ดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แบบเฝ้าระวังมาตลอดระยะเวลา 3-4 ปีที่ผ่านมา สำหรับกลุ่มแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จากเดิมที่เคยเปิดตัวโครงการใหม่ทั้งแนวราบและคอนโดมิเนียมปีละ15-16โครงการ ค่อยปรับลดลงเหลือปีละ 12 โครงการและต่ำกว่า 10 โครงการต่อปี จนกระทั่งปี 2568 ที่ผ่านมา ประกาศเปิดโปรเจ็กต์ใหม่ 3โครงการ มูลค่า 8,960 ล้านบาทเป็นบ้านเดี่ยวทั้งหมด โดยไม่มีทาวน์โฮมและคอนโดมิเนียมเข้ามาในพอร์ต แต่จนถึงสิ้นปีกลับเปิดตัวได้จริงแค่ 2โครงการเท่านั้น
ปี 2596 แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ประกาศแผนเปิดตัวบ้านเดี่ยวแค่ 2โครงการ มูลค่ารวม 3,660 ล้านบาท โดยเป็นโครงการที่เลื่อนมาจากปีที่แล้ว 1โครงการและโครงการใหม่ 1 โครงการ

นพพร สุนทรจิตต์เจริญ ประธานกรรมการ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การเปิดตัวโครงการใหม่ปีนี้เหลือแค่ 2 โครงการ ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เพราะในช่วงที่เกิดวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 บริษัทไม่ได้เปิดตัวโครงการใหม่เข้าสู่ตลาด เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น โดยปีนี้บริษัทจะเน้นความปลอดภัย ปรับลดงบประมาณและจำนวนการเปิดโครงการใหม่ลง โดยเปิดเพียง 2 โครงการ ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่น้อยที่สุดในรอบหลายปี หรืออาจจะต่ำที่สุดในรอบกว่า 10 ปีที่ผ่านมา เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ แต่อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงมองหาโอกาสในการซื้อที่ดินเพื่อพัฒนาโครงการต่อในอนาคต โดยเฉพาะในทำเลที่มีศักยภาพ เช่น พัทยา ซึ่งมองว่ายังสามารถเติบโตได้
ทั้งนี้บริษัทประเมินว่าตลาดอสังหาฯปีนี้มีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันจากสภาพเศรษฐกิจที่คาดว่าจะขยายตัวในอัตราต่ำแค่ 1.5% ตามการชะลอตัวของภาคการส่งออก มาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐ และการแข็งค่าของเงินบาท ภาวะหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูงและความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน ทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง ตั้งแต่ระดับกลาง-ล่างไปจนถึงระดับกลาง-บน

ทำให้บริษัทหันไปโฟกัสตลาดให้เช่ามากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจโรงแรม ซึ่งปัจจุบันมีโรงแรมที่เปิดให้บริการไปแล้ว 11โครงการ และกำลังอยู่ระหว่างก่อสร้างอีก 2โครงการ จำนวนห้องพักรวม 5,000 ห้อง ในจำนวนนี้อยู่ในกองทรัสต์ 6โครงการ โดยอีก 2 โครงการที่กำลังก่อสร้าง คือ แกรนด์ เซ็นเตอร์ พ้อยต์ วอยาจ พัทยา จำนวน 494ห้อง พร้อมสวนน้ำขนาดใหญ่กว่า 20,000ตารางเมตรจะเปิดตัวในเดือนตุลาคมนี้ และแกรนด์ เซ็นเตอร์ พ้อยต์ ไชน่าทาวน์ มูลค่าโครงการประมาณ 3,600 ล้านบาท จะเปิดตัวในช่วงปี 2571 นอกจากนี้ยังมีศูนย์การค้า Terminal 21 จำนวน 3 แห่ง ในจำนวนนี้ขายเข้ากองทรัสต์ 2 แห่ง รวมถึงอพาร์ตเมนต์และโรงแรมในสหรัฐอเมริกาอีก 3 แห่ง
“วิกฤตต้มยำกุ้งช่วงปี 2540 เหมือนอาการ “น็อก” ที่แก้ไขได้เร็วเพราะพื้นฐานเศรษฐกิจยังแข็งแรง ขณะที่วิกฤตโควิด-19 เป็นโจทย์ที่ชัดเจน ทำให้การวางแผนจัดการทำได้ง่ายกว่า แต่สถานการณ์ปัจจุบันเปรียบเสมือน “โรคเบาหวาน” ซึ่งเป็นความอ่อนแอที่สะสมเรื้อรังจากฐานราก ทำให้การกระตุ้นเศรษฐกิจทำได้ยากและได้ผลน้อย”

นอกจากนี้บริษัทจะเร่งระบายสต็อกสินค้าและลดภาระหนี้ ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ของบริษัทในปีนี้ ด้วยการลดสินค้าคงเหลือ (Stock) ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าสินค้าพร้อมขายทั้งแนวราบและแนวสูงประมาณ 17,000 ล้านบาท นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการลดอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ซึ่งที่ผ่านมาสามารถปรับลดลงจาก 1.3 มาอยู่ที่ประมาณ 1.2 ณ สิ้นปี 2568 ส่วนปีนี้ตั้งเป้าลดอัตราส่วน D/E Ratio ลงมาเหลือประมาณ 1.0 และมุ่งเน้นการบริหารจัดการทางการเงินให้มีประสิทธิภาพต่อเนื่อง
โชคชัย วลิตวรางค์กูร กรรมการผู้จัดการสายปฏิบัติการ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วง 11 เดือนแรกปี 2568 จากข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) สะท่อนให้เห็นว่าจำนวนที่อยู่อาศัย ที่มีการโอนกรรมสิทธิ์โดยผู้ประกอบการในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลลดลง 18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แสดงว่าอุปสงค์โดยรวมในตลาดที่อยู่อาศัยยังอ่อนตัวลงต่อเนื่องเมื่อเทียบกับปีก่อน และอ่อนตัวลงทุกประเภททั้งบ้านแนวราบและคอนโดมิเนียม โดยลดลง 13% และ 21% ตามลำดับ
ทั้งนี้หากพิจารณาเฉพาะตลาดบ้านเดี่ยว ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าหลักของบริษัท แม้ว่าจำนวนหน่วยเปิดขายใหม่ปรับลดลงกว่า 40% เมื่อเทียบกับปีก่อน แต่คาดว่าจำนวนหน่วยเปิดขายใหม่ยังคงสูงกว่าจำนวนความต้องการซื้อต่อเนื่องกันเป็นปีที่ 4 ทำให้ตลาดบ้านเดี่ยวยังคงมีการแข่งขันที่สูงมาก

ส่วนสินค้าคอนโดมิเนียมมีจำนวนหน่วยเปิดขายใหม่ลดลงประมาณ 33% จากปีก่อน แสดงให้เห็นภาพการชะลอเปิดโครงการใหม่ในทุกไตรมาส ยกเว้นไตรมาส 3 ที่มีการเปิดตัวมากขึ้นจากไตรมาส 2 ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อปลายช่วงเดือนมีนาคม คาดว่าความต้องการซื้อคอนโดฯยังคงลดลงต่อเนื่องจากปีก่อน
“ปี 2568 ที่ผ่านมาสินค้าบ้านแนวราบ ทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝดและทาวน์เฮ้าส์ ยังคงเป็นสินค้าหลักที่สร้างยอดขายให้กับบริษัท โดยมีสัดส่วนประมาณ 87% ของยอดขาย ที่เหลืออีกประมาณ 13% เป็นสินค้าคอนโดมิเนียม ซึ่งสินค้ากลุ่มนี้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวช่วงปลายเดือนมีนาคม 2568 ทำให้ยอดขายคอนโดฯได้รับผลกระทบหนักในช่วงไตรมาส 2 และเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง โดยสิ้นปี 2568 บริษัทมีโครงการคอนโดฯที่เปิดดำเนินการอยู่ทั้งสิ้น 6 โครงการ มูลค่าขายคงเหลือรวมกว่า 11,000 ล้านบาท และโครงการบ้านแนวราบอีกกว่า 65,000 ล้านบาท”

อาชวิณ อัศวโภคิน กรรมการผู้จัดการสายปฏิบัติการ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึบแผนการดำเนินงานปี 2569ว่า บริษัทวางแผนเปิดโครงการใหม่ 2 โครงการ ได้แก่ โครงการนันทวัน เพรสทีจ ราชพฤกษ์-พรานนก เนื้อที่กว่า 32ไร่ เป็นบ้านเดี่ยวระดับราคา 60-100 ล้านบาทจำนวน 34 ยูนิต จะเปิดตัวในช่วงไตรมาส 1 และโครงการชัยพฤกษ์ 3 รามอินทรา-วงแหวน ตั้งอยู่บนเนื้อที่กว่า 30ไร่ เป็นบ้านเดี่ยวระดับราคา 10-13 ล้านบาทจำนวน 124 ยูนิต จะเปิดตัวในช่วงไตรมาส 4 โดยมูลค่ารวมของโครงการใหม่ประมาณ 3,660 ล้านบาท
ทั้งนี้เมื่อรวมกับโครงการที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน จะทำให้มีจำนวนโครงการที่ดำเนินการในปี 2569 ทั้งหมด 69 โครงการ มูลค่าประมาณ 80,000 ล้านบาท โดยเป็นสินค้าแนวราบ 63 โครงการ มูลค่าประมาณ 69,000 ล้านบาท และคอนโดมิเนียม 6 โครงการ มูลค่ากว่า 11,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นโครงการคอนโดฯสร้างเสร็จพร้อมโอน 5 โครงการ และอีก 1 โครงการอยู่ระหว่างการก่อสร้าง คือ โครงการวันเวลา ณ เจ้าพระยา คาดว่าจะสร้างเสร็จและเริ่มโอนได้ในช่วงกลางไตรมาส 4 นี้

นอกจากนี้บริษัทได้เตรียมงบลงทุนไว้ประมาณ 4,500 ล้านบาท ประกอบด้วย งบสำหรับการซื้อที่ดินเพื่อการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย2,000 ล้านบาท และงบลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์เพื่อการให้เช่าอีกจำนวน 2,500 ล้านบาท รวมทั้งมีแผนจะขายโรงแรมในประเทศไทยจำนวน 1 แห่งเข้ากองทรัสต์ฯ และโครงการในสหรัฐอเมริกาจำนวน 2 แห่ง





