- ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ เผยข้อมูลสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยปี 2568 มีการโอนกรรมสิทธิ์ทั่วประเทศจำนวน 316,214 ยูนิต ลดลงจาก 347,799 ยูนิตในปี 2567 บ้านมือสองมีการโอนกรรมสิทธิ์จำนวน 203,649 ยูนิตแซงหน้าบ้านใหม่
- ไตรมาส 4 มียอดโอนกรรมสิทธิ์จำนวน 89,198 ยูนิต เพิ่มขึ้น 4,801 ยูนิตจาก 84,397 ยูนิตในไตรมาส 3 คาดปี 2569 ตลาดที่อยู่อาศัยอยู่ในภาวะทรงตัวใกล้เคียงกับปี 2568
- ปี 2568 ชาวต่างชาติโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด 14,899 ยูนิต เพิ่มขึ้น 2% จากปีก่อนหน้า ขณะที่มูลค่าการโอนอยู่ที่ 60,921 ล้านบาท ลดลง -10.7% ชาวจีนครองตำแหน่งผู้ซื้อหลักมียอดโอนกรรมสิทธิ์ 4,940 ยูนิต ลดลง -12.9% จากปีก่อน

ณรงค์พล ประภานิรินธน์ รองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มงานการตลาด รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เปิดเผยว่า ภาพรวมการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศปี 2568 มีจำนวน 316,214 ยูนิต ลดลงจาก 347,799 ยูนิตในปี 2567 มูลค่ารวม 864,913 ล้านบาท ลดลงจาก 980,648 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นบ้านสร้างใหม่ 112,565 ยูนิต ลดลง -13.9% มูลค่า 452,565 ล้านบาท ลดลง -14.7% ขณะที่บ้านมือสองมีจำนวน 203,649 ยูนิตลดลง -6.2% มูลค่า 412,348 ล้านบาท ส่งผลให้สัดส่วนตลาดบ้านมือสองเพิ่มขึ้นเป็น 64% ของจำนวนการโอนทั้งหมด และแสดงให้เห็นว่าตลาดบ้านมือสองมีบทบาทเพิ่มขึ้นในเชิงโครงสร้างภายใต้ภาวะกำลังซื้อที่ยังเปราะบาง
ขณะที่ภาพรวมตลาดอสังหาฯในไตรมาส 4 เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวต่อเนื่องจาก 2 ไตรมาสที่ผ่านมา โดยอุปสงค์ขยายตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาส 3 จากแรงสนับสนุนของมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนอง และการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ที่ช่วยกระตุ้นการตัดสินใจซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง ส่งผลให้จำนวนการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศในไตรมาส 4 เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 3 ทั้งจำนวนหน่วยและมูลค่า
โดยมีจำนวนหน่วยโอนกรรมสิทธิ์ทั่วประเทศอยู่ที่ 89,198 ยูนิต เพิ่มขึ้น 4,801 ยูนิตคิดเป็น 5.7% จาก 84,397 ยูนิตในไตรมาส 3 มูลค่าการโอนอยู่ที่ 247,145 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20,979 ล้านบาทจาก 226,166 ล้านบาท แบ่งเป็นอยู่อาศัยแนวราบจำนวน 60,086 ยูนิต มูลค่า 174,469 ล้านบาท และอาคารชุด 29,112 ยูนิต มูลค่า 72,677 ล้านบาท แบ่งเป็นบ้านสร้างใหม่มีการโอนกรรมสิทธิ์จำนวน 33,606 ยูนิต คิดเป็นสัดส่วน 38% ของจำนวนการโอนกรรมสิทธิ์ทั้งหมด ลดลงจาก 39% ขณะที่บ้านมือสองมีจำนวน 55,592 ยูนิต คิดเป็น 62% แต่ในส่วนของมูลค่าบ้านมือสองยังคงมีมูลค่าการโอนที่ต่ำกว่า
สำหรับ10 จังหวัดแรกที่มีมูลค่าการโอนสูงสุดในไตรมาส 4 ประกอบด้วย กรุงเทพฯ ชลบุรี สมุทรปราการ นนทบุรี ปทุมธานี ภูเก็ต เชียงใหม่ ระยอง ขอนแก่น และนครราชสีมา ส่วนจังหวัดที่มีการขยายตัวของการโอนเพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนทั้งจำนวนหน่วย และมูลค่า ได้แก่ ขอนแก่น และระยอง แต่หากพิจารณา 10 จังหวัดที่มีมูลค่าโอนสูงสุดในปี 2568 ประกอบด้วย กรุงเทพฯ ชลบุรี สมุทรปราการ นนทบุรี ปทุมธานี ภูเก็ต เชียงใหม่ ระยอง นครราชสีมา และขอนแก่น

ส่วนการซื้อห้องชุดของชาวต่างชาติปี 2568 มีการโอนกรรมสิทธิ์รวมทั้งสิ้น 14,899 ยูนิต เพิ่มขึ้น 2.2% จากปีก่อนหน้า ขณะที่มูลค่าการโอนอยู่ที่ 60,921 ล้านบาท ลดลง -10.7% โดยสัดส่วนการโอนของชาวต่างชาติคิดเป็น 14.7% ของจำนวนหน่วยโอนอาคารชุดทั้งหมดทั่วประเทศ โดยกลุ่มผู้ซื้อหลักยังคงเป็นชาวจีน แต่จำนวนหน่วยและมูลค่าจะปรับลดลง มีโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดจำนวน 4,940 ยูนิต ลดลง -12.9% จากปีก่อน และมีมูลค่า 18,585 ล้านบาท ลดลง -30.0%

อย่างไรก็ตาม ชาวจีนยังคงครองสัดส่วนสูงสุดที่ 33% ของจำนวนหน่วย และ 31% ของมูลค่าการโอนทั้งหมด ขณะที่กลุ่มประเทศที่มีการขยายตัวเด่น ได้แก่ รัสเซีย และไต้หวัน ซึ่งมีอัตราการเติบโตทั้งในด้านจำนวนหน่วยและมูลค่า สะท้อนการกระจายตัวของดีมานด์ต่างชาติไปยังกลุ่มประเทศใหม่มากขึ้น โดยมีทั้งกลุ่มที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง กลุ่มพำนักอาศัยระยะยาว และกลุ่มลงทุนเพื่อปล่อยเช่า ซึ่งจะทำให้ตลาดคอนโดฯมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ในจำนวนนี้เป็นการโอนกรรมสิทธิ์ในไตรมาส 4 จำนวน 3,888 ยูนิต เพิ่มขึ้น 1.1% จากไตรมาส 3 และเพิ่มขึ้น 9.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่มูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ขยายตัวเพียงเล็กน้อยเมื่อเทียบปีต่อปี สะท้อนแนวโน้ม “ราคาต่อหน่วยเฉลี่ยปรับลดลง” โดยเฉพาะการซื้อในระดับราคาปานกลาง
สำหรับแนวโน้มสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยปี 2569 ยังอยู่ในภาวะทรงตัว โดยในกรณีฐานคาดว่าจะมีการโอนกรรมสิทธิ์ทั่วประเทศจำนวน 314,593 ยูนิต ลดลง -0.5% เมื่อเทียบกับปี 2568 ซึ่งมีจำนวน 316,214 ยูนิต ส่วนมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์จะอยู่ที่ 858,453 ล้านบาท ลดลง – 0.7% จากปี 2568 ที่มีมูลค่า 864,913 ล้านบาท ส่วนสินเชื่อที่อยู่อาศัยบุคคลปล่อยใหม่ทั่วประเทศจะมีมูลค่าประมาณ 539,062 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปี 2568 ซึ่งมีมูลค่า 539,065 ล้านบาท





