สิงห์ เอสเตท โชว์รายได้ปี’67 กวาดรายได้รวมกว่า 1.5 หมื่นลบ* เตรียมจ่ายเงินปันผล 0.01 บาท/หุ้น

          สิงห์ เอสเตท รายงานผลการดำเนินงานจากการขายและให้บริการของปี 2567 จำนวน15,095 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3% จากปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักจากผลประกอบการของธุรกิจโรงแรม หนุนด้วยธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน สะท้อนการบริหารรายได้อย่างมีสมดุลระหว่างธุรกิจรายได้ประจำ (Recurring Income) และธุรกิจการขายอสังหาริมทรัพย์ (Non-Recurring Income)

          บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ (SET:S) ประกาศผลประกอบการประจำปี 2567 มีรายได้จากธุรกิจหลัก รวมทั้งสิ้น 15,095 ล้านบาท เตรียมเสนอที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2568 เพื่ออนุมัติจ่ายปันผลสำหรับผลดำเนินงานประจำปี2567 จำนวน 0.01 บาทต่อหุ้น โดยจะขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่ 14 มีนาคม 2568 เพื่อกำหนดสิทธิในการรับเงินปันผล สำหรับรายได้ที่เติบโตขึ้นนี้ประกอบด้วย รายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ จำนวน 3,485 ล้านบาท มีสัดส่วนยอดโอนกรรมสิทธิ์ระหว่างโครงการแนวราบและโครงการห้องชุดอยู่ที่ประมาณร้อยละ 50:50 และรายได้จากธุรกิจให้บริการจำนวน 11,568 ล้านบาท โดยเป็นรายได้หลักจากกลุ่มธุรกิจโรงแรม ที่มาพร้อมปัจจัยบวกจากภาคการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวและกลยุทธ์การดำเนินงานที่เหมาะสม ทั้งนี้สามารถแบ่งรายละเอียดและแผนการดำเนินงานแบ่งตามประเภทธุรกิจดังนี้

          ธุรกิจที่พักอาศัย: ในรอบปีที่ผ่านมาตลาดที่พักอาศัยเผชิญความท้าทายจากปัจจัยกดดันต่างๆจากสภาวะเศรษฐกิจ ทำให้กำลังซื้อชะลอตัวลง เป็นผลให้รายได้รวมจากธุรกิจที่พักอาศัยชะลอตัวจากปีก่อน อย่างไรก็ตามในปี 2567 บริษัทยังเห็นการทยอยโอนกรรมสิทธิ์ของโครงการหลักยังดำเนินไปตามแผน และสำหรับปี 2568 บริษัทฯ เชื่อว่าโครงการที่เปิดตัวใหม่โดยมีรูปแบบของผลิตภัณฑ์แบบใหม่ที่มีแนวคิดที่แตกต่างจากผลิตภัณฑ์เดิมอย่าง โครงการสมิทธ์ รามอินทรา (SMYTH’S Ramintra), โครงการสมิทธ์ เกษตร-นวมินทร์ (SMYTH’S Kaset-Nawamin) และโครงการสริน พรานนก-กาญจนา (S’RIN Prannok-Kanchana) เป็นโครงการในระดับราคาตลาดลักชูรีที่ จะเข้ามาช่วยกระตุ้นยอดขายและการโอนกรรมสิทธิ์ในปี 2568 ได้

          ธุรกิจโรงแรม: รายได้ของธุรกิจโรงแรมเติบโตขึ้น 7% จากปีก่อน สร้างระดับรายได้สูงสุดในประวัติการณ์ใหม่ติดต่อกันเป็นปีที่สอง แม้ว่าในระหว่างปีจะปิดปรับปรุงโรงแรมทราย ลากูน่า ภูเก็ตไปเป็นระยะเวลาหกเดือน โดยแล้วเสร็จทั้งสิ้นปลายเดือนพฤศจิกายน 2567 ทั้งนี้ผลการดำเนินงานโดยรวมในปี 2567 มีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยของทั้งพอร์ตฟอลิโอ 68% ใกล้เคียงกับปีก่อน ขณะที่รายได้เฉลี่ยต่อห้อง (RevPAR) ปรับตัวเพิ่มขึ้น 12% จากปีก่อน มาอยู่ที่ระดับราคา 4,336 บาท สำหรับปี 2568 ทางบริษัทฯ มองว่าธุรกิจโรงแรมยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างรายได้

          ธุรกิจอาคารสำนักงาน: ธุรกิจอาคารสำนักงานให้เช่ายังอยู่ในช่วงที่เผชิญความท้าทายทั้งจากอุปทานในตลาดปัจจุบันและรูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนไป ในปี 2567 บริษัทฯ มีการปรับกลยุทธ์ที่ยังสามารถรักษาอัตราการเช่าของอาคารที่เปิดมานานแล้วเฉลี่ยที่ 81% นอกจากนี้ด้านอาคารเปิดใหม่ S-OASIS อัตราการเช่าทยอยเพิ่มขึ้นตามจำนวนของผู้เช่าใหม่ สำหรับปี 2568 บริษัทฯ ยังมุ่งมั่นที่จะรักษาอัตราการเช่าเฉลี่ยให้อยู่ในระดับ 80% รวมถึงคาดการว่าอาคารเปิดใหม่ S-OASIS ภายในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 จะมีอัตราการเช่าที่ 50% และทำให้ธุรกิจรายได้ประจำเติบโตดีขึ้น

          ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมและสาธารณูปโภค: ปัจจุบันโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ได้ถูกพัฒนาและก่อสร้างแล้วเสร็จเป็นที่เรียบร้อยในปี 2567 ทางบริษัทฯ เริ่มรับรู้รายได้จากการขายที่ดินจำนวน56 ไร่ และค่าสาธารณูปโภคที่ทยอยเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนการใช้งานที่มากขึ้น นอกจากผลประกอบการจากการดำเนินงานหลัก บริษัทฯ ยังรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมอีกประมาณ 180 ล้านบาท สำหรับปี 2568 กลุ่มสิงห์ เอสเตท มองว่าประเทศไทยยังมีเสน่ห์ต่อนักลงทุนต่างประเทศ ประกอบกับแนวโน้มจากการย้ายฐานการผลิต ดังนั้นจึงวางเป้าหมายการขายที่ดินไว้ที่จำนวน 200 ไร่ โดยบริษัทฯ อยู่ในระหว่างการนำเสนอพื้นที่ให้กับลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ ทั้งนี้ลูกค้าที่ให้ความสนใจ เป็นทั้งธุรกิจอาหารและธุรกิจด้านเทคโนโลยี นับเป็นธุรกิจที่มีอัตราการเจริญเติบโตสูงมาก ซึ่งจะทำให้รายได้จากการขายที่ดินและสร้างผลตอบแทนระยะยาวแก่บริษัทฯ อย่างมีนัยสำคัญ

          ฐิติมา รุ่งขวัญศิริโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ ‘S’ เปิดเผยว่า “ผลการดำเนินงานในภาพรวมของสิงห์ เอสเตท ในปี 2567 ยังอยู่ในระดับที่น่าพอใจถึงแม้สภาวะตลาดมีผลต่อการชะลอตัวของบางธุรกิจ แต่เพราะกลุยทธ์การลงทุนของเราที่มีการกระจายความเสี่ยงได้อย่างหลากหลายกิจการ ทำให้เราสามารถสร้างผลการดำเนินงานที่เติบโตอย่างต่อเนื่องและมีรายได้อย่างสม่ำเสมอ และมั่นใจว่าในปี 2568 บริษัทฯ จะขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยความมั่นคง จากการมุ่งเน้นพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่สามารถตอบสนองความต้องการของตลาด สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่นักลงทุน และการเข้าลงทุนในโครงการที่มีศักยภาพอย่างต่อเนื่องซึ่งจากผลการดำเนินงานในรอบปี 2567 คณะกรรมการบริษัทฯ เห็นชอบให้เสนอต่อที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น อนุมัติจ่ายเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้น 0.01 บาทต่อหุ้น โดยจะขึ้น XD ในวันที่ 14 มีนาคม 2568”

นอกจากการมุ่งสร้างผลตอบแทน สิงห์ เอสเตท ยังมุ่งสร้างธุรกิจแบบยั่งยืน โดยในปี 2567 บริษัทฯ สามารถเลื่อนชั้นอันดับเรตติ้งสู่ระดับ AA จากการประเมินผลหุ้นยั่งยืน SET ESG Rating ซึ่งบริษัทฯ ได้รับคัดเลือกให้อยู่ในรายชื่อหุ้นยั่งยืนต่อเนื่องเป็นปีที่ 6

“ตลอด 10 ปี ที่ผ่านมา ปัจจัยหนึ่งที่เรายึดถือมาโดยตลอดคือกระบวนการขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความยั่งยืน หรือการสร้างความเติบโตอย่างมีความรับผิดชอบต่อส่วนรวมและผู้ที่มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม ซึ่งผลจาก
การปฏิบัติดังกล่าว ก็ทยอยแสดงผลลัพธ์อย่างต่อเนื่อง ผ่านการได้รับรางวัลและความเชื่อมั่นที่ได้รับเสมอมา ดังนั้นสำหรับการก้าวเข้าสู่ปีที่ 11 เราจะเดินหน้าด้วยความมุ่งมั่นพร้อมรับมือ
กับทุกความท้าทาย และยังคงดำเนินธุรกิจอย่างรอบคอบ เต็มศักยภาพตามกรอบการดำเนินธุรกิจ
อย่างยั่งยืน” ฐิติมา กล่าวเสริม

tag :
AP AssetWise EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC sansiri SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง