังซื้อในกลุ่มลูกค้าเรียลดีมานด์ และกลุ่มนักลงทุนที่เน้นการซื้อเพื่อการปล่อยเช่าในหลายทำเล โดยเฉพาะแคมปัสคอนโดที่ยังคงได้รับการตอบรับจากกำลังซื่อที่ดีในปีที่ผ่านมา รวมถึงคอนโดฯริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่จะกลับมาคึกคักอีกครั้งในปี2568

ดังนั้นการเปิดตัวโครงการใหม่ในปี 2568 ไม่น่าจะคึกคักเหมือนกับที่คาดหมายไว้  และน่าเป็นการเปิดตัวโครงการใหม่เพื่อรักษาระดับรายได้ที่จะรับรู้ในปีต่อๆไปไม่ให้ลดต่ำลงกว่าค่าเฉลี่ยปกติเท่านั้น รวมถึงเป็นการเปิดตัวใหม่ที่เลื่อนเปิดตัวมาจากปี 2567 ขณะที่บริษัทอสังหาฯส่วนใหญ่น่าจะให้ความสำคัญกับการระบายขายสต็อกสินค้าที่สร้างเสร็จเหลือขายที่ยังคงค้างสะสมอยู่ตามโครงการต่างๆที่เปิดตัวไปแล้ว

tag :
AP AssetWise EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC sansiri SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง