ซีบีอาร์อีประเมินพื้นที่ค้าปลีก3 แสนตร.ม.จ่อคิวเปิดตัวในปี’69- ออฟฟิศใหม่หดตัว 5 ปีไม่เกิน 3.4แสนตร.ม.

ซีบีอาร์อี ประเทศไทยเปิดข้อมูลรายงานสถานการณ์และแนวโน้มของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2569 เป็นปีที่ผู้พัฒนาโครงการและนักลงทุนต้องรักษาสมดุลระหว่าง “ความเสี่ยงและผลตอบแทน” อย่างมีกลยุทธ์ ท่ามกลางสภาวะตลาดที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง โดยภาคอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ถือเป็นดาวเด่นที่เติบโตต่อเนื่องจากการลงทุนในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าและดาต้าเซ็นเตอร์

ขณะที่ตลาดโรงแรมเน้นการยกระดับคุณภาพเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงและพักอาศัยระยะยาว ส่วนพื้นที่สำนักงานและรีเทลเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวแต่ต้องเผชิญกับอุปทานใหม่จำนวนมาก ทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัวสู่โครงการแบบมิกซ์ยูสเพื่อกระจายความเสี่ยง

มาตรการ Fast Track กระตุ้นการเติบโตของอุตสาหกรรม Data Center

โดยตลาดพื้นที่อุตสาหกรรมยังคงเป็นกลุ่มที่ทำผลงานได้อย่างโดดเด่น โดยซีบีอาร์อีคาดการณ์ว่าปี 2569 จะเป็นอีกหนึ่งปีที่การซื้อขายที่ดินเพื่ออุตสาหกรรมมีความคึกคักสูงจากยอดการจองพื้นที่ล่วงหน้าที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากภาครัฐ  ที่ได้ออกมาตรการ Fast Track ตั้งแต่ช่วงสิ้นปีที่ผ่านมาช่วยดึงดูดบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกให้เข้ามาลงทุน ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐบาลที่ต้องการผลักดันให้ประเทศไทยเป็น Hub ของภูมิภาค โดยช่วยขับเคลื่อนภาคอสังหาริมทรัพย์เพื่ออุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ของไทยให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง

โดยเฉพาะกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ถูกจัดเป็น1 ใน 3 อุตสาหกรรมหลัก ร่วมกับอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV Car) และ Data Center โดยเฉพาะปริมาณการลงทุนในกลุ่ม Data Center และเซมิคอนดักเตอร์ที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 3-6 เท่า ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์เพื่ออุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ของไทยมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดติดต่อกันถึง 4 ปี

อย่างไรก็ตาม ซีบีอาร์อีคาดว่าความต้องการที่ดินในนิคมอุตสาหกรรม (Serviced Industrial Land Plot -SILP) จะเริ่มเข้าสู่ระดับปกติในปี 2569 โดยจะได้รับอิทธิพลจากปัจจัยภายนอก เช่น ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนของนโยบายสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลให้การเติบโตของการส่งออกของไทยชะลอตัวลง แต่การเติบโตของการค้าในภูมิภาคจะกระตุ้นให้บริษัทต่างๆ ย้ายฐานการผลิตมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงประเทศไทยมากขึ้น

ขณะที่ความต้องการที่เพิ่มขึ้นสำหรับโรงงานสำเร็จรูป (Ready-Built Factory – RBF) ช่วยสนับสนุนซัพพลายเชนใหม่ ๆ ทั้งในกลุ่มซัพพลายเออร์ระดับสองและสาม รวมถึงบริษัทที่จัดตั้งขึ้นแล้วที่ต้องการขยายกำลังการผลิต โดยอัตราพื้นที่ว่างที่อยู่ในระดับต่ำกว่า 5%และอุปทานใหม่ที่มีจำกัดจะยังคงดำเนินต่อไปจนถึงปี 2569

ส่วนตลาดอสังหาริมทรัพย์เพื่อโลจิสติกส์สมัยใหม่ (Modern Logistics Property – MLP) ยังคงถูกครอบครองโดยผู้พัฒนาโครงการรายใหญ่ โดยอุปทานใหม่ส่วนใหญ่ถูกสร้างขึ้นในรูปแบบที่ผู้เช่ามีการจองล่วงหน้าหรือการสร้างตามความต้องการของผู้เช่า (Build-to-Suit) ในขณะที่พื้นที่แบบสร้างเพื่อรอผู้เช่าส่วนใหญ่มาจากผู้พัฒนารายใหม่ทั้งจากต่างประเทศและในประเทศ  ซึ่งซีบีอาร์อีคาดการณ์ว่าในปี 2569 ปริมาณพื้นที่ใหม่จะสูงเกินกว่าความต้องการในปัจจุบัน จะส่งผลให้อัตราพื้นที่ว่างปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 10% เป็น 13%

โดยคาดว่าปีนี้จะมีพื้นที่เช่าใหม่เข้ามาในตลาดประมาณ 2,814,867 ตารางเมตร ขณะที่ Total Take-up จะอยู่ที่ 2,681,164 ตารางเมตร โดยเฉพาะพื้นที่ในเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) เช่น ในพื้นที่นิคมอุต่สาหกรรมWHA และ Amata คาดว่าในปีนี้จะมีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินรวม 3,200 ไร่

พื้นที่ค้าปลีกในรูปแบบ Mix-use 3 แสนตารางเมตรมีกำหนดเปิดตัวในปี’69

โชติกา ทั้งศิริทรัพย์ หัวหน้าแผนกที่ปรึกษาการพัฒนาโครงการและวิจัยตลาด ซีบีอาร์อี ประเทศไทย กล่าวว่า สำหรับตลาดค้าปลีกในกรุงเทพฯมีความหลากหลาย ตั้งแต่ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ใจกลางเมืองไปจนถึงโครงการที่มุ่งเน้นกลุ่มผู้อาศัยโดยรอบ ยังคงเดินหน้าลงทุนในโครงการใหม่และปรับปรุงโครงการเดิม เพื่อให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดยในปี 2568 ที่ผ่านมาปริมาณพื้นที่ค้าปลีกโดยรวมแตะระดับ 8.25 ล้านตารางเมตร และมีอีก 3 แสนตารางเมตรมีกำหนดจะแล้วเสร็จในปี 2569  ซึ่งคาดการณ์ว่าปริมาณพื้นที่ค้าปลีกใหม่ที่เพิ่มขึ้นจะแซงหน้าความต้องการใช้พื้นที่ของผู้เช่า ส่งผลให้อัตราเฉลี่ยของการใช้พื้นที่จะลดลงจนต่ำกว่า 90%

ทั้งนี้ประมาณ 75% ของพื้นที่ค้าปลีกใหม่นี้จะกระจุกตัวอยู่ในทำเลรอบนอกใจกลางเมือง (Midtown) และชานเมือง โดยเฉพาะในโซนกรุงเทพตะวันออก ซึ่งเป็นที่ตั้งของโครงการ Mix-use ขนาดใหญ่ที่เน้นด้านเทคโนโลยีและเศรษฐกิจดิจิทัล เช่น โครงการ Cloud 11 และ Habitat at the Forestias ที่จะทยอยเปิดตัวในช่วงกลางปีเป็นต้นไป

โดยโครงการเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแค่ห้างสรรพสินค้า (Stand Alone Retail) แต่เป็นพื้นที่ที่รวมเอาที่พักอาศัย ออฟฟิศ โรงแรม และพื้นที่จัดอีเวนต์ใหญ่ ๆ เช่น Music Festival ช่วยรองรับทั้งคนทำงานในสายดิจิทัลและนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง ซึ่งส่งผลบวกต่อภาพรวมเศรษฐกิจจในการช่วยดึงดูดบริษัทข้ามชาติ (MNCs) ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต เช่น บริษัทเทคโนโลยีให้เข้ามาตั้งสำนักงานในไทย

อาคารสำนักงานใหม่เข้าสู่ตลาดลดลงภายใน 5 ปีข้างหน้าไม่เกิน 340,000 ตารางเมตร

ส่วนภาพรวมของตลาดอาคารสำนักงานในปัจจุบันเริ่มเห็นสัญญาณของการฟื้น เนื่องจากมีการปรับสมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานได้ดีขึ้น โดยปัจจุบันมีอุปทานรวมทั้งหมดประมาณ 10.3 ล้านตารางเมตร และมีอัตราการเช่า (Occupancy Rate) อยู่ที่ 79% ขณะที่อุปทานใหม่ลดลงอย่างมาก คาดการณ์ว่าในช่วง 5 ปีข้างหน้าจะมีอุปทานใหม่เข้ามาเพียง 340,000 ตารางเมตรเท่านั้น ซึ่งลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับ 5 ปีก่อนหน้าที่เคยมีสูงถึง 2 ล้านตารางเมตร

ทั้งนี้จากอุปทานใหม่ 340,000 ตารางเมตร ในจำนวนนี้ประมาณ 100,000 ตารางเมตรเป็นอาคารที่เจ้าของสร้างขึ้นเพื่อใช้พื้นที่เอง (Owner Occupied) เช่น กลุ่มไทยกรุ๊ป, คาราบาว, มิตรผล และ PNB ทำให้เหลือพื้นที่ที่จะเข้ามาแข่งขันในตลาดจริงเพียงประมาณ 240,000 ตารางเมตรเท่านั้น โดยคาดว่าในปีนี้จะมีการเช่าพื้นที่ใหม่ (Take-up) ประมาณ 100,000 ตารางเมตร ซึ่งสอดคล้องกับปริมาณอุปทานใหม่ที่เติมเข้ามา

โดยกลุ่มผู้เช่าหลักเป็นบริษัทข้ามชาติ (MNCs): โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต เช่น การผลิต (Manufacturing), โลจิสติกส์, เทคโนโลยี (Tech Companies) และบริการด้านวิชาชีพต่างๆ ขณะที่พื้นที่แบบ Flex Spaces พื้นที่ทำงานแบบยืดหยุ่นหรือ Coworking Space จะกลายเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกสำคัญที่เจ้าของตึกต้องการให้มีในอาคารเพื่อตอบโจทย์ผู้เช่ายุคใหม่

ด้านแนวโน้มราคาค่าเช่า (Rental Rates)ค่อนข้างคงที่ ในภาพรวมจะไม่ปรับตัวสูงขึ้นมากนัก ยกเว้นตึกที่มีอัตราการเช่าสูงอยู่แล้ว โดยเงื่อนไขการปรับขึ้นค่าเช่าสำหรับตึกใหม่จะต้องมีอัตราการเช่าเกิน 70% ส่วนตึกเก่าที่รีโนเวทใหม่จะต้องมีอัตราการเช่าสูงกว่า 90% ทั้งนี้คาดว่าค่าเช่าในกลุ่มอาคารสำนักงาน Grade A และ Grade A ในพื้นที่นอกเขตศูนย์กลางธุรกิจ (Non-CBD) อาจปรับตัวสูงขึ้นได้ประมาณ 3% ในขณะที่เกรดอื่นๆ อาจจะทรงตัวหรือลดลงบ้าง

 

โรงแรมและธุรกิจบริการเติบโตแบบเฉพาะกลุ่ม

 ถึงแม้ว่าปี 2568 จะถือเป็นปีที่ท้าทาย เนื่องจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามามีจำนวนไม่ถึง 33 ล้านคน แต่ประเทศไทยยังคงมีศักยภาพที่ดีในการดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงที่เดินทางเข้ามาเพื่อรับการรักษาทางการแพทย์ บริการด้านสุขภาพ (Wellness) และการพักผ่อน และ MICE หรือการจัดประชุมและนิทรรศการที่กำลังขยายตัว โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้คาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวในปีนี้ไว้ที่ 36.7 ล้านคน ซึ่งปัจจัยสำคัญที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายคือการดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวจีน ซึ่งต้องเน้นเรื่องความปลอดภัยและความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน กลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพและกำลังซื้อสูง เช่น กลุ่มยุโรปและอเมริกาซึ่งเพิ่มขึ้น 10-15% ในปีที่ผ่านมา

รวมถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวแบบ Medical Tourist โดยเฉพาะจากตะวันออกกลางและออสเตรเลีย ซึ่งมีระยะเวลาพำนักยาวประมาณ 2 อาทิตย์ และมียอดใช้จ่ายสูงกว่าปกติถึง 2 เท่าหรือประมาณ 100,000 บาทเทียบกับค่าเฉลี่ยทั่วไป 50,000 บาท กลุ่ม MICE เน้นการผลักดันให้ลูกค้ากลุ่มที่มาประชุมอยู่พำนักต่อเป็น Long Stay และกลุ่ม Entertainment ด้วยการจัด Music Festival ขนาดใหญ่ เช่น ในภูเก็ต และ Tomorrowland ที่ชลบุรี ซึ่งสามารถรองรับคนได้หลักแสนคนและครึ่งหนึ่งเป็นชาวต่างชาติ

จำนวนห้องพักใหมในกทม.ปี’69เพิ่มกว่า 4,300 ห้อง

ขณะที่จำนวนห้องพักของโรงแรมในกรุงเทพฯ ปัจจุบันมีประมาณ 80,000 ห้อง และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีก 4% ในปีนี้หรือมากกว่า 4,300 ห้อง โดยส่วนใหญ่กว่า 70% เป็นระดับ First Class หรือ Luxury ราคาห้องพักตั้งแต่ 4,000 บาทขึ้นไป ขณะที่ห้องพักระดับกลาง (Midscale) ยังครองสัดส่วนมากที่สุดอยู่ที่ 43%  โดยปริมาณห้องพักใหม่ที่จะเพิ่มเข้ามานี้จะทำให้การแข่งขันรุนแรงขึ้น แต่คาดว่าจะส่งผลบวกต่ออัตราการเข้าพัก

ขณะที่โรงแรมใหม่ระดับบนจะมีการเปิดตัวโรงแรมแบรนด์หรูในโครงการ Mix-use ขนาดใหญ่ เช่น Ritz-Carlton และ Andaz ในโครงการ One Bangkok หรือการปรับปรุงโรงแรม Dusit Thani ใน Central Park และโครงการนายเลิศ ซึ่งจะเป็นหนึ่งในโรงแรมที่แพงที่สุดในกรุงเทพฯ

ด้านผู้ประกอบการได้ปรับกลยุทธ์ด้วยการทำ Asset Enhancement โดยการปรับปรุงอาคารเก่าให้ทันสมัยขึ้น หรือแม้กระทั่งการทำ Conversion Use เปลี่ยนอาคารสำนักงานให้เป็นโรงแรมเพื่อให้เหมาะสมกับความต้องการของตลาดและเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ นอกจากนี้ยังมีการนำตึกเก่ามาปรับปรุงเป็น Heritage Site หรือนำแบรนด์ใหม่ๆ เข้ามาใช้เพื่อสร้างความน่าสนใจ,

โดยประเมินว่าจะเติบโตขึ้นสูงสุด 2 จุดเปอร์เซ็นต์ และรายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (RevPAR) จะเพิ่มขึ้น 3-4% ทั้งนี้การเพิ่มขึ้นของรายได้เฉลี่ยต่อวันจากห้องพักที่ขายได้ (ADR) จะถูกจำกัดจากเรื่องอุปทานใหม่ ค่าเงินที่แข็งตัว และการแข่งขันในภูมิภาค  ส่งให้ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรมกำลังให้ความสำคัญกับตัวชี้วัดอื่นนอกเหนือจากเพียงอัตราการเข้าพักและ ADR เหมือนที่ผ่านมา โดยหันไปสร้างความหลากหลายของรายได้ผ่านการขยายขอบเขตการบริการและการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ส่วนราคาห้องพักเฉลี่ย (ADR) จะอยู่ที่ประมาณ 4,000 บาท และมีอัตราการเข้าพัก (Occupancy Rate) อยู่ที่ประมาณ 70-75% ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาจริง

tag :
AP AssetWise EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC sansiri SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง