กลุ่มเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ถือเป็นหนึ่งในผู้นำในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ครบวงจรที่มีแพลตฟอร์มด้านอสังหาฯครอบคลุม 3 ประเภท ได้แก่ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพื่ออการอยู่อาศัย คิดเป็นสัดส่วน 40% มีทั้งบ้าน ทาวน์โฮม และคอนโดมิเนียมในหลายทำเลและในทุกระดับราคา,กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เพื่อกาารอุตสาหกรรม สัดส่วน 50% ให้บริการทั้งโรงงานสำเร็จรูปและคลังสินค้าเพื่อเช่า ตั้งอยู่ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ทั่วประเทศไทย รวมถึงในประเทศอินโดนีเซียและเวียดนาม และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชยกรรมสัดส่วน 10% ประกอบด้วยอาคารสำนักงานให้เช่าเกรดเอ พื้นที่รีเทล และโรงแรม
โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้หลักกับบริษัทอย่างงต่อเนื่อง โดยในรอบปี 2568 ที่ผ่านมา กลุ่มเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ประสบความสำเร็จในการเปิดตัวโครงการอารยะ ดิ อีสเทิร์น เกตเวย์(ARAYA -The Eastern Gateway) ซึ่งเป็นโครงการร่วมทุนระหว่างบริษัทกับสวนอุตสาหกรรมโรจนะและนิคมอุตสาหกรรมเอเซีย เพื่อพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมที่มีระบบนิเวศและนวัตกรรมครบวงจรบนที่ดินกว่า4,600 ไร่ โดยแบ่งเป็นพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศครบวงจรทั้งสิ้น 1,891 ไร่ สำหรับพัฒนาให้เป็นนิคมอุสาหกรรมอัจฉริยะ(Smart Industrial Estate) แห่งแรกของประเทศ ซึ่งสามารถดึงดูดบริษัทชั้นนำระดับโลกหลายแห่งให้เข้ามาลงทุน

ส่วนในปีนี้กลุ่มเฟรเซอร์สฯประกาศแผนการลงทุนด้านอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ ขยายพื้นที่บริหารจัดการ 4,000,000 ตารางเมตร พร้อมรุกธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมเต็มตัวกับโครงการ ARAYA The Eastern Gateway บนเนื้อที่กว่า 4,600 ไร่ และเตรียมเปิดนิคมอุตสาหกรรมใหม่ในจังหวัดชลบุรีอีก 2,200 ไร่

ฮั่ว เตียง ลิม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทมีกลยุทธ์และแผนรับมือความเสี่ยงด้านการเมืองและเศรษฐกิจในระยะ 5 ปีข้างหน้า โดยมุ่งเน้นการสร้างความยืดหยุ่นและการใช้ความได้เปรียบเชิงโครงสร้าง โดยมองว่าเสถียรภาพของรัฐบาล จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อความเชื่อมั่นในการลงทุน (Confidence) โดยเฉพาะในโครงการระยะยาว หากการเมืองมั่นคงจะช่วยให้เม็ดเงินลงทุนที่ได้รับอนุมัติแล้วเกิดการลงทุนจริงและช่วยหมุนวัฏจักรเศรษฐกิจ
ทั้งนี้บริษัทจะชูจุดเด่นด้านโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อลดความเสี่ยงจากการย้ายฐานทุนไปประเทศคู่แข่ง โดยใช้จุดแข็งเรื่อง ไฟฟ้าสำรองและระบบน้ำ ที่พร้อมรองรับกลุ่ม Data Center และ AI ซึ่งเป็นสิ่งที่คู่แข่งอย่างมาเลเซียหรือเวียดนามอาจมีข้อจำกัดบางประการ รวมถึงการใช้กลยุทธ์ความยืดหยุ่นของพอร์ตโฟลิโอ (Multi-Asset Class)ปรับตัวตามความต้องการตลาด
ขณะเดียวกันบริษัทได้วางโครงสร้างการดำเนินธุรกิจในการเป็นแพลตฟอร์มอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร ด้วยพอร์ตโฟลิโอที่มีสินทรัพย์หลากหลาย โดยเฉพาะผู้นำธุรกิจอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ จากสินทรัพย์ที่มีทั้งศูนย์กระจายสินค้า และคลังสินค้า คาดว่าปีนี้จะมีพื้นที่ภายใต้การบริหารจัดการประมาณ 400,000 ตารางเมตร พร้อมทั้งต่อยอดสู่ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม เพื่อเสริมความครบวงจรของสินค้าและบริการตลอดห่วงโซ่คุณค่า ด้วยการพัฒนาอารยะ ดิ อีสเทิร์น เกตเวย์ (ARAYA The Eastern Gateway) โครงการระบบนิเวศเมืองอุตสาหกรรมและนวัตกรรมครบวงจร พื้นที่กว่า 4,600 ไร่ และเตรียมพัฒนานิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่ในจังหวัดชลบุรีบนพื้นที่กว่า 2,200 ไร่
แผนพัฒนาคลัสเตอร์ Data Center บนที่ดินจำนวน 2,200 ไร่
ทั้งนี้บริษัทมีแผนที่จะจัดสรรที่ดินประมาณ 30-40% ของพื้นที่ทั้งหมด2,200 ไร่ เพื่อพัฒนาเป็น Data Center Cluster โดยเฉพาะ เพื่อรองรับบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่ต้องการพื้นที่สำหรับจัดตั้งกลุ่มคลัสเตอร์ Data Center โดยเฉพาะ
รวมถึงรองรับการเติบโตของ AI ซึ่งส่งผลให้มีความต้องการใช้งานคอมพิวเตอร์และพื้นที่เก็บข้อมูลสูงขึ้นอย่างมาก รวมทั้งยังมองถึงโอกาสในกลุ่มเทคโนโลยีอื่นๆ เช่น เซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) และ หุ่นยนต์ (Robotics) เนื่องจากประเทศไทยมีศักยภาพด้านทักษะฝีมือและมีไฟฟ้าสำรองเพียงพอรองรับอุตสาหกรรมเหล่านี้ โดยบริษัทได้เตรียมโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นอย่าง ไฟฟ้าและน้ำ ซึ่งเป็นปัจจัยวิกฤตสำหรับกลุ่มธุรกิจ Data Center โดยเฉพาะ
นอกจากนี้ยังเน้นโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน โดยมองว่าไฟฟ้า (Power) เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดสำหรับ Data Center ขณะที่ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบเนื่องจากมีไฟฟ้าสำรองเพียงพอ รวมถึงมีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำที่พร้อมรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมนี้ รองรับการลงทุนในกลุ่ม AI และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง เช่น เซมิคอนดักเตอร์ และหุ่นยนต์ (Robotics) ซึ่งบริษัทมองว่าความต้องการพื้นที่และเทคโนโลยีเหล่านี้จะเติบโตไปพร้อมๆ กัน
โดยคาดว่าจะใช้เวลาในการพัฒนาโครงการทั้งหมดประมาณ 5 ปี มูลค่าการลงทุนรวมอยู่ที่ประมาณ 6,000 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าจัดซื้อที่ดิน 3,700 ล้านบาท และงบลงทุนสำหรับการก่อสร้างและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอีก 2,000 กว่าล้านบาท มุ่งเน้นดึงดูดบริษัทชั้นนำระดับโลก (Global Companies) โดยชูจุดเด่นเรื่องความเป็นนิคมอุตสาหกรรมที่ทันสมัยและตอบโจทย์มาตรฐานด้าน ESG ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจลงทุนของบริษัทต่างชาติในปัจจุบัน

ส่วนแผนการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์เพื่อพาณิชยกรรม บริษัทได้การผสานการดำเนินงานร่วมกับโครงการวัน แบงค็อก (One Bangkok) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัททีซีซี แอสเซ็ทส์ (ประเทศไทย) จำกัด และกลุ่มบริษัทเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ลิมิเต็ด ผลักดันให้เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทยมีพอร์ตโฟลิโออสังหาฯระดับพรีเมียมที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ในพื้นที่โซนพระราม 4 มีทั้งหมด 7 โครงการมิกซ์ยูส และ 10 อาคารสำนักงาน ในจำนวนนี้อยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้า BTS และ MRT จำนวน 9 แห่ง โดยปัจจุบันบริษัทได้บริหารจัดการอาคารสำนักงานเกรดพรีเมียมและรีเทลพื้นที่รวม 1,846,000 ตารางเมตร รองรับความต้องการของบริษัทข้ามชาติและองค์กรชั้นนำของไทย
เปิด4โครงงการที่อยู่อาศัยใหม่ควบบค่กับการปรับเปลี่ยน “ฟังก์ชันภายในบ้าน”
ด้านการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยเพื่อขายในปีนี้วางแผนจะเปิดตัว 4โครงการใหม่ มูลค่าโครงการรวม 7,300 ล้านบาท ลดลงจากปี 2568 ที่มีการเปิดโครงการใหม่ถึง 7 โครงการ 7 โครงกี่าร มูลค่ารวมกว่า 11,135 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นบ้านแนวราบจำนวน 6 โครงการ และคอนโดมิเนียม 1 โครงกี่าร
นอกจากนี้จะเน้นการปรับเปลี่ยน “ฟังก์ชันภายในบ้าน” มากกว่าแค่หน้าตาภายนอกให้รองรับกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ อาทิ พื้นที่ Multi-functional Space เพิ่มความสูงของเพดานเพื่อให้โปร่งโล่ง และปรับเปลี่ยนห้องนอนให้เป็นพื้นที่พักผ่อนและทำงานได้ในตัว เนื่องจากคนใช้เวลาอยู่กับตัวเองในบ้านมากขึ้น รวมถึงการเพิ่มฟังก์ชันใหม่ๆ เช่น ห้องสำหรับสัตว์เลี้ยง (ห้องน้องหมาน้องแมว) และห้องอเนกประสงค์เพื่อให้คนในครอบครัวมาใช้ชีวิตร่วมกันมากขึ้น
อย่างไรก็ตามหากตลาดอสังหาฯเพื่ออยู่อาศัยชะลอตัว บริษัทสามารถลดการซื้อที่ดินใหม่และหันไปเน้นกลุ่มที่ตลาดยังมีความต้องการสูงแทน ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีโครงการที่เหลือขายมูลค่าเกือบ 60,000 ล้านบาท ซึ่งเพียงพอสำหรับการดำเนินธุรกิจไปได้อีกหลายปีแม้ในช่วงเศรษฐกิจผันผวน






