กว่า 42 ปี ของ แสนสิริ ในการสร้างบ้าน-คอนโดฯ อนาคตจะไม่ได้สร้างแค่นั้นอีกต่อไปแล้ว
แต่ แสนสิริ กำลังจะสร้าง Life Journey การใช้ชีวิตที่เติบโตเป็น Eco System ไปด้วยกัน
แนวคิดของ 2 ผู้บริหารหนุ่มไฟแรง ณภัทร ทวีสิน กรรมการผู้จัดการ International Operations และ ศุภกร คงสมจิตต์ ผู้อำนวยการฝ่าย Special Projects & Investment บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เล่าถึงการจัดตั้งหน่วยธุรกิจเชิงกลยุทธ์ใหม่ในชื่อ “SANSIRI GROWTH INCUBATOR” พร้อมทุ่มงบลงทุน 1,000 ล้านบาท ที่จะทยอยลงทุน 3 ปี ผ่าน 5 กลุ่มธุรกิจที่ แสนสิริ มองว่าจะเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพและ Potential สูง โดยจะเป็นการเข้าไปลงทุนเป็นหุ้นส่วนตั้งแต่ 10% ขึ้นไป แต่ไม่เกิน 50% มองหาพาร์ทเนอร์กลุ่มธุรกิจที่มี DNA เดียวกันกับแสนสิริ ที่พร้อมจะ Support ทั้งเงินทุนและ Know how เสริมแกร่งผู้ประกอบการด้วยกลยุทธ์ Invest, Scale, Grow ให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด 5-10 เท่า ภายใน 3-5 ปี
โดย 5 กลุ่มธุรกิจ ที่ แสนสิริ สนใจลงทุน ประกอบด้วย กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม (F&B), ไลฟ์สไตล์ (Lifestyle), โรงแรม (Hospitality), สินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) และการศึกษา (Education) โดยการลงทุนครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้าง Integrated Living Environment หรือสภาพแวดล้อมแห่งการใช้ชีวิตแบบครบวงจร ที่ผู้คนสามารถอยู่อาศัย ทำงาน พักผ่อน และดูแลสุขภาพ ได้ในที่เดียว โดยคาดว่าจะสามารถ Kick Off โปรเจ็กต์แรกให้เห็นได้ภายในครึ่งแรกของปี 2026 ปัจจุบันมีกลุ่มธุรกิจที่อยู่ในขั้นตอนเจรจากว่า 29 แบรนด์

การเดินหน้ากลยุทธ์ปั้น New S-curve ใหม่ในครั้งนี้ เน้นลงทุนกับ SME ในกลุ่ม Real Sector ที่เชื่อมโยงกับคุณภาพชีวิตประจำวัน เพื่อเปลี่ยนผ่านจากการพัฒนาเพียง “โครงการที่พักอาศัย” ไปสู่การสร้าง “ชุมชนแห่งการใช้ชีวิตที่สมบูรณ์แบบ” ซึ่งในอนาคตจะส่งผลให้สัดส่วนรายได้ของ แสนสิริ เปลี่ยนไปตั้งเป้าในปี 2030 ครองสัดส่วนถึง 25%

การเปลี่ยนผ่านจากการพัฒนาโครงการ’ (Project) ไปสู่การพัฒนา ‘ชุมชน’ (Community) แทนที่จะสร้างเพียงที่พักอาศัยแบบแยกส่วน แสนสิริ ต้องการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่มีการคัดสรรบริการระดับพรีเมียมเข้ามาอยู่ในพื้นที่ เพื่อเพิ่มความน่าดึงดูดใจและสร้างความแตกต่างให้กับโครงการของแสนสิริ ซึ่งในระยะยาว สิ่งนี้จะสร้างการยกระดับมูลค่าที่ยั่งยืน และมูลค่าแบรนด์ที่แข็งแกร่งขึ้นที่ยึดถือปรัชญา “Constructing Life, Not Just Building” มองเห็นว่า SME ไทยในกลุ่ม Real Sector คือ “Hidden Gem” ที่มีศักยภาพสูงและมีอัตลักษณ์ชัดเจน แต่อาจติดกับดักด้านการขยายสเกลและเงินทุน ดังนั้น Sansiri Growth Incubator หน่วยธุรกิจใหม่เชิงกลยุทธ์ นี้จึงเปรียบเสมือนเครื่องยนต์เร่งสปีดที่จะเข้าไปเอ็มพาวเวอร์ ให้แบรนด์ท้องถิ่นกลายเป็น Global Brand ผ่านการช่วยเหลือทางธุรกิจ การช่วยเหลือเชิงกลยุทธ์ การขยายตลาดผ่านฐานลูกค้าคุณภาพสูงของแสนสิริ ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้หมุนเวียน
แสนสิริตั้งเป้าคัดเลือกธุรกิจที่มีเอกลักษณ์ (Unique Brand) ซึ่งแสนสิริจะเข้าทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงอย่างใกล้ชิดผ่านกลยุทธ์ ISG Framework (Invest, Scale, Grow) ประกอบไปด้วย

• Invest – ลงทุนอย่างมีวิสัยทัศน์: เฟ้นหาธุรกิจที่มี Chemistry และ DNA เดียวกัน (Speed to Market, Attention to Detail, Ownership และ Good Citizen) โดยมุ่งเน้นลงทุนในธุรกิจระยะ Grow Stage ที่มีผลิตภัณฑ์โดดเด่นและมีเป้าหมายการขยายตัวชัดเจน ซึ่งแสนสิริจะเข้าถือหุ้นในสัดส่วนไม่เกิน 20% เพื่อให้ผู้ก่อตั้งยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก
• Scale – ขยายด้วยพลัง 4 เสาหลัก: พร้อมสนับสนุนผ่าน 4 เสาหลัก ตั้งแต่การให้คำปรึกษาเชิง
กลยุทธ์ไปจนถึงการใช้ระบบหลังบ้านที่แข็งแกร่ง (Back-office Empowerment) ทั้งด้านการเงิน
การจัดซื้อ และกฎหมาย เพื่อเร่งสปีดการเติบโตด้วยการเชื่อมต่อเข้ากับทำเลและฐานลูกค้าใน
Sansiri Community นอกจากนี้ยังวางแผนสร้างระบบนิเวศที่ยั่งยืนเพื่อนำสินค้าและบริการเข้าสู่ Touchpoint ของลูกบ้านโดยตรง
• Grow – เติบโตสู่ความยั่งยืน: พร้อมปักธงแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มสู่ “การเจริญเติบโตระยะยาว ซึ่งอาจเป็นการร่วมทุนต่อเนื่อง การถอนการลงทุน(Exit Pathway) ที่ชัดเจนภายใน 5-7 ปี ไม่ว่าจะเป็นการขายกิจการ (Private Sell), การควบรวมกิจการ (M&A) หรือการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO)
แสนสิริ จึงไม่ได้เข้ามาเพียงเพื่อสนับสนุนเงินทุน แต่ต้องการสร้างความน่าเชื่อถือของธุรกิจ สนับสนุนเชิงธุรกิจ การบริหารงาน การให้คำปรึกษาเชิงกลยุทธ์ และการเปิดตลาดผ่าน Ecosystem ของ เพื่อปลดล็อกเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้สถาบันการเงินยอมรับ SMEs ไทย ผ่าน SANSIRI GROWTH INCUBATOR เงินลงทุน 1,000 ล้านบาท ที่จะทยอยลงทุน 3 ปี โดยในปี 2026 นี้ แสนสิริพร้อมเดินหน้าปิดดีลและเริ่มปั้นธุรกิจเข้าพอร์ตโฟลิโออย่างน้อย 5 ธุรกิจแรก





