“ดุสิต อจารา หัวหิน” โชว์ 7 มุมมองวิเคราะห์เจาะลึกบนพื้นที่ศักยภาพหัวหิน ด้วยเลนส์ผู้นำระดับสูงขององค์กรทั้ง SCG, CBRE, Arkitektura, A49, P Landscape และการบริการจาก โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน ผ่านแคมเปญ “Behind Dusit Ajara: Commitment in Action” พร้อมฉายศักยภาพพื้นที่หัวหินที่มีการพัฒนาและเติบโตของธุรกิจอสังหาฯ โดยเฉพาะโครงการรูปแบบ Branded Residences ที่จำนวนซัพพลายมีจำกัดแต่มีความต้องการอย่างต่อเนื่อง พร้อมคุณภาพและโอกาสในการลงทุนระยะยาวด้วย Yield สูงถึง 7–9%

ละเอียด โควาวิสารัช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดุสิต เอสเตท จำกัด กล่าวว่า ตลอดระยะเวลากว่า 75 ปี กลุ่มดุสิต อินเตอร์เนชั่นแนล เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมการบริการระดับโลก ล่าสุดบริษัทได้นำความเชี่ยวชาญดังกล่าวมาต่อยอดสู่การพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยในรูปแบบ Branded Residences โดยความสำเร็จของโครงการ The Residences at Dusit Central Park ได้สะท้อนถึงศักยภาพและความมุ่งมั่นของกลุ่มดุสิตในการขยายสู่ตลาดอสังหาฯะดับอัลตร้าลักชัวรี พร้อมกันนี้เรายังให้ความสำคัญกับแนวคิด Well-Being Living ที่ครอบคลุมทั้งสุขภาพกายและใจ รวมถึงการสร้างสังคมที่ดีสำหรับทุกช่วงวัย ทุกเจเนอเรชัน และการอยู่อาศัยร่วมกับสัตว์เลี้ยง Multi-generational Living & Pet Friendly
โครงการดุสิต อจารา หัวหิน ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 20 ไร่ ในรูปแบบ Low Rise, Low Density จำนวนเพียง 96 ยูนิต พร้อมพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่กว่า 60% ภายใต้แนวคิด ‘Bridging Oasis’ ที่ออกแบบให้ธรรมชาติและสถาปัตยกรรมเชื่อมต่อกันอย่างกลมกลืน ขณะเดียวกันเรายังได้นำจุดแข็งด้านการบริการของดุสิตธานีมาสู่รูปแบบการอยู่อาศัย เพื่อมอบประสบการณ์ที่ต่อเนื่องจาก Hospitality สู่ Everyday Living
นอกจากนี้ยังได้ถ่ายทอดแนวคิดการอยู่อาศัยแบบ ‘Sustainable Well-Being’ ทั้งในมิติของคุณภาพการอยู่อาศัย และความคุ้มค่าในการลงทุนระยะยาว ผ่านการนำเสนอใน 7 มิติสำคัญ โดยถ่ายทอดผ่านมุมมองของผู้บริหารจากองค์กรชั้นนำของประเทศไทย ซึ่งล้วนมีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้านประกอบด้วย เอสซีจี (SCG) ด้านความยั่งยืน ซีบีอาร์อี ประเทศไทย (CBRE) ด้านศักยภาพตลาดและการลงทุน อาร์คิเทคทูรา (Arkitektura) ด้านการออกแบบ Fully Furnished Residences ผ่านแบรนด์ Caracole บริษัท สถาปนิก 49 จำกัด (A49) และบริษัท พี แลนด์สเคป จำกัด (PLA) ที่ร่วมออกแบบสถาปัตยกรรมและภูมิทัศน์ให้สอดประสานกันอย่างลงตัว รวมถึง โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน (Dusit Thani Hua Hin) ที่นำเอกลักษณ์การบริการระดับ 5 ดาวมาสู่การอยู่อาศัย ทั้งยังเสริมความแข็งแกร่งให้กับความเชื่อมั่นของตลาดในด้านการลงทุนโครงการระดับอัลตร้าลักชัวรี
ปัจจุบันโครงการได้ดำเนินการก่อสร้าง Sales Gallery แล้วเสร็จ พร้อมให้เยี่ยมชมที่โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน ขณะเดียวกันโครงการยังได้รับการอนุมัติรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment: EIA) จากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.)เรียบร้อยแล้ว และได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างตามแผนงาน โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมส่งมอบห้องชุดให้กับลูกค้าได้ประมาณปี 2571

อาทิตยา เกษมลาวัณย์ หัวหน้าแผนกซื้อขายโครงการที่พักอาศัย บริษัท ซีบีอาร์อี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันผู้ซื้อไม่ได้มองเพียงการครอบครองอสังหาฯ แต่ให้ความสำคัญกับคุณภาพการใช้ชีวิตในทุกวันมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) กำลังก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางสำคัญของ Branded Residences โดยประเทศไทยเป็นประเทศที่มี Branded Residence มากที่สุดใน APAC ภาพรวมตลาด Branded Residences ในประเทศไทยยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง และกำลังก้าวขึ้นเป็นมาตรฐานใหม่ของการอยู่อาศัย เนื่องจากสามารถมอบทั้งความมั่นใจในคุณภาพ การบริการ และการบริหารจัดการในระยะยาว
ส่วนภาพรวของตลาดอสังหาฯในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์และจังหวัดเพชรบุรี ในด้านของซัพพลาย (อ้างถึงศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์) ณ สิ้นปี 2568 พบว่าไม่มีโครงการคอนโดมิเนียมเปิดตัวใหม่ ทำให้เกิดความสมดุลของซัพพลายในตลาดที่อยู่อาศัย และเมื่อเจาะไปที่โครงการรูปแบบ Branded Residences จะเห็นได้ว่าจำนวนซัพพลายมีจำกัดแต่มีความต้องการอย่างต่อเนื่อง โดยผลตอบแทนจากการปล่อยเช่าอยู่ในระดับ 7–9% นอกจากนี้หัวหินยังเป็นเมืองที่มีศักยภาพสำหรับการอยู่อาศัยในระยะยาว หรือบ้านหลังที่สอง โดยได้รับการสนับสนุนจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับสู่การเป็น Smart City อาทิ การพัฒนาสนามบินหัวหินเพื่อรองรับการเดินทางที่เพิ่มขึ้นในอนาคต โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองที่ช่วยลดปัญหาการจราจรบนถนนพระราม 2 และทำให้การเดินทางสู่หัวหิน-ชะอำสะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น
วชิระชัย คูนำวัฒนา Chief Sustainability Officer บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปัจจุบันเอสซีจีได้ขยายบทบาทสู่การพัฒนาโซลูชันที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ทั้งในด้านพื้นที่ เทคโนโลยีอัจฉริยะ และความยั่งยืน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยให้ดียิ่งขึ้นในทุกมิติ สำหรับโครงการนี้ เราได้นำมาตรฐาน Fitwel ซึ่งพัฒนาโดย Centers for Disease Control and Prevention (CDC) ประเทศสหรัฐอเมริกา มาใช้ตั้งแต่เริ่มต้นการออกแบบ ภายใต้แนวทาง ‘Fitwel: Low Rise Residential’ ซึ่งนับเป็นโครงการแรกในเอเชีย Fitwel เป็นมาตรฐานที่เน้นการออกแบบพื้นที่เพื่อส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยในทุกวัน ทั้งในด้านร่างกายและจิตใจ ซึ่งหมายความว่าที่อยู่อาศัยไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สวยงาม แต่เป็นพื้นที่ที่ช่วยให้ผู้อยู่อาศัยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว

พิพัฒน์ พัฒนานุสรณ์ ผู้จัดการระดับภูมิภาค โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน กล่าวว่า โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน เติบโตเคียงคู่กับการเปลี่ยนแปลงของเมือง และเข้าใจถึงความต้องการของผู้คนที่มองหาคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว โดยสำหรับโครงการ ‘ดุสิต อจารา หัวหิน’ ได้พัฒนาบนพื้นที่ส่วนหนึ่งของโรงแรม ซึ่งเดิมคือ ‘ดุสิต รีสอร์ท แอนด์ โปโลคลับ’ สนามโปโลที่เคยเปิดต้อนรับผู้มาเยือนจากทั่วโลก และถูกนำมาต่อยอดสู่การเป็นที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์รูปแบบการใช้ชีวิตในปัจจุบัน โครงการนี้จึงเป็นการต่อยอดจากประสบการณ์ด้าน Hospitality สู่การอยู่อาศัย โดยนำเอกลักษณ์ของ Gracious Hospitality ที่สั่งสมมากกว่า 75 ปี มาผสานเข้ากับชีวิตประจำวัน เพื่อมอบความสะดวกสบาย ความใส่ใจในรายละเอียด และความต่อเนื่องของการบริการในระยะยาว พร้อมกันนี้ ยังมีการดูแลด้านการบริการและการบริหารการปล่อยเช่า เพื่อสร้างความคุ้มค่าและความอุ่นใจให้กับลูกบ้านการมาถึงของโครงการนี้ ยังเป็นการเปิดบทใหม่ให้กับพื้นที่แห่งนี้ ในฐานะโครงการมิกซ์ยูสบนที่ดินขนาดใหญ่กว่า 100 ไร่ ที่สามารถรองรับทั้งกลุ่มนักท่องเที่ยวและผู้อยู่อาศัยได้อย่างครบถ้วน
สมเกียรติ โล่ห์จินดาพงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท สถาปนิก 49 จำกัด ในฐานะผู้ออกแบบโครงการให้ข้อมูลการออกแบบว่า ทุกโครงการเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจบริบทของพื้นที่ สำหรับ ‘ดุสิต อจารา หัวหิน’ ได้ถูกตั้งคำถามสำคัญว่า สถาปัตยกรรมควรตอบสนองต่อวิถีชีวิตของผู้คนในหัวหินอย่างไร เพราะหัวหินไม่ใช่บริบทของเมืองใหญ่ แต่เป็นพื้นที่ที่มีลักษณะเฉพาะ ทั้งในด้านภูมิอากาศ ธรรมชาติ และจังหวะการใช้ชีวิตที่ผ่อนคลายมากกว่าความท้าทายของการออกแบบจึงอยู่ที่การสร้างสมดุลระหว่างความเปิดโล่งกับการปกป้องจากสภาพอากาศ ทั้งแสงแดด และลม รวมถึงการออกแบบให้เกิดความรู้สึกของการเข้าถึง (arrival experience) ควบคู่ไปกับความสะดวกสบายในการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน ขณะเดียวกัน ด้วยขนาดพื้นที่กว่า 20 ไร่ และจำนวนเพียง 96 ยูนิต ทำให้เราไม่ได้ถูกจำกัด ด้วยความหนาแน่น แต่สามารถออกแบบพื้นที่ได้อย่างมีความต่อเนื่อง โปร่งโล่ง และให้ความรู้สึกสบายอย่างเป็นธรรมชาติ การออกแบบจึงให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นการวางทิศทางอาคารเพื่อรับลม การเปิดรับแสงธรรมชาติอย่างเหมาะสมโดยลดความร้อนสะสม รวมถึงการสร้างพื้นที่รอยต่อระหว่างภายในและภายนอกที่มีร่มเงาและใช้งานได้จริง ในด้านการวางผัง เราให้ความสำคัญกับการออกแบบที่ยึดผู้ใช้งานเป็นศูนย์กลาง ทั้งในเรื่องของการสัญจรที่ชัดเจน การจัดสัดส่วนพื้นที่ที่เหมาะสม และการเชื่อมต่อพื้นที่ตั้งแต่จุดเข้าโครงการไปจนถึงพื้นที่อยู่อาศัยอย่างต่อเนื่องและเป็นธรรมชาติ เรามองว่าสถาปัตยกรรมที่ดีไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของความสวยงาม แต่ต้องสามารถรองรับการใช้งานได้จริง สะดวกสบาย และอยู่ได้ในระยะยาว
ด้านโจทย์ความท้าทายในการออกแบบพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่กว่า 60% หรือ “Bridging Oasis” บนพื้นที่โครงการ หทัย รจนาศรีไพโรจน์ ผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบ บริษัท พี แลนด์สเคป จำกัด กล่าวว่า โครงการดุสิต อจารา หัวหิน เน้นแนวคิดการสร้าง‘Bridging Oasis’ หรือโอเอซิสที่เชื่อมโยงธรรมชาติเข้ากับการอยู่อาศัยอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงพื้นที่สีเขียว แต่เป็นสภาพแวดล้อมที่ผู้คนสามารถใช้ชีวิตอยู่ภายในได้ ความท้าทายของการออกแบบในระดับนี้ ไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มพื้นที่สีเขียว แต่คือการทำให้พื้นที่นั้นมีความหมายและใช้งานได้จริงในระยะยาว โดยต้องคำนึงถึงทั้งบริบทของหัวหิน การเติบโตของธรรมชาติความยั่งยืน และการรองรับการใช้งานของผู้อยู่อาศัยในทุกช่วงวัย ภูมิทัศน์จึงถูกออกแบบให้เป็นส่วนหนึ่งของผังโครงการ ทำงานร่วมกับสถาปัตยกรรมในการกำหนดการสัญจร สร้างพื้นที่กลางแจ้งที่ร่มรื่น และช่วยปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับการอยู่อาศัย ทั้งในด้านอุณหภูมิและความสบายโดยรวม ในส่วนของพื้นที่ส่วนกลางซึ่งถือเป็นหัวใจของโครงการ ได้รับการออกแบบให้รองรับการใช้ชีวิตร่วมกันของทุกเจเนอเรชัน ตั้งแต่ Courtyard Area ที่เชื่อมโยงอาคารทั้งหมดเข้าด้วยกัน พื้นที่สนามหญ้าใต้ร่มไม้ใหญ่ พร้อม Mini Amphitheater สำหรับการทำกิจกรรม ไปจนถึง Jogging Track และ Covered Walkway ที่เชื่อมต่อทุกอาคารอย่างต่อเนื่อง รวมถึงพื้นที่สำหรับเด็กที่ออกแบบตามหลักพัฒนาการ และพื้นที่สำหรับสัตว์เลี้ยงที่รองรับการใช้ชีวิตร่วมกันอย่างเป็นธรรมชาติ ตลอดจนพื้นที่สระว่ายน้ำในรูปแบบ Loop Pool ที่ผสานฟังก์ชันหลากหลาย ทั้งเพื่อการออกกำลังกาย การพักผ่อน และการใช้เวลาร่วมกันของครอบครัวในทุกช่วงวัย รวมถึงผู้สูงอายุ และผู้ที่ต้องการกิจกรรมการเคลื่อนไหวเบาๆ หรือในระดับที่เหมาะสม

สมชัย อัครวิทยาภูมิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อาร์คิเทคทูรา จำกัด กล่าวว่า บริษัทได้ร่วมงานกับกลุ่มดุสิตมาอย่างต่อเนื่องหลายปี ซึ่งสิ่งสำคัญในการทำงานร่วมกันคือความสอดคล้องในแนวคิด โดย Arkitektura ให้ความสำคัญกับการออกแบบที่เรียบง่าย แต่แฝงด้วยรายละเอียดและความประณีต สะท้อนความงามแบบ Timeless ที่สามารถอยู่ได้ในระยะยาว
เอกลักษณ์ของแบรนด์คือการยกระดับสไตล์ Minimal ให้มีความชัดเจนและมีเอกลักษณ์ ผ่านการเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์และวัสดุคุณภาพสูง การจัดวางพื้นที่อย่างโปร่งโล่ง และการสร้างสมดุลระหว่างความทันสมัยกับความคลาสสิก ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของดุสิตในการสร้างประสบการณ์การอยู่อาศัยที่เหนือกาลเวลา สำหรับโครงการดุสิต อจารา หัวหินทุกยูนิตได้รับการออกแบบให้เป็น Fully Furnished Residences ที่พร้อมสำหรับการอยู่อาศัยตั้งแต่วันแรก โดยมีการคัดสรรองค์ประกอบทุกส่วนอย่างพิถีพิถัน ตั้งแต่เฟอร์นิเจอร์ วัสดุ ไปจนถึงรายละเอียดของการใช้งาน เพื่อให้ทุกอย่างมีความต่อเนื่องและสอดคล้องกันในทุกมิติ
รวมทั้งได้ร่วมมือกับแบรนด์ Caracole ซึ่งเป็นแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ระดับลักชัวรีจากสหรัฐอเมริกา ช่วยเติมเต็มแนวคิดนี้ได้อย่างสมบูรณ์ ด้วยดีไซน์ที่เน้นความเรียบหรูแบบ ‘Relaxed Luxury’ ที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลายผ่านการออกแบบที่เรียบง่ายและประณีตผสานความคลาสสิกและความร่วมสมัย ผ่านงานฝีมือที่ประณีตและรายละเอียดที่ใส่ใจในทุกองค์ประกอบ ทั้งหมดนี้ช่วยลดความซับซ้อนให้กับผู้ซื้อ และสร้างประสบการณ์การอยู่อาศัยที่สมบูรณ์ พร้อมให้เริ่มต้นการใช้ชีวิตได้ทันที โดยยังคงรักษามาตรฐานคุณภาพและความสอดคล้องในภาพรวมของโครงการได้อย่างครบถ้วน นอกจากนี้ การออกแบบยังคำนึงถึงการใช้งานจริงในระยะยาว เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบาย และรู้สึกถึงความลงตัวของพื้นที่ในทุกวัน ทุกองค์ประกอบจึงถูกออกแบบให้พร้อม เพื่อให้ทุกช่วงเวลาของการอยู่อาศัยสามารถเริ่มต้นได้ทันที





