ลิฟ-24 ชี้ Smart Tech พลิกโฉมคลังสินค้า–โลจิสติกส์ไทย รับดีมานด์ E-Commerce โตต่อเนื่อง

LIV-24 มองว่า E-Commerce ไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง ชี้ Smart Tech เป็นปัจจัยสำคัญในการสร้าง Value Added ให้กับคลังสินค้า ทั้งยังเชื่อมโยง AI, IoT, Fleet Management และ Loading Bay เป็นระบบเดียว คาดการณ์ต้นทุนได้แม่นยำ ส่งผลให้คลังที่มีเทคโนโลยีอัจฉริยะมีศักยภาพในการรักษาผู้เช่าระยะยาว

นิรมล ดิเรกมหามงคล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลิฟ-24 จำกัด เปิดเผยว่า การเติบโตของอีคอมเมิร์ซไทยที่ต่อเนื่องไม่ได้เพิ่มเพียงความต้องการใช้พื้นที่คลังสินค้า แต่ยังทำให้ความคาดหวังของผู้บริโภคต่อระบบจัดส่งสูงขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งด้านความตรงเวลา ความแม่นยำ ความปลอดภัย และความต่อเนื่องของบริการ

เมื่อความคาดหวังของผู้บริโภคสูงขึ้น ผู้เช่าในกลุ่มโลจิสติกส์และอีคอมเมิร์ซจึงต้องมองหาคลังสินค้าที่สามารถรองรับการดำเนินงานได้อย่างมีเสถียรภาพและลดความเสี่ยงในการปฏิบัติงาน ส่งผลให้บทบาทของคลังสินค้าเปลี่ยนจากระบบสนับสนุนหลังบ้าน มาเป็นโครงสร้างสำคัญที่มีผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของลูกค้าและภาพลักษณ์ของธุรกิจ ดังนั้น Smart Tech ยังช่วยให้เจ้าของคลังลดแรงกดดันจากการแข่งขันด้านราคา และยกระดับศักยภาพของทรัพย์สินให้ตอบโจทย์ตลาดได้มากขึ้น

ทั้งนี้ LIV-24 เสนอแนวทางการยกระดับคลังสินค้าและโลจิสติกส์ ผ่านการเชื่อมโยงเทคโนโลยีอัจฉริยะอย่าง AI (Artificial Intelligence) และ IoT (Internet of Things) รวมถึงระบบบริหารจัดการยานพาหนะ Fleet Management และระบบจัดการพื้นที่ Loading Bay ให้ทำงานเป็นระบบเดียว ครอบคลุมตั้งแต่พื้นที่คลัง การขนส่ง ไปจนถึงจุดรับ–จ่ายสินค้า ดังนี้

  • AI ลดความเสี่ยง เพิ่มความเชื่อมั่นให้ผู้เช่า LIV-24 นำระบบ AI CCTV Analytic มาใช้ตรวจจับความผิดปกติแบบเรียลไทม์ ทั้งพฤติกรรมเสี่ยง การบุกรุก การตรวจจับควันไฟ และเหตุฉุกเฉินภายในคลังสินค้า ระบบสามารถแจ้งเตือนได้ทันทีและมีเจ้าหน้าที่เข้าจัดการภายในเวลาเฉลี่ยเพียง 5 นาที โดย AI ช่วยลดเหตุไม่คาดคิดที่อาจกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของผู้เช่าได้อย่างมีนัยสำคัญ
  • IoT เสริมเสถียรภาพโครงสร้างพื้นฐาน ลดต้นทุนฉุกเฉิน ถูกนำมาใช้เฝ้าระวังโครงสร้างพื้นฐานภายในคลังสินค้า ตั้งแต่ระบบไฟฟ้า ระบบดับเพลิง ไปจนถึงสภาพแวดล้อมภายในอาคาร โดยข้อมูลจากเซนเซอร์จะถูกส่งเข้าสู่ศูนย์ควบคุมแบบเรียลไทม์ นอกจากนี้ยังช่วยบริหารจัดการพลังงานและวิเคราะห์การใช้ไฟฟ้า ซึ่งสามารถช่วยลดค่าไฟได้สูงสุดถึง 15% พร้อมรักษามาตรฐานสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับการจัดเก็บสินค้า ส่งผลให้คลังสินค้ามีความพร้อมใช้งานสูงและลดค่าใช้จ่ายฉุกเฉินในระยะยาว
  • Fleet Management เพิ่มความแน่นอนให้ซัพพลายเชน ระบบ Fleet Management ช่วยติดตามสถานะการขนส่งแบบเรียลไทม์ ตั้งแต่ตำแหน่งรถ เส้นทาง ไปจนถึงพฤติกรรมการขับขี่ ช่วยลดความล่าช้า ลดการจอดรอ และเพิ่มความแม่นยำในการส่งมอบสินค้า
  • Loading Bay จุดเล็กที่สร้างความแตกต่าง พื้นที่ Loading Bay เป็นจุดสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพและต้นทุนของระบบโลจิสติกส์ LIV-24 นำ Smart Tech เข้ามาบริหารจัดการพื้นที่ Loading Bay ผ่านการเชื่อมต่อข้อมูลแบบเรียลไทม์ ทั้งการตรวจจับการเข้า-ออกของรถขนส่ง การจัดคิวอัตโนมัติตามช่วงเวลา และการมอนิเตอร์ความหนาแน่นของพื้นที่ ช่วยลดการรอคอยหน้าคลัง ลดการจอดเครื่องยนต์โดยไม่จำเป็น และลดภาระการประสานงานของเจ้าหน้าที่หน้างาน

นอกจากนี้เทคโนโลยีของ LIV-24 ถูกนำไปใช้งานจริงในกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมและคลังสินค้าที่มีความซับซ้อนสูง โดยการเชื่อมโยง AI และ IoT เข้ากับระบบปฏิบัติงาน ช่วยลดเหตุขัดข้องที่ไม่คาดคิด ควบคุมต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ส่งผลให้สามารถลดต้นทุนรวมได้ราว 15–20% ขณะเดียวกันยังร่วมมือกับภาครัฐและภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะการลงนามบันทึกข้อตกลง กับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและเสถียรภาพของระบบโลจิสติกส์ในพื้นที่อุตสาหกรรมของไทย

ทั้งนี้ในปี 2569 ที่อีคอมเมิร์ซยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบการคลังสินค้าไม่สามารถพึ่งการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป การลงทุนใน Smart Tech จึงไม่ใช่ต้นทุนเพิ่มเติม แต่เป็นการลงทุนเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับพื้นที่เช่า ที่ช่วยลดการแข่งขันด้านราคา เพิ่มอำนาจต่อรอง และยกระดับคลังสินค้าให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ตอบโจทย์ธุรกิจยุคใหม่อย่างยั่งยืน

โพสที่เกี่ยวข้อง