เสนาดีเวลลอปเม้นท์ปักธงผู้นำตลาด Affordable เดินเกมรุกปี 2569 รับเทรนด์“ยุคทองเช่า–เช่าซื้อบ้าน”พุ่งแรงจากเศรษฐกิจผันผวนและแบงค์เข้มงวดปล่อยสินเชื่อ ดัน 2 โซลูชั่น LivNex (เช่าออมบ้าน) และ RentNex (เช่าตรง) เป็นทางเลือกใหม่ให้ผู้บริโภค ตั้งเป้าเป็นเจ้าตลาดเช่าซื้อกว่า 3,000 ยูนิต สร้างพอร์ต Recurring Income เป็นรายได้ใหม่ที่เติบโตต่อเนื่องในระยะยาว

ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทเสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) SENA เปิดเผยว่า ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน และเกณฑ์ปล่อยกู้ที่เข้มงวดขึ้นของสถาบันการเงิน ทำให้กำลังซื้อที่อ่อนแรง อัตรากู้ไม่ผ่านที่สูงขึ้น และรายได้ที่ไม่สัมพันธ์กับราคาที่อยู่อาศัย ทำให้คนจำนวนมากหันมามองการเช่าแทนการซื้อ เพื่อเป็นทางออกในการจัดการภาระการเงินระยะยาว สอดรับกับเทรนด์ผู้บริโภคปี 2568 ที่ได้เปลี่ยนจากยุคต้องมีบ้านเป็นของตัวเองสู่ยุคที่ให้ความสำคัญกับความคล่องตัวทางการเงินและการบริหารความเสี่ยง ทำให้ตลาดต้องขยายตัวเลือกการอยู่อาศัยมากกว่าการขายแบบเดิม ซึ่งกลุ่มเสนาฯได้พัฒนาโซลูชัน LivNex (เช่าออมบ้าน) และ RentNex (เช่าตรง) เพื่อเปิดตลาดใหม่ให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคที่ต้องการยืดหยุ่นสูง
โดยโซลูชันทั้งสองได้รับการตอบรับที่ดีต่อเนื่องในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และใน ปี 2569 บริษัทประเมินว่าตลาดอสังหาฯ จะเข้าสู่ “ยุคแห่งการเช่า – เช่าซื้อ” อย่างเต็มรูปแบบ โดยโซลูชัน LivNex และ RentNex จะเป็นกลยุทธ์สำคัญในการเดินเกมรุกของบริษัท เพื่อเป็นผู้นำตลาดที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่อย่างแท้จริง
ทั้งนี้บริษัทจะเน้นจุดแข็งในการเป็นผู้นำในตลาด Affordable Segment ซึ่งปัจจุบันมีส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 20% เพื่อรองรับต้นทุนจริงของคนรายได้ไม่เกิน 30,000 บาท/เดือน ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดคิดเป็น 54% ของครัวเรือนในกรุงเทพฯและปริมณฑล ขณะที่ปัจจุบันทางบริษัทมีสต็อกบ้านและคอนโด ซึ่งอยู่ระดับราคาที่สามารถจับต้องได้กว่า 13,000 ยูนิต
“ตลาดบ้านไม่เกิน 3 ล้านบาทยังคงเป็นแกนหลักของกรุงเทพฯ คิดเป็นกว่า 70% ของทั้งตลาด และเป็นตลาดที่มีแข่งขันกันสูงมาก แม้ดีเวลลอปเปอร์จะเลือกใช้กลยุทธ์ตัดราคาลดสูงถึง 10% แต่ก็ยังไม่สามารถกระตุ้นยอดขายได้ เพราะอุปสรรคสำคัญวันนี้ไม่ใช่แค่ราคาแต่คือปัญหากู้ไม่ผ่านของผู้ซื้อ ดังนั้นบริษัทจึงเลือกพัฒนาบนจุดแข็งของตัวเอง โฟกัสเซกเมนต์ในตลาดที่ถนัดและที่เข้าใจลูกค้าจริง”
สำหรับโซลูชัน LivNex “เช่าออมบ้าน เช่าเพื่อเป็นเจ้าของ” ถือเป็นเรือธงในการแก้ Pain Point ใหญ่สุดของตลาด คือการกู้ไม่ผ่าน โดยตั้งแเต่เริ่มเปิดตัวโครงการมีผู้สนใจเข้าร่วมแล้วกว่า 2,000 ยูนิต และมีลูกค้าที่เคยกู้ไม่ผ่านแต่มีบ้านได้จริงแล้ว 102 ยูนิต และอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมด้านเครดิตอีก 790 ราย ซึ่งกลุ่มนี้ถือเป็นแบ็กล็อกอนาคต (Backlog)ของบริษัทกว่า 2,300 ล้านบาท รวมทั้งยังสามารถสร้างกระแสเงินสดได้ต่อปีประมาณ 80 – 100 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นรายได้ประจำ ที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง
จุดเด่นของ LivNex คือ ไม่ได้ขายแค่ยูนิตแต่ขายโอกาสในการเป็นเจ้าของบ้านได้จริง ผ่านระบบเช่าออมบ้านที่ผ่านกระบวนคิดอย่างครบวงจร โดยคิดดอกเบี้ยต่ำ 1.8% พร้อมทีมที่ปรึกษาให้คำแนะนำเรื่องเครดิตทุก 6 เดือนจนกว่าลูกค้าจะกู้ธนาคารได้ รวมถึงความร่วมมือกับธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ในการชำระค่าเช่า–ออมผ่านโครงการโรงเรียนการเงินของธอส. เพื่อให้ธนาคารสามารถเห็นประวัติและศักยภาพในการผ่อนชำระของลูกค้าซึ่งเป็นการช่วยสร้างเครดิตและความพร้อมด้านสินเชื่อให้กับผู้เข้าร่วมโครงการ และล่าสุดธนาคารออมสินยังให้การสนับสนุนวงเงินกู้เฉพาะสำหรับ LivNex

ขณะเดียวกัน RentNex “เช่าตรงกับเสนา” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งโซลูชันเพื่อให้เช่าที่อยู่อาศัย ประเภทคอนโดมิเนียม ที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่ไม่ต้องการผูกพันกับหนี้ระยะยาว ซึ่ง RentNex มีอัตราการเติบโตต่อเนื่องทั้งปี โดยมีผู้เช่าแล้ว 520 ยูนิต และปล่อยเช่าเฉลี่ย 70–80 ยูนิตต่อเดือน แม้ปัจจุบันยังไม่เริ่มทำการตลาดเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะโซนบางนา พระราม 9 และรังสิต ถือเป็นทำเลที่สร้างผลตอบแทนค่าเช่าสูงสุด โดยอยู่ที่ประมาณ 7% และมาร์จิ้นเฉลี่ย 15- 20%
ส่วนภาพรวมความต้องการเช่าสูง ส่วนใหญ่อยู่ในทำเลใกล้รถไฟฟ้า แหล่งงาน และย่านมหาวิทยาลัย สะท้อนพฤติกรรมคนรุ่นใหม่ที่มองการเช่าเพื่อคุณภาพชีวิต มากกว่าการซื้อบ้านทันที ซึ่งราคาเช่าของเสนาก็ใกล้เคียงกับค่าเช่าในทำเลเดียวกัน แต่จุดเด่นของ RentNex คือหากผู้เช่าต้องการซื้อบ้านในอนาคต สามารถแปลงสัญญาเข้าระบบเช่าซื้อได้ และค่าเช่าที่จ่ายจะถูกนำไปเป็นเงินต้น ช่วยลดเงินดาวน์ก้อนแรกได้
ส่วนในปี 2569 บริษัทจะเน้นกลยุทธ์การผสานโมเดลธุรกิจที่แข็งแกร่ง ทั้ง LivNex เพื่อเปลี่ยนกลุ่มลูกค้าศักยภาพให้เป็นเจ้าของบ้านได้จริงและ RentNex เพื่อรองรับ เทรนด์การเช่าที่กำลังมาแรง โดยยึดหลักการเข้าใจลูกค้า Real Demand อย่างแท้จริง คาดว่าจะขยายพอร์ตเช่าและเช่าซื้อเพิ่มอีก 2,000 – 3,000 ยูนิต รวม 30 โครงการ ทำให้โมเดลนี้กลายเป็นรายได้ประจำที่มีเสถียรภาพสูง มีกำไรขั้นต้นกว่า 15% สูงกว่าการขายบ้านทั่วไป โดยมองว่าค่าเช่าในกรุงเทพฯ สูงติดอันดับโลกเมื่อเทียบกับรายได้ ทำให้กลุ่มเช่า และเช่าซื้อจะเติบโตอย่างต่อเนื่องและเป็นกลยุทธ์สำคัญในปี 2569 ของเสนา
ขณะเดียวกันบริษัทจะเร่งปรับปรุงโครงการที่พร้อมเข้าอยู่กว่า 5,000 ยูนิต มูลค่า 10,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มคุณค่า ทั้งการออกแบบ ฟังก์ชัน และดีไซน์ใหม่ เพื่อให้ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบัน โดยใช้กลยุทธ์ Economy of Scope คือการใช้สต็อกเดิมให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดแทนการเร่งผลิตใหม่แบบ Economy of Scale





