ศุภาลัยฝ่าวงล้อมโจทย์ยากอสังหาฯปี69เปิด 28 โครงการใหม่มูลค่า 3.5หมื่นล้าน

ปี 2568 ที่ผ่านมา “ศุภาลัย”มุ่งพัฒนากลยุทธ์เชิงรุกเพื่อผลักดันยอดขายสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยตั้งเป้าเปิดตัวโครงการใหม่รวม 36 โครงการ มูลค่ารวม 46,000 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการแนวราบ 28 โครงการ และคอนโดมิเนียม 8 โครงการ พร้อมลุยเปิดตลาดอสังหาฯ ในจังหวัดใหม่ คือ ลพบุรี สุพรรณบุรี เกาะสมุย ข้อมูลล่าสุดจากงานแถลงข่าวทิศทางธุรกิจปี 2569 ภายใต้แนวคิด Driven for Tomorrow มีการเปิดตัวโครงการใหม่ไปทั้งหมด 22 โครงการมูลค่ารวม 29,470  ล้านบาท  

ทำให้ในปี 2569 นี้”ศุภาลัย”ประกาศทิศทางธุรกิจภายใต้แนวคิด Driven for Tomorrow พร้อมเดินหน้าการดำเนินธุรกิจอย่างมั่นคง ควบคู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการพัฒนาโครงการในทำเลและรูปแบบที่สอดคล้องกับกำลังซื้อของตลาด พร้อมเดินหน้าสร้างฐานรายได้ให้สมดุลมากขึ้นผ่านการลงทุนธุรกิจอสังหาฯในต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศออสเตรเลีย ซึ่งในปี 2568 มีอัตราการเติบโตกว่า 370% พร้อมรุกธุรกิจคลังสินค้าให้เช่า เพื่อกระจายความเสี่ยงของพอร์ตอสังหาฯ

ประทีป ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แม้ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบันจะเป็นโจทย์ที่ยาก แต่ถือว่ายังดีกว่ายุคต้มยำกุ้งมากเนื่องจากอัตราดอกเบี้ย และเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ ซึ่งเป็นโอกาสดีสำหรับผู้ที่มีรายได้ประจำและเงินออมในการซื้อที่อยู่อาศัยในราคาที่คุ้มค่า โดยเฉพาะอัตราดอกเบี้ยช่วงต้มยำกุ้ง MLR อยู่ที่ 13% และเมื่อเข้าสู่ช่วงวิกฤตหนัก ดอกเบี้ยดีดตัวขึ้นไปถึง 27-28% หรือบางกรณีสูงถึง 36%

ทำให้ภาคธุรกิจอสังหาฯจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ไม่ไหวและต้องปิดตัวลง ขณะที่ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับที่ต่ำกว่ามาก โดยลดลงจาก 2.25% มาอยู่ที่1.25%ในปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้สถานการณ์ปัจจุบันดีกว่าช่วงต้มยำกุ้งอย่างมาก ทำให้ผู้ที่มีรายได้ประจำและเงินออมมีโอกาสในการซื้อที่อยู่อาศัยได้มากขึ้น เนื่องจากราคาสินค้าลดลงหรือมีการจัดโปรโมชันมากขึ้น ขณะที่บริษัทขนาดใหญ่ที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่งและหนี้น้อยก็สามารถดำเนินธุรกิจและขยายตัวได้

“ภาคอสังหาฯเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้วัสดุก่อสร้างในประเทศเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดการจ้างงานและเงินหมุนเวียนในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องทันทีและส่งผลกระทบทางบวกต่อ GDP สูง โดยงานก่อสร้างทั่วประเทศมีมูลค่าประมาณ 10% ของ GDP ดังนั้นหากภาคอสังหาฯเติบโต 10% จะสามารถดึงให้ GDP ของประเทศเพิ่มขึ้นได้ถึง 1% ในทางกลับกันหากยอดขายบ้านหายไปถึง50% เช่น จากเดิมทำยอดขายต่อปีได้ 1 แสนหลังเหลือ 5 หมื่นหลังในปีที่ผ่านมา จะทำให้ GDP ของประเทศหายไปนับแสนล้านบาททันที”

ขณะที่บริษัทมีฐานะการเงินที่แข็งแรง โดยมีหนี้น้อยมาก (Gearing Ratio ไม่ถึง 1% และได้รับการจัดอันดับ Credit Rating ที่ดีมาอย่างต่อเนื่องกว่า 10 ปี รวมทั้งมีต้นทุนทางการเงิน (Average Cost) ต่ำมาก โดยปีที่แล้วอยู่ที่ 2.07% และปีนี้มีแนวโน้มลดลงอีกตามทิศทางดอกเบี้ย ทำให้บริษัทมีกำไรดีกว่าเนื่องจากจ่ายดอกเบี้ยน้อยลง

ดังนั้นในปั 2569 นี้บริษัทได้วางแผนขยายการลงทุนอย่างแข็งแกร่งทั้งในประเทศไทยและออสเตรเลีย โดยกลยุทธ์หลักคือ การเพิ่มจำนวนโครงการใหม่ในทำเลที่หลากหลายและพัฒนานวัตกรรมที่อยู่อาศัย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของลูกค้าให้ดีขึ้นกว่าเดิม นอกจากนี้ยังมีการขยายธุรกิจไปสู่อสังหาริมทรัพย์เพื่อการเช่า และคลังสินค้าโลจิสติกส์ เพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืนในระยะยาว

           

กระจายความเสี่ยงพึ่งพา”เครื่องยนต์ตัวใหม่”เจาะตลาดอสังหาฯต่างประเทศ

สำหรับเป้ายอดขายรวมในปีนี้ตั้งไว้ที่ 45,000 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดขายในประเทศไทย 30,000 ล้านบาท และยอดขายจากประเทศออสเตรเลีย 15,000 ล้านบาท ส่วนเป้ารายได้รวมอยู่ที่ 37,500 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นเป้ารายได้ในประเทศ 27,000 ล้านบาท และรายได้จากประเทศออสเตรเลียประมาณ 10,500 ล้านบาท พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตอย่างสมดุลผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพโครงการพร้อมขาย เปิดตัวโครงการใหม่และขยายจังหวัดใหม่เพิ่มมากขึ้น รวมไปถึงการพัฒนาธุรกิจหลากมิติ ควบคู่ฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง ด้วยสินทรัพย์รวมกว่า 98,000 ล้านบาท

โดยเฉพาะการลงทุนที่อยู่อาศัยในประเทศออสเตรเลีย สามารถสร้างรายได้เกือบ 28%ของรายได้ทั้งหมด และมีการขยายโครงการอย่างต่อเนื่องจนถึง 25 โครงการในปีนี้ผ่านการสะสมประสบการณ์และการลงทุนเพิ่มอย่างต่อเนื่องตลอด 12 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่ปีที่ 10 บริษัทมีโครงการรวม 12 แห่ง แต่ปีที่ 11 ซึ่งมีการซื้อโครงการเพิ่มรวดเดียวอีก 12 แห่ง และในปีนี้บริษัทจะมีโครงการอสังหาฯในออสเตรเลียเพิ่มขึ้นอีก 1โครงการ ขณะที่เป้ายอดขายปีนี้อยู่ที่ 15,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของเป้ายอดขายรวม 45,000 ล้านบาท และเป้ารับรู้รายได้ประมาณ 10,500 ล้านบาท จากมูลค่าโครงการทั้งหมด 37,500 ล้านบาท

“การที่ศุภาลัยตัดสินใจเข้าไปลงทุนในตลาดออสเตรเลียมีเหตุผลหลักคือการเพิ่มช่องทางสร้างรายได้ที่แข็งแกร่งนอกเหนือจากในประเทศไทย และการใช้ประโยชน์จากฐานะทางการเงินที่มั่นคง เพื่อขยายธุรกิจในต่างประเทศอย่างยั่งยืน โดยศุภาลัยมองว่าการไปลงทุนต่างประเทศเป็น “ช่องทางใหญ่” ในการสร้างรายได้เพิ่มขึ้นนอกเหนือจากการทำธุรกิจภายในประเทศเพียงอย่างเดียว

นอกจากนี้ในปี 2569 นี้บริษัทได้มีแผนเพิ่มพอร์ตรายได้สม่ำเสมอในระยะยาว (Recurring Income) นอกเหนือจากการขายอสังหาฯแบบเดิม ด้วยการเปิดตัวโครงการโลจิสติกส์ที่อำเภอพนัสนิคม ชลบุรี บนพื้นที่กว่า 200 ไร่ออบแบบเป็นคลังสินค้า (Warehouse) สำนักงาน รวมถึงมีส่วนที่อยู่อาศัยรวมอยู่ด้วย โดยได้ร่วมลงทุนกับพันธมิตรระดับสากล คือ AMB Group ซึ่งเป็นบริษัทจีนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง มีแผนเริ่มก่อสร้างในเดือนกุมภาพันธ์นี้รองรับกลุ่มนักลงทุนจากประเทศจีนเป็นหลัก

ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัทศุภาลัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2568 ทีผ่านมา ถือเป็น “ปีที่ท้าทายอย่างมาก” และถูกมองว่าเป็น “จุดต่ำสุด” ของวัฏจักรตลาดอสังหาฯ โดยมีปัจจัยลบหลายด้านที่กดดันการเติบโต ส่งผลให้จำนวนหน่วยขายได้ใหม่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลหดตัวต่อเนื่องลงมาเหลือประมาณ 50,000 ยูนิต เมื่อเทียบกับยุครุ่งเรืองที่เคยสูงถึงประมาณ 120,000 ยูนิต เนื่องจากในช่วงไตรมาส 1ตลาดได้รับผลกระทบอย่างหนักจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มีนาคม และส่งผลกระทบต่อเนื่องไปตลอดทั้งไตรมาส 2

ทำให้การวางแผนงานในปี 2568 ทำได้ยากกว่าปีอื่นๆ  และเริ่มเห็นสัญญาณความอ่อนแอของผู้ประกอบการบางรายที่ขาดสภาพคล่องในการชำระคืนหุ้นกู้ หรือต้องเตรียมเงินสดจำนวนมากเพื่อจ่ายคืนหุ้นกู้ การซื้อที่ดินและพัฒนาโครงการใหม่ลดลง ทำให้ตลาดเริ่ม ควบรวม (Consolidate) โดยรายใหญ่ที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่งจะมีโอกาสกินส่วนแบ่งการตลาด (Market Share) ได้มากขึ้น

แม้ตลาดอสังหาฯปี 2568 จะยากลำบาก แต่ศุภาลัยยังคงรักษาระดับการดำเนินงานได้ในระดับที่น่าพอใจ โดยทำยอดขายได้ 26,294 ล้านบาท ลดลงต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้ที่ 32,000 ล้านบาท โดยสามารถปิดการขายโครงการเก่าไปได้ถึง 21 โครงการ มูลค่ารวม 35,470 ล้านบาท แบ่งเป็นบ้านแนวราบ 13 โครงการและคอนโดฯ 8 โครงการ

จากภาพรวมตลาดอสังหาฯที่ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้วในปี 2568 ทำให้ศุภาลัยมองเห็นโอกาสในการกลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่งในปี 2569 ผ่านกลยุทธ์ “Year of Strength”  โดยอาศัยความได้เปรียบด้านต้นทุน การบริหารการเงินที่เหนือกว่าคู่แข่ง และการขยายตัวเข้าสู่ทำเลใหม่ ๆ เพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งการตลาดในช่วงที่ตลาดอสังหาฯเริ่มฟื้นตัวจากจุดต่ำสุด โดยตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 30,000 ล้านบาท เติบโตขึ้น 14% จากปีก่อนหน้า และรายได้ 27,000 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหนุนจากการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดฯสร้างเสร็จใหม่ถึง 3 โครงการ รวมมูลค่า 6,080 ล้านบาท ประกอบด้วย ศุภาลัย ปาร์ค เอกมัย–พัฒนาการ มูลค่า 4,600 ล้านบาท, ศุภาลัย เซนส์ ศรีนครินทร์ มูลค่า 1,000 ล้านบาท และศุภาลัย คราม เขาเต่า มูลค่า 480 ล้านบาท พร้อมตั้งงบประมาณซื้อที่ดินเพิ่มขึ้นเป็น 8,000 ล้านบาท หรือเติบโตถึง 57% เพื่อรองรับการพัฒนาโครงการอสังหาฯในอนาคต

นอกจากนี้ยังได้วางแผนเปิด 28 โครงการใหม่ รวมมูลค่า 35,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18%จากปีที่ผ่านมา แบ่งเป็นแนวราบ 23 โครงการ และคอนโดมิเนียม 5 โครงการ สำหรับทำเลใหม่ในปีนี้บเตรียมเปิดโครงการในจังหวัดสุพรรณบุรี และที่เกาะสมุย รวมถึงการเปิดตัวโครงการศุภาลัย พรีมา รังสิตคลอง 3 และโครงการ ศุภาลัย ลอฟต์ ท่าพระอินเตอร์เชนจ์

“บริษัทตั้งเป้ายอดขายและรายได้ให้เติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญผ่านการเปิดตัวโครงการใหม่ ทั้งแนวราบและคอนโดฯในทำเลศักยภาพทั่วประเทศ โดยมีจุดแข็งสำคัญคือ ระเบียบวินัยทางการเงิน และต้นทุนดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าคู่แข่ง ซึ่งช่วยให้บริษัทสามารถขยายส่วนแบ่งการตลาดในช่วงที่ธุรกิจอสังหาฯเกิดการควบรวมตัว นอกจากนี้ยังมีการนำเทคโนโลยีแพลตฟอร์มสินเชื่อมาใช้เพื่อเพิ่มความสะดวกรวดเร็วในการอนุมัติวงเงินให้กับลูกค้า”

โดยเมื่อช่วง 4เดือนที่ผ่านมาบริษัทได้นำนวัตกรรมบริการ “D.E.A.L” แพลตฟอร์มสินเชื่อบ้านออนไลน์เพื่อช่วยลดโอกาสที่ลูกค้าจะถูกปฏิเสธสินเชื่อและเพิ่มอัตราการอนุมัติให้สูงขึ้นผ่านกลยุทธ์การบริหารจัดการข้อมูลและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่หลากหลายที่ร่วมมือกับธนาคารชั้นนำ โดยระบบจะส่งข้อมูลไปยังทุกธนาคารที่เป็นพันธมิตรได้พร้อมกันตามที่ลูกค้าเลือก  รวมถึงให้คำแนะนำกับลูกค้าได้ว่ายื่นกู้กับธนาคารไหนแล้วมีโอกาสกู้ผ่านมากหรือน้อยกว่ากัน ขณะที่ระบบดังกล่าวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพช่วยให้การอนุมัติสินเชื่อเร็วขึ้นถึง 46% ทำให้ลูกค้าตัดสินใจได้ไวขึ้นและบริษัทสามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้รวดเร็วขึ้น รวมทั้งสามารถเก็บข้อมูลว่าลูกค้าลักษณะใดที่มีโอกาสกู้ผ่าน เพื่อนำมาปรับปรุงกระบวนการขายและบริการให้แม่นยำยิ่งขึ้น

tag :
AP EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC SC SC ASSET supalai การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวบ้าน ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง