สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านเปิดแผนธุรกิจปี’69 ดันมาตรการ 3 เรื่องจากภาครัฐกระตุ้นกำลังซื้อ-เร่งตลาดฟื้นตัว

สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน กางแผนปี 2569 เดินหน้าจัดตั้ง ‘บอร์ดภูมิภาค’ เป็นครั้งแรก นำร่องภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ พร้อมลุยจัดงานแฟร์สัญจร ขยายพื้นที่สร้างการรับรู้มาตรฐานก่อสร้างบ้านถึงผู้บริโภคทั่วประเทศ ชี้ ‘ต่างจังหวัด’ เติบโตแข็งแกร่ง ครองส่วนแบ่ง 77% แนะรัฐเตรียมมาตรการ 3 เรื่อง มั่นใจช่วยกระตุ้นกำลังซื้อ เร่งตลาดฟื้นตัว

อนันต์กร อมรวาที นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน Home Builder Association หรือ HBA เปิดเผยว่า กลยุทธ์สมาคมฯ ในปี 2569 ยังคงต่อยอดความสำเร็จจากการดำเนินงานในปี 2568 ภายใต้ยุทธศาสตร์ 3 ปัจจัยแห่งความสำเร็จ (B-Q-O) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านและสมาชิกสามารถยืนหยัดและเติบโตได้อย่างยั่งยืนท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ ที่ดำเนินการมาอย่างเข้มข้นตลอดปีที่ผ่านมา

B – Brand Awareness การสร้างแบรนด์และการรับรู้ โดยสมาคมฯ ได้พลิกโฉมการสื่อสารสู่โลกดิจิตัลใหม่ Digital Transformation ปรับโฉมเว็บไซต์ใหม่ ทันสมัย เข้าถึงง่าย และการทำ Video Content 10 วินาที เพื่อสื่อสารให้กระชับ เจาะกลุ่ม New Gen ผ่านทุกแพลตฟอร์มทั้ง FB, IG และ Tiktok, Q – Quality การยกระดับคุณภาพ สมาคมฯ มุ่งเน้นการพัฒนา “คน” ผ่านโมเดล “ทีมฟุตบอล” ทั้งในส่วนของ MD/CEO (Coach) การปรับทัศนคติให้มองธุรกิจระยะยาวและยั่งยืน ทีมขาย (กองหน้า) การพัฒนาสู่การเป็น “ที่ปรึกษาเรื่องบ้าน” (กองกลาง) การควบคุมคุณภาพหน้างานให้ได้มาตรฐานวิศวกรรม และสุดท้าย ทีม Back Office (กองหลัง) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการ “ป้องกันการขาดทุน” เน้นการทำ BOQ (Bill of Quantities) ที่แม่นยำ และการควบคุมต้นทุน เพื่อให้ธุรกิจมีกำไรและมั่นคง และ O – Organization องค์กรแห่งข้อมูลและความน่าเชื่อถือ ยกระดับสู่ Data Center แห่งแรกของวงการ รวบรวมข้อมูลมูลค่าการตลาดรายภูมิภาค เพื่อให้สมาชิกวางกลยุทธ์ได้อย่างแม่นยำ

สถานการณ์ภาพรวมตลาดบ้านสร้างเองปี 2568 คาดการณ์มูลค่ารวมปิดที่ 190,134 ล้านบาท ปรับตัวลดลง 11% เมื่อเทียบกับปี 2567 ที่มีมูลค่ารวม 213,360 ล้านบาท โดยปัจจัยหลักยังคงมาจากสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ปัญหาหนี้ครัวเรือน และความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน และเผยข้อมูลเชิงลึก “ตลาดต่างจังหวัด” นำโดยภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แข็งแกร่ง ครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดถึง 77% เมื่อเทียบกับตลาดกรุงเทพฯ และปริมณฑล ทั้งนี้ตลาดบ้านสร้างเองในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล มีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 43,731 ล้านบาท ปรับตัวลดลงถึง -16% จากปีก่อนที่มีมูลค่า 52,060 ล้านบาท ทำให้สัดส่วนตลาดลดลงเหลือเพียง 23% ในขณะที่ ตลาดบ้านสร้างเองต่างจังหวัด มีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 146,403 ล้านบาท ปรับตัวลดลง -9% จากปีก่อนที่มีมูลค่า 161,300 ล้านบาท ทั้งนี้แม้จะหดตัวแต่ยังน้อยกว่าพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ที่ปัจจุบันมีสัดส่วนตลาดรวม 23% ของตลาดรวมทั่วประเทศ

พร้อมประกาศแผนงานในปี 2569 เน้นกลยุทธ์ตั้งรับที่ดำเนินธุรกิจแบบประคองตัว ท่ามกลางเศรษฐกิจโดยรวมที่ค่อนข้างผันผวน ทั้งนี้ คาดว่าภายหลัง “การเลือกตั้ง” แล้วเสร็จ และดำเนินการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่เป็นที่เรียบร้อย ทางสมาคมฯ เตรียมนำเสนอ 3 มาตรการกระตุ้นตลาดรับสร้างบ้านให้กับคณะรัฐบาลชุดใหม่ได้พิจารณา คือ มาตรการคนละครึ่งภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ หรือ “รัฐช่วยจ่าย” และอีกมาตรการที่นำเสนอให้ต่ออายุมาตรการลดหย่อนภาษี “ออกไปอีก 2 ปี” จากเดิมสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2568 เป็นสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2570 พร้อมทั้งเตรียมเสนอภาครัฐออกมาตรการขยายวงเงินลดหย่อนภาษีปลูกสร้างบ้านจาก 100,000 บาท เพิ่มเป็น 500,000 บาท เพื่อสะท้อนต้นทุนจริง และสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค ชี้เป็นโอกาสทองของผู้บริโภคตัดสินใจ “สร้างบ้านตอนนี้…คุ้มที่สุด” ก่อนค่าแรงและวัสดุจะปรับขึ้นราคาตามการฟื้นตัวเศรษฐกิจ

ต่อมาในปี 2569 สมาคมฯ เตรียมจัดตั้ง “บอร์ดภูมิภาค” ขึ้นอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก โดยนำร่องที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ เพื่อดำเนินกิจกรรมต่างๆ ในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นการจัดงานแฟร์สัญจร รวมทั้งการเตรียมจัดงานรับสร้างบ้านในภูมิภาคขึ้นเป็นครั้งแรกในปีนี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารไปยังผู้บริโภคทั่วประเทศถึงบริการที่แตกต่าง ทั้งด้านคุณภาพงานก่อสร้าง งานบริการที่ครบวงจรของบริษัทรับสร้างบ้านที่เป็นสมาชิกฯ เพื่อป้องกันปัญหาการทิ้งงานของผู้รับเหมาและบริษัทรับสร้างบ้านที่ไม่ได้มาตรฐาน

ตลาดรับสร้างบ้านในต่างจังหวัดได้รับผลกระทบน้อยกว่ากรุงเทพฯ และปริมณฑล และยังคงมีฐานความต้องการที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะหัวเมืองท่องเที่ยวในภาคใต้มีสัดส่วนตลาด 18% มูลค่า 34,224 ล้านบาท ถือเป็นตลาดภูมิภาคที่แข็งแกร่งที่สุดในปี 2568, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีสัดส่วนตลาด 17% มูลค่า 32,323 ล้านบาท ส่วนภาคเหนือ ครองสัดส่วน 16% มูลค่า 30,421 ล้านบาท, ภาคตะวันออก มีมูลค่า 26,619 ล้านบาท ครองสัดส่วน 14%, ภาคตะวันตก มูลค่า 15,211 ล้านบาท ครองสัดส่วน 8% และภาคกลาง มูลค่า 7,605 ล้านบาท ครองสัดส่วน 4% นอกจากนี้หากเจาะลึกเป็นรายจังหวัดที่ทำสร้างยอดสั่งสร้างได้มากที่สุด ได้แก่ 1.กรุงเทพมหานคร 2.เชียงใหม่ 3.ชลบุรี 4.โคราช 5.สมุทรปราการและปทุมธานี

ปัจจุบันเทรนด์แบบบ้านและนวัตกรรมการอยู่อาศัย มีการวิเคราะห์ความต้องการของผู้บริโภคแบ่งตามกลุ่มราคา (Segment) มีลักษณะเฉพาะตัว ดังนี้ กลุ่มบ้านต่ำกว่า 2 ล้านบาท เน้นความคุ้มค่า พื้นที่ใช้สอยมาก และความแข็งแรงทนทาน, กลุ่มบ้าน 2 – 5 ล้านบาท เน้นวัสดุพรีเมียมขึ้น พื้นที่เหมาะสม ซึ่งเป็นกลุ่มที่เติบโตสูงในหัวเมืองต่างจังหวัด, กลุ่มบ้าน 5 – 10 ล้านบาท เริ่มสะท้อนเห็นไลฟ์สไตล์และตัวตน (Identity) เน้นงานดีไซน์, กลุ่มบ้าน 10 – 20 ล้านบาท (Luxury) เน้นความสะดวกสบาย สมาชิกในครอบครัวต้องการพื้นที่ส่วนตัวมากขึ้น และกลุ่มบ้าน 20 ล้านบาทขึ้นไป (Ultra Luxury/Classic) สะท้อนความสำเร็จ ใช้บ้านเป็นพื้นที่รับรองคู่ค้าและสร้างความเชื่อมั่นทางธุรกิจ

อย่างไรก็ตามสมาคมฯ ยังคงมุ่งมั่นในการรักษามาตรฐานคุณภาพ และเดินหน้าสร้างการเติบโตของตลาดบ้านสร้างเองทั่วประเทศ โดยปีนี้ตั้งเป้าหมายมูลค่าตลาดรวมไว้ใกล้เคียงกับปี 2568 คือประมาณ 1.9 แสนล้านบาท

tag :
AP EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC SC SC ASSET supalai การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวบ้าน ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง