ลลิล พร็อพเพอร์ตี้กางแผนปี’69ตั้งเป้ายอดขาย4.2พันล้านบาท เปิดบ้านแนวราบ 4-6โครงการใหม่

ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ประเมินเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยปี’69 ขยายตัวได้ท่ามกลางความผันผวนจากปัจจัยรอบด้าน โดยวางกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นคุณภาพ ความคล่องตัว และนวัตกรรม ตั้งเป้ายอดขาย 4,200 ล้านบาท พร้อมเปิดโครงการใหม่ 4 – 6 โครงการ มูลค่ารวม 3,500 – 4,500 ล้านบาทครอบคลุมทั้งทาวน์โฮม บ้านแนวคิดใหม่ และบ้านเดี่ยว ระดับราคา 2-12 ล้านบาท เพื่อตอบโจทย์กลุ่มผู้ซื้อที่มีความต้องการอยู่อาศัยจริง และในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว 

ไชยยันต์ ชาครกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ LALIN กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกในปี 2569 มีแนวโน้มที่จะขยายตัวได้ใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า จากการประเมินล่าสุดของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะขยายตัวในกรอบประมาณ2.6 – 3.3% ขณะที่ประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างสหรัฐฯ ยุโรป และญี่ปุ่น มีแนวโน้มการเติบโตของ GDP ทรงตัวหรือลดลง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการส่งออกของไทยที่มีสัดส่วนกว่า 60% ของ GDP โดยเฉพาะตลาดหลักอย่างสหรัฐฯ (20%) ยุโรป (10%) และจีน (16%) ที่เริ่มชะลอตัว อย่างไรก็ตามมองว่ายังคงมีความเสี่ยงในประเด็นเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างประเทศ รวมถึงมาตรการกีดกันทางการค้า ที่ยังคงเป็นความเสี่ยงที่ต้องติดตามในปีนี้

ส่วนเศรษฐกิจไทยในปีนี้ คาดการณ์ว่าอาจจะขยายตัวได้ต่ำกว่าปี 2568 ซึ่งอยู่ในภาวะ “ตกท้องช้าง” และปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศที่มีแนวโน้มจะขยายตัวได้ต่ำกว่า 2% ตลอดจนความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ และมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่ยังมีความไม่ชัดเจน จะส่งผลกระทบมายังภาคการส่งออกของไทยได้ โดยหน่วยงานระดับโลกอย่าง World Bank และ IMF คาดการณ์การเติบโตของไทยในปีนี้เพียง 1.6 – 1.8% ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยตั้งเป้า GDP ขยายตัวเพียง 1.5%เท่านั้น ซึ่งถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับเวียดนาม 6.3%, ฟิลิปปินส์ 5.5% และอินโดนีเซีย 5.0% โดยเฉพาะปัญหาการจ้างงานที่เติบโตที่ต่ำกว่า 2% ส่งผลให้เด็กจบใหม่ทั้งระดับปวช., ปวส.และปริญญาตรี มีงานทำไม่ครบทุกคน นำไปสู่ปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาว

นอกจากนี้ไทยยังกำลังก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัย” ในขณะที่ประเทศยังไม่ร่ำรวย ซึ่งจะกลายเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาว และการมาของอุตสาหกรรมยานยนต์ EV ที่เปลี่ยนโครงสร้างการผลิตจากรถยนต์น้ำมันที่ใช้ชิ้นส่วนกว่า 2,000 ชิ้น เหลือเพียง 80 ชิ้นในระบบ EV และสัดส่วนการใช้วัตถุดิบในประเทศจะลดลงอย่างมาก กระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและ SME จำนวนมาก

ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนเริ่มได้รับแรงหนุนจากเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ จากการเร่งอนุมัติโครงการส่งเสริมการลงทุน BOI ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา รวมถึงเม็ดเงินหมุนเวียนที่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในช่วงของการเลือกตั้ง  และมาตรการกระตุ้นภาครัฐที่จะทยอยออกมา คาดว่าเมื่อได้รัฐบาลเสียงข้างมาก และมีเสถียรภาพ จะทำให้ภาคเศรษฐกิจได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นด้วยทีมงานมืออาชีพ

สำหรับภาพรวมตลาดอสังหาฯ ในปี 2568 ที่ผ่านมามีการหดตัวไปกว่า 17% จากความสามารถในการซื้อของผู้บริโภคที่ปรับลดลง และภาวะหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของธนาคาร  ส่วนภาพรวมตลาดอสังหาฯปี 2569 นี้ คาดว่าจะมีทิศทางที่สอดคล้องกับเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวได้เล็กน้อย  แม้ว่ากำลังซื้อจะยังคงอ่อนแอ และจะเป็นลักษณะการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ปัจจัยที่ส่งผลดีต่อตลาดโดยรวมคือ  Supply ที่ปรับลดลง ผู้ประกอบการหลายรายชะลอการเปิดโครงการในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา รวมถึงแผนการเปิดโครงการใหม่ในปีนี้ของผู้ประกอบการหลายรายที่ลดลง ซึ่งจะช่วยให้ตลาดอสังหาฯข้าสู่จุดดุลยภาพและไม่เกิดการโอเวอร์ซัพพลาย

โดยการแข่งขันจะเป็นการแข่งขันกันระหว่างผู้ประกอบการน้อยลง คงเหลือแต่ผู้ประกอบที่เป็นมืออาชีพอย่างแท้จริง ทั้งในแง่การพัฒนาโครงการที่มีคุณภาพ และตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค ตลอดจนการบริหารในด้านต่างๆ ทั้งการบริหารจัดการต้นทุน การบริหารเสถียรภาพทางการเงิน  และบริษัทที่มีระดับหนี้สินต่อทุนที่ต่ำจะมียืดหยุ่นได้ดีกว่าในสถานการณ์ปัจจุบัน

ทั้งนี้มองว่าปี 2569 ยังเป็นอีกปีที่ท้าทายในการดำเนินธุรกิจ ดังนั้นการดำเนินธุรกิจจะอยู่บนรากฐานของการเติบโตที่มั่นคง และยั่งยืนในระยะยาว โดยการขยายธุรกิจต้องมีความแม่นยำในทำเลที่เหมาะสม และทำเลเดิมที่สินค้าหมดลง ตลอดจนการรักษา Market Share และขยาย Market Share ในบางทำเล โดยบริษัทฯ จะให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์ความต้องการอยู่อาศัยจริง ที่สอดคล้องกับกำลังซื้อในแต่ละทำเลควบคู่ไปกับการบริหารต้นทุนและการบริหารความเสี่ยงทางด้านการเงินอย่างรัดกุม ทั้งการควบคุมระดับหนี้สินต่อทุน ตลอดจนมีการตั้งวงเงินสำรองกับธนาคารพาณิชย์พันธมิตรหลายรายไว้อย่างเพียงพอ

ชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ LALIN กล่าวว่า ภาพรวมตลาดอสังหาฯในช่วงปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของความต้องการที่อยู่อาศัย ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความเหมาะสมของราคา และความคุ้มค่าในระยะยาวมากขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการตัดสินใจที่เปลี่ยนไปของตลาด

สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจในปี 2569 ของบริษัทจะอยู่ภายใต้แนวคิด “Year of Competitive Survival with Quality, Lean and Innovation for Resilience & Sustainable Growth” โดยมุ่งเน้นการปรับตัวเพื่อรับมือกับปัจจัยกดดันจากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน โดยบริษัทได้กำหนด 3 กลยุทธ์หลักเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ดังนี้

  • การบริหารงานตามหลัก ESG บริษัทจะให้ความสำคัญกับเทรนด์ความยั่งยืนระดับโลก โดยนำมาใช้ในการออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์ลูกค้า เช่น การใช้โซล่าเซลล์ในพื้นที่ส่วนกลางและสำนักงานขาย การติดตั้งจุดชาร์จ EV และระบบ “บ้านเย็น” เพื่อประหยัดพลังงาน ทั้งในด้านสังคมมีการทำ CSR และดูแลคู่ค้า
  • กลยุทธ์การตลาดสมัยใหม่ ปัจจุบันลูกค้ากว่า 60-70% เข้าถึงข้อมูลผ่านสื่อออนไลน์เป็นหลัก บริษัทจึงมีทีม Digital In-house ที่ใช้ Big Data และ Customer Inside ในการวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า เพื่อยิงโฆษณาให้ตรงกลุ่มเป้าหมายในหลายแพลตฟอร์ม เช่น Facebook, YouTube และ TikTok นอกจากนี้ยังเน้นการขาย “คุณภาพชีวิต” และการทำ CRM ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรในหลายเซกเมนต์ เช่น กลุ่มสุขภาพ มีโรงพยาบาลพญาไทและเปาโล, กลุ่มค้าปลีก มี HomePro, Mega Home และกลุ่มบันเทิง เช่น Major Cineplex, Monomax เพื่อสร้าง Ecosystem ที่แข็งแกร่งให้กับลูกค้า
  • การเป็นองค์กรที่คล่องตัว เพื่อรับมือกับภาวะความผันผวน (VUCA) ทั้งจากสงครามการค้าและปัจจัยภายนอก บริษัทได้นำระบบไอทีมาทำ Digital Transformation ภายในองค์กร เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการทำงาน ลดระยะเวลา และให้ได้ข้อมูลที่รวดเร็วสำหรับการบริหารจัดการเพื่อตอบสนองการแข่งขันที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ปี 2569 เป็นปีที่ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญกับการสร้างความแข็งแกร่งจากภายในองค์กร ทั้งด้านคุณภาพสินค้า ประสิทธิภาพการดำเนินงาน และความสามารถในการปรับตัวเชิงกลยุทธ์และรักษาสภาพคล่อง  บริษัทจึงเดินหน้าพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัยจริง ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ เพื่อวางรากฐานการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

โดยเน้นการพัฒนาโครงการที่ตอบโจทย์กลุ่มผู้ซื้อที่มีความต้องการอยู่อาศัยจริง ครอบคลุมทั้งตลาดทาวน์โฮม บ้านแฝด และบ้านเดี่ยว ในช่วงราคาประมาณ 2-12 ล้านบาท ภายใต้แบรนด์หลักของบริษัท ได้แก่ ไลโอ, แลนซีโอ, บ้านลลิล และลลิล กรีนวิลล์ นอกจากนี้ยังประสบความสำเร็จในการพัฒนาแบบบ้านสไตล์ French Colonial ซึ่งได้รับการตอบรับจากตลาดอย่างต่อเนื่อง ด้วยเอกลักษณ์ด้านสถาปัตยกรรมที่ผสานความคลาสสิก ความหรูหรา และการใช้งานจริงอย่างลงตัว

ทั้งนี้ตามแผนงานที่วางไว้ในปี ปี 2569 จะเปิดโครงการใหม่ประมาณ 4 – 6 โครงการ มูลค่าโครงการรวม3,500 – 4,500 ล้านบาท ตั้งเป้ายอดขายที่ 4,200 ล้านบาท และเป้ารับรู้รายได้ 3,350 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นมากว่าปี 2568 ที่ผ่านมา โดยมุ่งเน้นการกระจายโครงการในทำเลที่มีศักยภาพ และสอดคล้องกับแนวโน้มความต้องการของตลาดในแต่ละพื้นที่

ขณะเดียวกันบริษัทได้เสนอแนะแนวทางให้รัฐบาลชุดใหม่เร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจในหลายมิติเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น

  • มาตรการอสังหาฯ พิจารณาต่ออายุมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ที่จะหมดอายุในเดือนมิถุนายนนี้ออกไป เนื่องจากเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อ GDP และการจ้างงานในประเทศ
  • การปรับเงื่อนไข BOI เสนอให้เพิ่มเงื่อนไขการใช้สินค้าในประเทศ และการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับคนไทยภายใน 1-2 ปี เพื่อให้เม็ดเงินกระจายสู่ผู้ประกอบการในไทยอย่างแท้จริง
  • การแก้ปัญหาหนี้ เร่งแก้หนี้ภาคครัวเรือนโดยความร่วมมือระหว่างธนาคารพาณิชย์และธนาคารแห่งประเทศไทย พร้อมสร้างค่านิยมการออมเงินใหม่ให้กับประชาชน
  • การบริหารจัดการงบประมาณ เร่งเบิกจ่ายงบประมาณที่ค้างท่อ และใช้บุคคลที่มีความเชี่ยวชาญ เข้ามาบริหารงานตามความสามารถมากกว่าโควตาทางการเมือง

 

โพสที่เกี่ยวข้อง