แสนสิริแจงผลการดำเนินงานปี’68 แกร่ง 9 เดือนแรกทำกำไรสูงสุดในกลุ่มอสังหาฯ พร้อมกวาดยอดขาย-ยอดโอนที่ 51,000 ล้านบาท และ 36,700 ล้านบาท ประกาศแผนปี’69 รุกตลาดกลางถึงบนในทำเลศักยภาพ บาลานซ์พอร์ตแนวราบ-คอนโดฯ อย่างแม่นยำเพื่อชิงความได้เปรียบ พร้อมวางแผนกระจายความเสี่ยงไปยังธุรกิจใหม่ๆ เช่น การรับสร้างบ้านและการตั้งกองทุนร่วมทุน เพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืนในระยะยาว ตลอดจนการผนึกกำลังกับพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อเสริมความแข็งแกร่งทางการเงินและรักษาการเติบโตให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

อุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทแสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในรอบปีที่ผ่านมาถือเป็นปีที่ยากลำบากและมีการแข่งขันสูงของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เพราะเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ ที่มีการปรับเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีถึง 2 คนในปีเดียว ส่งผลต่อความต่อเนื่องในการบริหารจัดการปัญหาภัยธรรมชาติ ที่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในภาคใต้ ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์ของบริษัท และปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ทั้งสงครามชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชา ปัจจัยเรื่องผู้นำประเทศ (President) ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการส่งออกและเศรษฐกิจโดยรวม โดยเฉพาะการเติบโตของ GDP ที่ต่ำ มีการคาดการณ์ว่า GDP ของไทยอาจเติบโตต่ำกว่า 2% ซึ่งเป็นปัจจัยลบที่ทำให้ภาคอสังหาฯไม่สามารถขยายตัวได้อย่างเต็มที่ แต่บริษัทสามารถสร้างผลกำไรสุทธิในกลุ่มอุตสาหกรรมที่อยู่อาศัยและรักษาความแข็งแกร่งผ่านการจ่ายเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้น
โดยในช่วง 9 เดือนแรก บริษัทสามารถทำกำไรได้ถึง 3,290 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในอุตสาหกรรมที่อยู่อาศัยในช่วงเวลานั้น และยังคงความแข็งแกร่งทางการเงินจนสามารถจ่ายเงินปันผลได้ถึง 2 ครั้ง คิดเป็นอัตราผลตอบแทน (Yield) เกือบ 10% เมื่อเทียบกับราคาหุ้น ขณะที่ตัวเลขยอดขายทั้งปีอยู่ที่ 51,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% แบ่งเป็นยอดขายคอนโดมิเนียม 25,000 ล้านบาท และบ้านแนวราบ 26,000 ล้านบาท ซึ่งมีสัดส่วนลดลง 17%จากปีก่อนหน้า ส่วนรายได้รวมอยู่ที่ 36,700 ล้านบาท ลดลง 16% แบ่งเป็นรายได้จากการลงทุนของแสนสิริ 30,300 ล้านบาท และการร่วมทุน 6,400 ล้านบาท
“ในปีที่ผ่านมา แสนสิริต้องเผชิญกับสภาวะเศรษฐกิจและความท้าทายภายนอกที่หลากหลาย ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานทั้งในแง่ของยอดขายและการปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจ สะท้อนออกมาผ่านตัวเลขผลประกอบการในบางส่วน โดยยอดการโอนกรรมสิทธิ์ลดลง16% มาอยู่ที่ 36,700 ล้านบาท โดยเฉพาะกลุ่มบ้านเดี่ยวได้รับผลกระทบหนัก ยอดขายบ้านเดี่ยวลดลง 17% และยอดโอนในกลุ่มนี้ลดลงถึง 23% เหลือประมาณ 22,200 ล้านบาท เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากวอลลุมตลาดที่หดตัว แต่ขณะที่สินค้าคอนโดฯแม้ยอดโอนจะใกล้เคียงเดิม แต่ยอดขายกลับเติบโตขึ้นถึง 35% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา”
Focus on the Medium to Premium Segment
สำหรับแผนงานในปี 2569 บริษัทมีการปรับสมดุลพอร์ตโฟลิโอใหม่ โยเปลี่ยนจากการเน้นกลุ่มพรีเมียม (Premium) ที่เคยมีสัดส่วนสูงถึง 49% ในปี 2568 มาเป็นการ Concentrate ในตลาดระดับ Medium แทน, โดยสัดส่วนใหม่นี้จะทำให้กลุ่ม Medium กลายเป็นสัดส่วนที่ใหญ่ที่สุดในพอร์ตการเปิดตัวโครงการใหม่ในปีนี้ที่สัดส่วน 41% สอดคล้องกับการคาดการณ์ว่า GDP ของประเทศไทยอาจเติบโตต่ำกว่า 2% และสอดรับกับกำลังซื้อที่แท้จริงในตลาด ซึ่งโครงการระดับกลางถือเป็นเซกเมนต์ที่ยังมีความต้องการและสามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้จริงตามเป้าหมาย รองลงมาเป็นกลุ่ม Premium คิดเป็นสัดส่วน 39% ลดลงจากปีก่อนหน้าที่มีสัดส่วนมากถึง 46% เน้นเจาะกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงและได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจน้อยกว่า และกลุ่ม Affordable สัดส่วน 20%
นอกจากนี้ยังเน้นการบริหารจัดการสินค้าคงคลังและ Backlog ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 20,000 ล้านบาท โดยเป็นยอดที่ตั้งเป้าจะรับรู้รายได้ในปีนี้ถึง 11,000 ล้านบาท เพื่อสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินรองรับการขยายตัวของโครงการใหม่ ๆขณะเดียวกันยังให้ความสำคัญกับการเปิดตัวโครงการใหม่ในจังหวัดที่เป็นเมืองท่องเที่ยว เช่น ภูเก็ต
กระจายการลงทุนเจาะโครงการขนาดเล็กลงแต่มีคุณภาพสูง

ภูมิภักดิ์ จุลมณัโชติ ประธานผู้บริหารสายงานกลยุทธ์ บริษัทแสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในปีนี้กลุ่มแสนสิริยังได้ปรับลดปรับขนาดและเพิ่มจำนวนโครงการ (Project Diversification) เพื่อให้สอดคล้องกับความเป็นจริงของสภาพตลาด โดยเพิ่มจำนวนโครงการเปิดตัวใหม่ให้มากขึ้นเป็น 33 โครงการ ในขณะที่มูลค่ารวมของโครงการยังคงใกล้เคียงกับปีก่อนหน้าประมาณ 51,000 ล้านบาท เพื่อกระจายความเสี่ยงและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่กว้างขึ้น
ขณะเดียวกันยังคงตั้งเป้าหมาย ยอดโอนที่สูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา โดยอาศัยความเชื่อมั่นจากยอดขายรอโอนที่มีอยู่เป็นจำนวนมากและการร่วมทุนกับพันธมิตรทางธุรกิจที่หลากหลายเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน
โดยวางแผนเปิดตัวโครงการใหม่ทั้งหมด 33 โครงการ มูลค่า 51,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ที่มีการเปิดตัวโครงการใหม่ 24 โครงการ มูลค่า 52,000 ล้านบาท แบ่งเป็นคอนโดฯ 16 โครงการ มูลค่า 26,000 ล้านบาท แนวราบ 17 โครงการ มูลค่า 27,000 ล้านบาทครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์ภายใต้แบรนด์นาราสิริ เศรษฐสิริ บุราสิริ อณาสิริ และบ้านที่ตอบโจทย์กลุ่ม DINK (Double Income, No Kids) และ Silver หรือกลุ่มผู้สูงอายุหรือวางแผนเพื่อเกษียณ พร้อมสร้างมาตรฐานใหม่ด้วย การพัฒนาโครงการในรูปแบบ Sansiri Community แห่งใหม่
ในจำนวนนนี้เป็นการเปิดตัวโครงการในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 85% และต่างจังหวัด 15% จำนวน 8 โครงการ โดยเฉพาะในจังหวัดภูเก็ตมีมากถึง 6 โครงการ เพราะเป็นตลาดที่มีการเติบโตต่อเนื่องและเป็นตลาดส่วนหนึ่งที่บริษัทให้ความสำคัญเป็นพิเศษ โดยในปีที่ผ่านมา ยอดขายจากต่างจังหวัดคิดเป็นสัดส่วนถึง 27% หรือประมาณ 14,000 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่มาจากหัวเมืองท่องเที่ยว เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ยังมีกำลังซื้อและช่วยกระจายความเสี่ยงจากสภาวะเศรษฐกิจในกรุงเทพฯ

ส่วนโครงการไฮไลท์ที่จะเปิดตัวใหม่ในปี 2569 ประกอบด้วย บ้านเดี่ยวแบรนด์นาราสิริ บรมราชนนี มูลค่า 5,000 ล้านบาท ราคาขาย 55-120 ล้านบาท บ้านเดี่ยวโครงการนาราสิริ วิคตัวร์ กรุงเทพกรีฑา (Narasiri Victoire) มูลค่า 7,100 ล้านบาท ราคาขาย 65-120 ล้านบาท และการเปิดตัวบ้านแบบพูลวิลล่าครั้งแรกในจังหวัดภูเก็ต The Tales Story one-Bangjo มูลค่าโครงการ 500 ล้านบาท ราคาเริ่มต้น 40 ล้านบาท

ด้านกลุ่มสินค้าคอนโดฯ ได้นำแบรนด์ระดับตำนานอย่าง XT และ THE MONUMENT กลับมาเปิดตัวใหม่อีกครั้ง เช่น โครงการ XT10 เอกมัย มูลลค่าโครงการ 7,000 ล้านบาท พร้อมเปิดตัวแบรนด์ใหม่ LOVE LOVE by Sansiri ประเดิมทำเลแรกย่านเจริญนคร ซึ่งเป็นโครงการร่วมทุนกับมิตซุย ฟุโดซัง เอเชีย ดีเวลลอปเมนท์ (ไทยแลนด์) มูลค่าโครงการกว่า 6,300 ล้านบาท และแบรนด์ รีอาร์ บาย แสนสิริ (RHEA by Sansiri) มูลค่าโครงการ 1,500 ล้านบาท

สำหรับเป้าหมายการโอนกรรมสิทธิ์ (Transfer)ในปี 2569 ตั้งเป้าไว้ที่ 39,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% จากปีก่อนหน้าที่มีรายได้รวม 36,700 ล้านบาท และตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 48,000 ล้านบาทเพื่อให้สอดคล้องกับความเป็นจริงของตลาด มาจากยอดขายบ้านแนวราบ 25,000 ล้านบาท และคอนโดฯ 23,000 ล้านบาท โดยยึดหลัก “High Quality” และเน้นยอดขายที่ “เป็นไปได้จริง” ซึ่งกลยุทธ์นี้ถือเป็นการปรับตัวเพื่อเน้นความมั่นคงมากกว่าการขยายตัวที่เกินตัวในภาวะที่เศรษฐกิจเติบโตต่ำ

นอกจากนี้บริษัทยังได้วางแผนกระจายการลงทุนสู่ New S-Curve เพื่อขยายฐานรายได้ใหม่ผ่านธุรกิจที่หลากหลาย เพื่อเสริมเสถียรภาพทางการเงินในระยะยาว อาทิ ต้นแบบCrafted by Sansiri ธุรกิจรับสร้างบ้านที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยปีนี้ตั้งเป้ายอดขายเพิ่มขึ้น 100%แตะระดับ 500 ล้านบาท พร้อมทั้งจัดตั้งกองทุนมูลค่า 1,000 ล้านบาท เพื่อเข้าลงทุนในธุรกิจศักยภาพสูงอื่น ๆ โดยมีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนรายได้จากกลุ่มธุรกิจใหม่จาก 15% เป็น 25% ภายใน 5 ปี
รวมทั้งวางแผนขยายการร่วมทุน (Joint Venture) เสริมความแกร่งโครงสร้างทางการเงิน เดินหน้ากลยุทธ์การร่วมทุนกับพันธมิตรที่มีศักยภาพ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการงบแสดงฐานะการเงิน (Balance Sheet Management) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงินและขยายขีดความสามารถในการแข่งขัน รองรับทุกโอกาสการเติบโตในอนาคต
ปัจจุบันแสนสิริมี Backlog แข็งแกร่งกว่า 19,700 ล้านบาท โดยจะรับรู้รายได้ในปีนี้ทันทีกว่า 10,000 ล้านบาท เสริมทัพด้วย 10 คอนโดสร้างเสร็จใหม่ (Ready to Move) มูลค่ารวม 23,000 ล้านบาท ซึ่งมีสต็อกพร้อมขายอีก 14,000 ล้านบาท รวมถึงการรุกโครงการใหม่รูปแบบ RTM ในปีนี้ จะเป็นตัวเร่งการรับรู้รายได้ทันทีหลังการโอน มั่นใจผลักดันผลประกอบการทะลุเป้าหมาย พร้อมรักษาการเติบโตอย่างมั่นคงและต่อเนื่อง
ส่องปัจจัยบวก-ลบที่มีผลต่อกำลังซื้อที่อยู่อาศัย
“การปรับสมดุลของตลาดอสังหาฯไทยในปัจจุบันและอนาคตได้รับอิทธิพลจากปัจจัยท้าทายหลายประการ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีโอกาสสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตและการเข้าสู่จุดสมดุลใหม่ โดยมีปัจจัยท้าทายที่ส่งผลต่อตลาด คือ ปัญหาหนี้ครัวเรือนเป็นปัจจัยท้าทายที่ชัดเจนที่สุด ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อกำลังซื้อ ทำให้ตลาดบ้านมือหนึ่งโดยภาพรวมปรับลดลงประมาณ 25% เพราะผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อน้อยลงเริ่มหันไปเลือกบ้านมือสองที่มีราคาถูกกว่าแทน แม้ความต้องการที่อยู่อาศัยจะยังคงมีอยู่เท่าเดิมก็ตาม”
ขณะเดียวกันยังมีการควบคุมสินเชื่อที่เข้มงวดของสถาบันการเงิน ทั้งในส่วนของสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้บริโภค และ สินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการ ทำให้จำนวนโครงการใหม่ในตลาดลดลง เมื่อซัพพลายใหม่ไม่ถูกเติมเข้ามาในระดับเดิม ในขณะที่อุปสงค์ค่อยๆ ปรับตัว ตลาดจะกลับเข้าสู่ จุดสมดุลใหม่คล้ายกับช่วงสถานการณ์โควิด-19
ส่วนปัจจัยบวกที่ส่งผลดีต่อตลาดอสังหาฯ คือ ทิศทางดอกเบี้ยขาลง ถือเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนของผู้ประกอบการ และช่วยให้ผู้บริโภคมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นเนื่องจากภาระดอกเบี้ยที่ลดลง รวมถึงความต้องการจากชาวต่างชาติ (Thailand Exit)ที่ต้องการย้ายถิ่นฐานมาอยู่ในประเทศไทยมากขึ้น เนื่องจากปัญหาทางเศรษฐกิจ การเมือง หรือสงครามในประเทศของตน แม้กลุ่มลูกค้าจีนจะซื้อน้อยลง แต่มีกลุ่มชาติอื่นเข้ามาทดแทน เช่น พม่า อินเดีย อังกฤษ และอเมริกา ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีปริมาณการซื้อเพิ่มขึ้นพอสมควร และมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ ซึ่งคาดการณ์ว่ารัฐบาลใหม่จะมีนโยบายเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและส่งเสริมความเป็นอยู่ของประชาชน ซึ่งจะช่วยสนับสนุนภาคอสังหาริมทรัพย์ทางอ้อม





