แอล เอช มอลล์ แอนด์ โฮเทลเปิดบริการโรงแรมใหม่”แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เพรสทีจ กรุงเทพฯ”ตั้งเป้า3ปีรายได้แตะหมื่นล้าน

กลุ่มบริษัทแอล เอช มอลล์ แอนด์ โฮเทล (LHMH) เป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ภายใต้ 2 ธุรกิจหลัก คือ ธุรกิจศูนย์การค้าแบรนด์ เทอร์มินอล 21 ที่เปิดตัวไปแล้วทั้งหมด 4สาขาในกรุงเทพฯ นครราชสีมา และพัทยา ส่วนธุรกิจโรงแรมภายใต้แบรนด์แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ในช่วง 17ปีที่ผ่านมาได้เปิดตัวโรงแรมไปแล้วทั้งหมด 8แห่ง รวมกว่า 3,500 ห้องตั้งอยู่ในพื้นกรุงเทพฯและเมืองพัทยา โดยเปิดตัวโรงแรมแห่งแรก คือ  แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ราชดำริ

สุวรรณา พุทธประสาท ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอล เอช มอลล์ แอนด์ โฮเทล จำกัด เปิดเผยว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในภูมิทัศน์ธุรกิจท่องเที่ยว โดยเฉพาะการเติบโตของกลุ่มนักท่องเที่ยวระยะไกลและกำลังซื้อสูง” (High Spending) จากยุโรป ซึ่งส่งผลบวกโดยตรงต่อตลาดโรงแรม 4 – 5 ดาว ในทำเลศักยภาพ ทำให้โจทย์ของการแข่งขันในธุรกิจโรงแรมมีความท้าทายมากขึ้น ไม่ได้วัดกันที่จำนวนห้องพักหรือราคา แต่แข่งขันกันที่การส่งมอบประสบการณ์เฉพาะตัวที่มีคุณค่า ซึ่งสอดรับกับแผนการพัฒนาโรงแรมของบริษัที่เน้นการลงทุนเชิงคุณภาพ ให้ความสำคัญกับการเลือกทำเลศักยภาพสูง การออกแบบบริการที่มีเอกลักษณ์

โดยในปี 2568เครือแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ได้เปิดตัว 2 โรงแรมใหม่ ได้แก่ แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ลุมพินี โรงแรมระดับ Prestige Tier แห่งแรกของแบรนด์เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา และล่าสุดได้เปิดตัวแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เพรสทีจ กรุงเทพฯ ย่านราชประสงค์ ที่ผสานความหรูหราสไตล์อาร์ตเดโค (Art Deco) เข้ากับเสน่ห์ของศิลปะไทยร่วมสมัย ซึ่งจะเปิดให้บริการเต็มรูปแบบอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ธันวาคม 2568

กิตติ วรบรรพต กรรมการผู้จัดการ บริษัทแอล เอช มอลล์ แอนด์ โฮเทล จำกัด กล่าวว่า สำหรับอัตราการเข้าพักโรงแรมในกรุงเทพฯและพัทยาในปี 2567 ที่ผ่านมาถือว่าอยู่ในระดับค่อนข้างสูง  โดยโรงแรมในกรุงเทพฯ มีอัตราการเข้าพักของแต่ละโรงแรมอยู่ที่ 85-89% และที่พัทยาอยู่ที่ 92-94% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงมาก ๆ

ส่วนอัตราการเข้าพักโรรงแรมในปีนี้ ได้รับผลกระทบจากหลายปัจจัย เช่น ปัญหาข่าวความปลอดภัยภายในประเทศไทยและเหตการณ์แผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28มีนาคม 2568  ทำให้ภาพรวมทั้งปีนี้ลดลงจากปีที่แล้วประมาณ 7-15% โดยสาเหตุ แต่บางโรงแรมมีตัวเลขอัตราการพข้าพักในไตรมาสที่ 4 นี้มากกว่าปี 2563

ส่วนโรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เพรสทีจ กรุงเทพฯ ใช้งบลงทุน 4,500 ล้านบาท เป็นโรงแรมในกลุ่ม ‘Prestige Tier’ ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะและมีความหรูหรา ซึ่งปัจจุบันมี 2 แห่งคือ แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เพรสทีจ กรุงเทพฯ (Grande Centre Point Prestige Bangkok) และแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ลุมพินี (Grande Centre Point Lumphini) นอกจากนี้ยังตั้งอยู่ใกล้กับโรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ราชดำริ ซึ่งเป็นโรงแรมแรกของแบรนด์ที่เปิดตัวไปเมื่อปี 2551 โดยออกแบบให้เป็น Twin Towers มีจำนวนห้องพักรวมกันกว่า 1,000 ห้อง

“หลังจากที่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา บริษัทได้เปิดตัวโรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ลุมพินีได้รับกระแสการตอบรับดีมาก ปัจจุบันมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยกว่า 80% และมียอดจองเข้าพักล่วงหน้าช่วงไฮซีซันจนถึงต้นปีหน้าสูงถึง 90% ทำให้เชื่อมั่นว่าการเปิดตัวแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เพรสทีจ กรุงเทพฯ ในวันที่ 1 ธันวาคมนี้ จะทำให้ได้รับกระแสตอบรับที่ดีไม่แพ้กัน”

ทั้งนี้โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เพรสทีจ กรุงเทพฯ ประกอบด้วยห้องพัก ห้องสวีท และเพนต์เฮาส์ จำนวน 509 ห้อง ห้องพักทุกห้องมองเห็นวิวเมืองย่านราชประสงค์หรือวิวพื้นที่สีเขียวของสนามราชกรีฑาสโมสร ภายในห้องพักทุกห้องพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกและเทคโนโลยีล้ำสมัยระดับไฮเอนด์ครบครัน อาทิ สมาร์ท ทีวี, เครื่องชงกาแฟแคปซูล Nespresso, ไดร์เป่าผม Dyson และชุดผลิตภัณฑ์อาบน้ำจาก LRL

นอกจากนี้ยังมีร้านอาหารชื่อดัง อาทิ Chef Man Restaurant ร้านกวางตุ้งชื่อดังที่ได้รับการยอมรับทั้งในไทยและต่างประเทศ หรือจะเป็น Brass House Bangkok รูฟท็อปแจ๊ซบาร์ในสไตล์การตกแต่งยุค1920s รวมทั้ง Wellness Lifestyle ประสบการณ์การพักผ่อนกับออนเซ็นสไตล์ญี่ปุ่นแท้ Let’s Relax Onsen & Spa  สำหรับแขกที่เข้าพัก โรงแรมมีพื้นที่พักผ่อนขนาดใหญ่ครอบคลุม 2 ชั้น ทั้งสระว่ายน้ำลอยฟ้ายาว 50 เมตร ฟิตเนส อุปกรณ์พรีเมียม TechnoGym และ Steam Sauna ให้บริการ พร้อมคลาสออกกำลังกาย เช่น มวยไทย โยคะ รวมถึง Games Room  ที่รวบรวมทั้งบอร์ดเกม เกมอาร์เคด และเกมส์ออนไลน์ อีกทั้งยังมีบริการ Kids Club

ปีหน้าเตรียมเปิดตัวโรงแรมแห่งที่ 3เมืองพัทยากลุ่ม Limited Tier 

ทั้งนี้บริษัทยังเน้นการบริหารจัดการเฉพาะโรงแรมที่เป็นทรัพย์สินของตนเองเท่านั้น ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่บริษัทเลือกใช้ในการเป็นทั้งผู้พัฒนา (Developer) และผู้บริหารจัดการ (Operator) ภายใต้แบรนด์ Grand Center Point ของตนเอง ทำให้มีความยืดหยุ่นสูงที่เกี่ยวข้องกับทั้งความสามารถในการควบคุม การสร้างความแตกต่าง และผลตอบแทนทางธุรกิจ เนื่องจากวิธีคิดของบริษัทอาจไม่เหมือนใคร ทำให้ไม่เหมาะที่จะไปรับจ้างบริหารตาม “สูตร” หรือแบบแผนของเชนระดับโลก เช่น การติดตั้งเครื่องกดน้ำแข็งฟรีในโรงแรมระดับ 5 ดาว ซึ่งปกติแล้วโรงแรมเชน 5 ดาวทั่วไปอาจคิดค่าบริการต่อถัง หรือการนำร้านสะดวกซื้อ 7-Elevenมาตั้งอยู่กลางสวนน้ำในโรงแรม

สำหรับแผนการลงทุนด้านโรงแรมแกรนด์เซ็นเตอร์พ้อยท์ (Grand Center Point) จะเน้นในการลงทุนโครงการโรงแรมใหม่ให้มีจำนวนห้องพักขนาดใหญ่ประมาณ 500 ห้องต่อโครงการ ยกเว้นหากมีข้อจำกัดด้านกฎหมาย การกำหนดจำนวน 500 ห้องนี้สามารถยืดหยุ่นได้ในบางทำเล เช่น เยาวราช หรือ สุรวงศ์ ที่อาจติดข้อกำหนดเทศบัญญัติ เกี่ยวกับความสูงหรือระยะห่าง จำนวนห้องพักก็อาจจะทำได้ไม่เกิน 400 ห้อง

ขณะที่จุดแข็งของโรงแรมแกรนด์เซ็นเตอร์พ้อยท์คือมีราคาค่าเช่าถูกกว่าคู่แข่งโดยรอบประมาณ 30%ในวันปกติของตลาดโรงแรมระดับเดียวกันนี้ แต่บริษัทยังมุ่งเน้นกลยุทธ์ “ความคุ้มค่า” (value for money) ทั้งด้านทำเลที่ตั้ง เช่น ย่านราชประสงค์ ซึ่งเป็นโซนที่มีโรงแรมเกรด 5 ดาวหนาแน่นที่สุดและมีราคาที่ดินสูงที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ราคาเปิดตัวห้องพักเริ่มต้นของโรงแรมอยู่ที่ 8,000 กว่าบาท แต่ของคู่แข่งในระดับเดียวกันส่วนใหญ่มักจะแตะ 10,000 บาทขึ้นไป แต่ในช่วงเทศกาล เช่น วันเคานต์ดาวน์ ราคาห้องพักของทุกโรงแรมอาจจะสูงกว่า 10,000 บาท หรือบางที่อาจสูงถึง 20,000 กว่าบาท

ตั้งเป้าปี 2571 รายได้จากธุรกิจโรงแรมแตะ 1หมื่นล้านบาท

โดยบริษัทตั้งเป้ารายได้จากกลุ่มธุรกิจโรงแรมในปี 2568 อยู่ที่ 6,000 ล้านบาท เพราะมั่นใจในทิศทางของตลาดท่องเที่ยวที่ส่งสัญญาณบวกต่อเนื่อง ทำให้คาดรายได้ในปี 2569 ของกลุ่มโรงแรมจะเติบโตไปอยู่ที่กว่า 8,000 ล้านบาทและในปี 2571 จะมีรายได้เพิ่มขึ้นป็น 10,000 ล้านบาท และมีโรงแรมเปิดครบ 11 แห่ง รวมกว่า 5,000 ห้อง โดยบริษัทมีแผนขยายธุรกิจโรงแรมอย่างต่อเนื่อง

ช่วงในไตรมาส 4 ปี 2569 จะเปิดตัวโรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ วอยาจ พัทยา ซึ่งเป็น Limited Tier แห่งที่ 2 ในเครือแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ต่อจากแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ สเปซ พัทยา เน้นสร้างประสบการณ์ใหม่ด้วยสวนน้ำขนาด 20,000 ตารางเมตร ร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ขนาดประมาณ 200 ตารางเมตรตั้งอยู่กลางสวนน้ำ และในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2571 จะเปิดตัว แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ไชน่าทาวน์ ตั้งอยู่ใจกลางเยาวราช

เมสินี แก้วราตรี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและสื่อสารองค์กร บริษัทแอล เอช มอลล์ แอนด์ โฮเทล จำกัด กล่าวว่า บริษัทได้วางแผนแผนการตลาดของเครือแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์เพื่อมุ่งขยายฐานลูกค้าในกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ และกลุ่มนักเดินทางธุรกิจระดับพรีเมียม ซึ่งสอดคล้องกับภาพรวมของตลาดการท่องเที่ยวที่กำลังฟื้นตัวอย่างแข็งแรง โดยเฉพาะกลุ่ม High-Spending และ Long-haul Tourists จากยุโรป สหราชอาณาจักร ตะวันออกกลาง โอเชียเนีย และรัสเซีย ที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันยังมุ่งขยายฐานประชุมสัมมนา อีเวนต์ และจัดเลี้ยง เพื่อ   รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมไมซ์ อีกหนึ่งหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย ซึ่งในกลยุทธ์สำคัญคือ Experience Marketing โดยเน้นให้ความสำคัญกับทุก Touch Point ของการเข้าพัก ตั้งแต่การออกแบบทุกองค์ประกอบ ไม่ว่าจะเป็นการดีไซน์บรรยากาศภายในโรงแรม ไปจนถึงการออกแบบบริการที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของแขกผู้เข้าพักในทุกกลุ่ม โดยคาดว่าสัดส่วนลูกค้าแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เพรสทีจ กรุงเทพฯ จะเป็นนักท่องเที่ยวที่เน้นการพักผ่อน 70% และเป็นการเดินทางมาเพื่อติดต่อธุรกิจอีก 30%

โพสที่เกี่ยวข้อง