ฝ่าวิกฤตการณ์อสังหาริมทรัพย์ยุค”สามต่ำ”เอกชนยื่นเสนอมาตรการเร่งด่วน 6 ข้อฟื้นตลาด

ตลาดอสังหาริมทรัพย์กำลังเผชิญกับภาวะ “สามต่ำ” ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ได้แก่ ยอดขาย การปล่อยสินเชื่อ และการอนุญาตก่อสร้างใหม่ที่อยู่ในระดับต่ำสุดในรอบหลายปี พร้อมนำเสนอข้อเสนอแนะ 6 ข้อต่อรัฐบาลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือภาคธุรกิจ โดยมุ่งเน้นไปที่การขยายมาตรการลดค่าธรรมเนียม การค้ำประกันสินเชื่อที่อยู่อาศัย (Mortgage Insurance) เพื่อเพิ่มความมั่นใจในการปล่อยกู้ให้ผู้มีอาชีพอิสระ และการรวมหนี้ (Consolidated Debt) เพื่อช่วยลดภาระดอกเบี้ยของผู้ซื้อบ้าน นอกจากนี้ ยังมีการเสนอให้ลดขนาดที่ดินขั้นต่ำสำหรับโครงการแนวราบ และการขยายอายุสัญญาเช่าจาก30ปีเพิ่มเป็น 60ปี  สำหรับทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเพื่อดึงดูดการลงทุนและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค

อิสระ บุญยัง ประธานคณะกรรมการ สมาคมการค้ากลุ่มอสังหาริมทรัพย์ออกแบบและก่อสร้าง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรพย์ในปีนี้ได้อยู่ในจุดต่ำสุดตั้งแต่ 8-21ปี โดยเฉพาะการเปิดตัวโครงการใหม่ในพื้นที่กรุงทพฯ-ปริมณฑลต่ำสุดในรอบ 20 ปี  หน่วยสร้างเสร็จจดทะเบียนทั้งพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑลต่ำสุดใน21ปี รวมถึงการปล่อยสินเชื่อ Post Finance ที่ต่ำสุดในรอบ 12 ปี และหน่วยการโอนกรรมสิทธิ์ต่ำสุดในรอบ 8ปี เป็นต้น แม้วาในช่วงไตรมาส 2ต่อเนื่องถึงไตรมาส 3 จะมีมาตรการช่วยเหลือจากธนาคารแห่งประเทศไทย  เช่น การลดค่าธรรมเนียมการโอนจดจำนองเหลือ 0.01% และมาตรการของธนาคารแห่งประเทศไทยที่สนับสนุนเรื่อง LTV (Loan to Value) คือการไม่เข้มงวดกับเรื่องเงินดาวน์ ซึ่งมาตรการเหล่านี้จะสิ้นสุดในช่วงเวลาใกล้เคียงกันช่วงเดือนมิถุนายนปีหน้า ทำให้ภาคเอกชนได้นำเสนอมาตรการขยายระยะเวลาเพิ่มเพื่อช่วยเพิ่มกระตุ้นกำลังซื้อในตลาด

สุนทร สถาพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทสถาพร เอสเตท จำกัด กล่าวว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ของประเทศไทย กำลังเผชิญกับภาวะ “สามต่ำ” ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2566 ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์และระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ เนื่องจากตัวเลขทางสถิติหลายด้านได้ลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบหลายปีหรือหลายทศวรรษ ได้แก่ กำลังซื้อและยอดซื้อขายต่ำสุด ทำให้การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศลดลงอย่างมาก จากในอดีตที่เคยมีการโอนกรรมสิทธิ์ประมาณ 400,000 ยูนิตต่อปี แต่ปีที่ผ่านมาลดลงมาอยู่ที่ 340,000 ยูนิต และปีนี้คาดว่าจะลดลงอีก 10% เหลือเพียงประมาณ 300,000-320,000 ยูนิต ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี ส่วนการเปิดตัวโครงการใหม่เข้าสู่ตลาดก็ลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบประมาณ 20 ปี และการโอนกรรมสิทธิ์ ก็เป็นตัวเลขที่ต่ำสุดในรอบเป็น 10 ปีเช่นกัน

นอกจากนี้ยังมีการปล่อยสินเชื่อให้แก่ผู้ซื้อที่อยู่อาศัยลดลงอย่างมาก จากในอดีตที่มียอดขายประมาณ 300,000 กว่ายูนิต คิดเป็นมูลค่า 1 ล้านล้านบาท และสินเชื่อจะอยู่ที่ประมาณ 7-8 แสนล้านบาท แต่ปัจจุบันมูลค่าสินเชื่อลดลงเหลือเพียงประมาณ 5 แสนกว่าล้านบาทเท่านั้น ทำให้ตัวเลขสินเชื่อที่ผู้ซื้อได้รับต่ำสุดในรอบประมาณ 8-9 ปี

ขณะที่อัตราการปฏิเสธสินเชื่อ (Reject Rate) อยู่ในระดับสูงมาก ก่อนโควิด-19 อัตราการปฏิเสธอยู่ที่ประมาณ 5-10% เท่านั้น. แต่ปัจจุบันอัตรานี้เพิ่มขึ้นเกือบถึงครึ่งหนึ่งแล้ว โดยในไตรมาสที่ 1 อยู่ที่ 45%, ไตรมาสที่ 2 อยู่ที่ 39.9%, และไตรมาสที่ 3 อยู่ที่ 39.6%.

ส่วนกลุ่มอาชีพอิสระได้รับผลกระทบ เช่น ยูทูบเบอร์ หรือแม่ค้าออนไลน์ ซึ่งมีรายได้ดี แต่มักถูกปฏิเสธสินเชื่อจากสถาบันการเงิน เนื่องจากรายได้ไม่สม่ำเสมอ หรือไม่มีสลิปเงินเดือน

และการอนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัยใหม่ทั่วประเทศอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบ15ปี ปัจจุบันเหลือประมาณ 13.5 ล้านตารางเมตร ซึ่งเทียบเท่ากับการก่อสร้างที่อยู่อาศัยใหม่เพียงประมาณ 100,000 ยูนิตทั่วประเทศเท่านั้น

ทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมนี้ทั้งภาคเอกชน 3 สมาคมอสังหาริมทรัพย์ร่วมกับสภาหอการค้าฯ มีการนำเสนอมาตรการเร่งด่วนรวม 6 ข้อต่อผู้แทนของรัฐบาล (กระทรวงการคลัง) ในวันที่ 21 พฤศจิกายนนี้  เพื่อฟื้นฟูวิกฤตตลาดอสังหาริมทรัพย์และเศรษฐกิจโดยรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรการที่รัฐบาลไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณในเวลานี้ ซึ่งปัญหาในภาคอสังหาริมทรัพย์ส่งผลกระทบและฉุดรั้งระบบเศรษฐกิจต่าง ๆ ไปด้วย เนื่องจากเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมต้นน้ำและปลายน้ำจำนวนมาก

มาตรการเร่งด่วน 6 ข้อ

1.การขยายระยะเวลาและขอบเขตมาตรการเดิมของมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์และค่าจดจำนองที่กำลังจะสิ้นสุดลงในเดือนมิถุนายนปีหน้า

รวมถึงการขยายขอบเขต เสนอให้ขยายการลดค่าธรรมเนียมดังกล่าวไปยังที่อยู่อาศัยทุกยูนิต (ไม่จำกัดเพดานราคาเดิม) แต่ให้ลดเฉพาะราคา 7 ล้านบาทแรกของมูลค่าที่อยู่อาศัยเท่านั้น ในอัตราลดค่าโอนและค่าจดจำนองคือ 0.01% (จากเดิมล้านละ 10,000 หรือล้านละ 20,000

2.การรับประกันสินเชื่อ (Mortgage Guarantee/Mortgage Insurance – MI) เพื่อสร้างความมั่นใจให้สถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อ เนื่องจากปัจจุบันอัตราการปฏิเสธสินเชื่อ (Reject Rate) สูงมาก โดยมุ่งเน้นไปที่กลุ่มอาชีพอิสระ เช่น ยูทูบเบอร์ หรือแม่ค้าออนไลน์ ซึ่งมีรายได้ดีแต่ถูกปฏิเสธเนื่องจากไม่มีสลิปเงินเดือนหรือรายได้ไม่สม่ำเสมอ โดยเสนอให้มีการหาแนวทางร่วมกับบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีการรับประกันสินเชื่อ (MI) สำหรับที่อยู่อาศัย โดยอาจค้ำประกันอย่างน้อย20% แรกของราคาบ้าน

3.การรวมหนี้ (Consolidated Debt) เพื่อลดภาระดอกเบี้ยของลูกค้าที่ต้องแบกรับหนี้หลายประเภททั้งมหนี้รถยนต์, หนี้บัตรเครดิต, หนี้มอเตอร์ไซค์ ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยสูงเฉลี่ย8-10% อนุญาตให้ลูกค้าสามารถนำหนี้ทุกประเภทมารวมอยู่ในสินเชื่อที่อยู่อาศัย (Consolidated Debt) โดยใช้บ้านเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน เพื่อให้ดอกเบี้ยรวมลดลงมาอยู่ในอัตราดอกเบี้ยของที่อยู่อาศัย (ประมาณ 6-7%)

4.มาตรการ Warehouse Debt เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการรายเล็กรายกลางที่ประสบปัญหาทางการเงินที่จมน้ำแล้ว โดยให้รัฐบาลพิจารณาปรับโครงสร้างหนี้และยื่นระยะเวลาสำหรับผู้ประกอบการเหล่านี้ เพื่อให้พวกเขาสามารถอยู่รอดต่อไปได้

5.การปรับลดอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง โดยขอให้มีการพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีกในช่วงวิกฤต จากปัจจุบันอยู่ที่ 1.5% และกำกับดูแลให้สถาบันการเงินลดอัตราดอกเบี้ยตาม เพื่อให้ผลประโยชน์ส่งต่อถึงผู้บริโภคและผู้ประกอบการรายเล็กรายกลางได้อย่างเต็มที่

6.การขยายอายุการเช่าสำหรับชาวต่างชาติ (Leasehold Extension)เพื่อดึงดูดนักลงทุนและคนเก่ง ๆ ที่มีเงินจากต่างประเทศให้เข้ามาอยู่อาศัยในประเทศไทย เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย และมาเลเซีย โดยขยายอายุการเช่าจาก 30 ปี เป็น 30 ปี + 30 ปี รวมเป็น 60 ปี (โดยที่ไม่กระทบต่อความอ่อนไหวของคนไทยในการไม่ต้องการขายที่ดิน)

“การขยายอายุการเช่าเป็น 60 ปี จะเป็นประโยชน์ต่อคนไทยด้วยเช่นกัน เพราะจะช่วยให้ธนาคารกล้าปล่อยสินเชื่อสำหรับทรัพย์สินเช่า (Leasehold) ได้นานขึ้น เนื่องจาก 60 ปีเท่ากับ 2 ช่วงเวลาของสินเชื่อ (Mortgage) ทำให้หากเกิดหนี้เสีย ธนาคารยังมีเวลาเหลือ 30 ปี ในการขายทอดตลาด

นอกจากข้อเสนอหลัก 6 ข้อแล้ว ภาคเอกชนยังได้ผลักดันมาตรการที่สำคัญซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐไม่ต้องใช้งบประมาณ แต่ต้องแก้ไขกฎหมายหรือกฎเกณฑ์ เช่น การลดขนาดที่ดินในโครงการแนวราบ เพื่อให้ผู้ซื้อเข้าถึงที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น และทำให้ราคาบ้านถูกลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโครงการแนวราบซึ่งเป็นทางเลือกสำคัญ เนื่องจากเส้นทางรถไฟฟ้ากระจายออกไปหลายร้อยสถานีแล้ว

โดยเสนอให้แก้ไขกฎหมายลดขนาดที่ดินที่กำหนดไว้เดิม เช่น บ้านเดี่ยวลดจาก 50 ตารางวา เหลือ 35 ตารางวา บ้านแฝดลดจาก 35 ตารางวาเหลือ 28 ตารางวา และทาวน์โฮมลดจาก 16 ตารางวา เหลือ 14 ตารางวา ข้อเสนอเพื่อลดขนาดที่ดินเป็นมาตรการสำคัญที่ภาคเอกชนเสนอเพื่อแก้ไขวิกฤตการณ์อสังหาริมทรัพย์ โดยมีเป้าหมายหลักคือการทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้นและมีราคาที่ถูกลง

ทั้งนี้ข้อเสนอเพื่อลดขนาดที่ดินเป็นมาตรการสำคัญที่ภาคเอกชนเสนอเพื่อแก้ไขวิกฤตการณ์อสังหาริมทรัพย์ โดยมีเป้าหมายหลักคือการทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้นและมีราคาที่ถูกลง โดยมุ่งเน้นไปที่การลดขนาดที่ดินขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบ เนื่องจากโครงข่ายรถไฟฟ้าได้ขยายตัวและกระจายออกไปหลายร้อยสถานีแล้ว ทำให้ที่อยู่อาศัยแนวราบเป็นทางเลือกที่สำคัญสำหรับผู้ซื้อ โดยมาตรการนี้ถือเป็นมาตรการที่ไม่ต้องใช้งบประมาณของภาครัฐ แต่ต้องอาศัยการแก้ไขกฎหมาย ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงมหาดไทย

tag :
AP AssetWise EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวบ้าน ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง