พฤกษาปรับโมเดลธุรกิจเจาะ Recurring Income ลดพอร์ตบ้าน-คอนโดฯราคาต่ำกว่า3ล้านเหลือ25%

กลุ่มธุรกิจพฤกษา โฮลดิ้งกำลังอยู่ในช่วงปรับเปลี่ยนโครงสร้างพอร์ตโฟลิโอครั้งสำคัญ จากกลยุทธ์ Portfolio Reshaping สู่ระยะเปลี่ยนผ่าน (Transition Phase) ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 ปี โดยมุ่งเน้นกลยุทธ์การปรับโครงสร้างพอร์ตโฟลิโอเพื่อสร้างความแข็งแกร่งและยั่งยืนในระยะยาว หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงนี้คือการลดสัดส่วนอสังหาริมทรัพย์ในเซกเมนต์ราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท ที่มีความอ่อนไหวต่อกำลังซื้อและการขอสินเชื่อ แล้วหันไปขยายฐานสู่เซกเมนต์ระดับกลางถึงบน (Middle to Premium) มากขึ้น

นอกจากนี้บริษัทยังสร้างความแตกต่างด้วยการบูรณาการธุรกิจสุขภาพจากโรงพยาบาลวิมุตเข้ากับที่อยู่อาศัย โดยนำเสนอบริการทางการแพทย์และโปรแกรมดูแลสุขภาพเชิงป้องกันให้แก่ลูกบ้านโดยเฉพาะ ขณะเดียวกันยังมุ่งขยายฐานรายได้ประจำผ่านธุรกิจคลังสินค้าอัจฉริยะและการนำที่ดินสะสมมาพัฒนาเป็นอสังหาฯให้เช่า เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาการขายที่อยู่อาศัยเพียงอย่างเดียว

ปัทมา  ปิยะมณีพร รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัทพฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา บริษัทมีการกระจายการลงทุนไปในธุรกิจที่หลากหลายนอกเหนือการการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายเพียงอย่างเดียว ทำให้ในช่วงระยะเปลี่ยนผ่าน เริ่มตั้งแต่กลางปีที่แล้วจนถึงปี 2569 ผลการดำเนินงานในส่วนของกำไรสุทธิ (Bottom Line) อาจยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงในทางที่สูงมากนัก หรือเป็นการเปลี่ยนแปลงเพียงชั่วคราวเพื่อให้ภาพรวมชัดเจนขึ้น ขณะที่การรับรู้ผลขาดทุนครั้งเดียว (One-time Loss) บริษัทมีการบันทึกผลขาดทุนทางบัญชีครั้งเดียวจำนวน 787 ล้านบาทจากโครงการที่ไปลงทุน เพื่อเป็นการบริหารความเสี่ยงเชิงรุกและเคลียร์งบดุล (Balance Sheet) ให้ดีขึ้น โดยไม่กระทบต่อกระแสเงินสดหรือการดำเนินงานหลัก

รวมทั้งยังได้มีการปรับโครงสร้างพอร์ตอสังหาริมทรัพย์ ลดสัดส่วนการลงทุนกลุ่มสินค้าที่อยู่อาศัยราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทจากเดิม 35% เหลือ 30% ในปัจจุบัน และตั้งเป้าลดเหลือ 25% ในปี 2569 เนื่องจากกลุ่มนี้มีความอ่อนไหวต่อการขอสินเชื่อและกำลังซื้อ โดยหันไปเน้นกลุ่มสินค้าระดับกลางถึงบน (Mid to Premium)แทน โดยโครงการที่เปิดใหม่ในปีที่ผ่านมาประมาณ 45% เป็นกลุ่มระดับกลางถึงบน และเน้นกาลงทุนในทำเลที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ (Strategic Location) รวมถึงใช้ “Champion Brand” ที่บริษัทมีความชำนาญผ่านแบรนด์พาทิโอหรือภัสสร เป็นต้น

ขณะเดียวกันได้มีการขายทรัพย์สินที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก (Divestment) ด้วยการขายที่ดินประมาณ 12 แปลงที่ไม่อยู่ในแผนธุรกิจหรือไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายออกไป เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับพอร์ต รวมถึงลดภาระผูกพันในการลงทุนต่างประเทศลงประมาณ 3,000 ล้านบาทเพื่อลดความเสี่ยง รวมทั้งยังได้นำที่ดินเก่ากลับมาพัฒนาใหม่ โดยประมาณ 1 ใน 4 ของมูลค่าโครงการที่เปิดตัวในปีที่ผ่านมา เกิดจากการนำที่ดินเดิมที่มีอยู่ (Land Bank) กลับมาพัฒนาใหม่ และมีการซื้อที่ดินแปลงใหม่เพิ่ม 3 แปลง

นอกจากนี้ยังได้เพิ่มสัดส่วนรายได้ประจำ (Recurring Income)โดยบริษัทตั้งเป้าวเพิ่มสัดส่วนรายได้ประจำขึ้นมาอยู่ที่ 10% ของรายได้รวมภายใน 3 ปีข้างหน้าจากการลงทุนใน“โอเมก้า บางนา โลจิสติกส์ แคมปัส” ซึ่งเป็นคลังสินค้าอัจฉริยะบนพื้นที่กว่า 217,000 ตารางเมตร ที่ถือเป็นหนึ่งในคลังสินค้าขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อรองรับศักยภาพด้านโลจิสติกส์ การกระจายสินค้า โดยเป็นการร่วมทุนกับ CapitaLand และมี ALTเป็นผู้บริหารจัดการพื้นที่ ในช่วงไตรมาส3ปีนี้จะมีการส่งมอบ 2 ตึกแรกของโครงการ และเริ่มรับรู้รายได้เข้ามาทันที คาดการณ์ว่าภายในสิ้นปีนี้คาดว่าจะมียอดจองพื้นที่กว่า 60%  โดยได้รับความเชื่อมั่นจากพันธมิตรรายใหญ่ในกลุ่มโลจิสติกส์และอีคอมเมิร์ช

และการลงทุนในธุรกิจโรงพยาบาลวิมุต (Viimut) ที่ปีนี้ได้ก้าวเข้าสู่ปีที่ 5 โดยธุรกิจโรงพยาบาลวิมุตได้ถูกวางตำแหน่งให้เป็น “New Profit Engine” หรือเครื่องยนต์สร้างกำไรตัวใหม่ของกลุ่มพฤกษาโฮลดิ้ง ผ่านกลยุทธ์หลักการขยายฐานลูกค้าใหม่ๆทั้งกลุ่มผู้ป่วยที่ใช้สิทธิประกันและกลุ่มลูกค้าต่างชาติ รวมถึงความเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้วยการการเปิด “ศูนย์ความชำนาญเฉพาะทาง” ซึ่งปัจจุบันมี 3 ศูนย์ และมีแผนเปิดเพิ่มอีก เพื่อช่วยผลักดันรายได้ให้เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดยศูนย์เหล่านี้ทำรายได้เป็นสัดส่วนถึง 15% ของรายได้วิมุตในปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ยังได้จัดโมเดลการขายบ้านพ่วงบริการสุขภาพ “Healthcare Service Package” และบริการ Family Doctor (หมอประจำบ้าน)ช่วยดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและแนะนำการใช้ชีวิตให้ลูกบ้าน ซึ่งเป็นบริการพิเศษที่สร้างความแตกต่างให้กับโครงการ โดยเฉพาะในโครงการระดับบน เช่น The Reserve และ The Palm โดยจัดโมเดลสมาชิก(Subscription) เพื่อนำลูกบ้านเข้าสู่ระบบดูแลสุขภาพของวิมุตผ่านแพ็กเกจต่างๆ จะช่วยให้โรงพยาบาลมีรายได้ที่สม่ำเสมอ โดยปีนี้ตั้งเป้ารายได้ของธุรกิจโรงพยาบาลวิมุตไว้ที่ 2,600 ล้านบาท หรือเติบโตขึ้นประมาณ 16% และมีการลงทุนเพิ่มอีก 2,900 ล้านบาท เพื่อซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์และพัฒนาโครงการใหม่ๆ ภายใต้แผนของวิมุต เพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว

ล่าสุดได้มีการขยายการลงทุนสู่ธุรกิจก่อสร้าง B2C  ที่มุ่งเน้นการขยายฐานรายได้จากการให้บริการรับสร้างบ้านให้กับลูกค้าทั่วไป โดยทีมช่างก่อสร้างมืออาชีพและใช้กำลังการผลิตของโรงงานพรีคาสท์ (Precast) ของบริษัทที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งช่วยให้รอบการก่อสร้างรวดเร็ว โดยสามารถสร้างเสร็จและเปลี่ยนเป็นกระแสเงินสดได้ภายในเวลาเพียง 3-4 เดือน ปัจจุบันมียอดขายอยู่ที่ประมาณ 480 ล้านบาท และมีโครงการที่อยู่ระหว่างการเจรจาหรือรอรับรู้รายได้(Pipeline) อีกประมาณ 460 ล้านบาท

ปี’69 ตั้งเป้ารายได้รวม 18,800 ล้านบาทภายใต้3 แกนหลัก  “Asset-Optimized · Capital-Efficient · Well Living-Focused”

ส่วนแผนการเติบโตในอนาคต บริษัทจะรักษาสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง โดยมีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Net Gearing Ratio) อยู่ที่ 0.28 เท่า ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับต่ำ โดยปีนี้ตั้งเป้าหมายรายได้รวมของกลุ่มที่ 18,800 ล้านบาท มาจากธุรกิจอสังหาฯ 15,000 ล้านบาท เติบโต 30% และธุรกิจโรงพยาบาลวิมุต 2,600 ล้านบาท เติบโต 16% มุ่งเน้นการพัฒนาต่อเนื่องภายใต้ 3 แกนหลัก  “Asset-Optimized · Capital-Efficient · Well Living-Focused” คือ

  • -Asset-Optimized, Recurring-Built เดินหน้ากลยุทธ์เชิงรุกเพื่อเพิ่มสัดส่วนรายได้ประจำ (Recurring Income) ผ่านการบริหารจัดการพอร์ตที่ดินมูลค่ากว่า 12,800 ล้านบาท เปลี่ยนสินทรัพย์ให้เป็นรายได้ผ่านการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยและการสร้างรายได้จากการเช่ารูปแบบใหม่ ๆ อาทิ กลุ่มเฮลท์แคร์, อะพาร์ตเมนต์, ไฮบริด เรสซิเด้นท์ และคลังสินค้า พร้อมกันนี้ได้วางโรดแมปเร่งสปีดการพัฒนาและการโอนกรรมสิทธิ์ โดยตั้งเป้าปิดการขายโครงการรวม 22 โครงการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการต้นทุนและลดภาระในการดูแลสินค้าคงคลังอย่างเป็นระบบ ขณะเดียวกันได้นำที่ดินจากพอรต์ที่มีอยู่มาพัฒนาโครงการ และเพิ่มสัดส่วนบ้านในเซ็กเมนต์กลางถึงบน เพื่อสร้างกระแสเงินสดหมุนเวียน สำหรับรองรับการขยายตัวของธุรกิจในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • Capital-Efficient, Growth-Enabled ให้ความสำคัญกับสภาพคล่องและกระแสเงินสดเป็นอันดับหนึ่ง เร่งชำระหนี้โดยลดสัดส่วนหนี้สุทธิต่อทุน (Gearing Ratio) ให้ต่ำกว่า 3 เท่า ภายในสิ้นปี 2569 ควบคู่กับการขยายวงเงินสินเชื่อและจัดหาเงินทุนโครงการในต้นทุนที่ต่ำลง เพื่อเพิ่มสภาพคล่องและลดต้นทุนทางการเงินให้ต่ำกว่า 3.5% ด้วยการเร่งการรับรู้รายได้จากการโอนบ้านพร้อมอยู่และคอนโดมิเนียมให้เร็วขึ้น 3-6 เดือน และเพิ่มรายได้จากช่องทางอื่น ๆ เพื่อสร้างกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน (Operating Cashflow) และเสริมฐานะทางการเงินให้แข็งแกร่งรองรับการเติบโตในระยะถัดไป
  • Well Living-Focused, Brand-Strengthened” บริษัทฯ เดินหน้าพัฒนาโครงการใหม่ในกลุ่ม Mid-to-Upper Segment เพิ่มขึ้น ควบคู่กับการผสานแนวคิดสุขภาพเข้าสู่ที่อยู่อาศัยอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการเปิดตัวบริการ Family Doctor ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์นำโมเดล “แพทย์ประจำครอบครัว” มาบูรณาการเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การอยู่อาศัย

ธีระ ทองวิไล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมาเป็นปีแห่งการปรับโครงสร้างพอร์ตโฟลิโอของบริษัท ได้เปิดโครงการใหม่ 14 โครงการ มูลค่า 13,300 ล้านบาท โดย 45% ของโครงการใหม่จะอยู่ในกลุ่มพรีเมียมราคามากกว่า 7 ล้านบาท และระดับกลางราคา 3-5 ล้านบาทคิดเป็น 42% สวนอีก 13% เป็นกลุ่มราคาระดับต่ำกว่า 3 ล้านบาท เพื่อเพิ่มโครงการที่เป็นที่ต้องการของตลาดและระบายโครงการที่ขายช้าออกไปอย่างต่อเนื่อง  

แม้ตลาดที่อยู่อาศัยในภาพรวมยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อและการแข่งขันด้านราคาโดยเฉพาะกลุ่มบ้านเดี่ยวระดับกลางถึงล่าง แต่กลุ่มพฤกษาฯยังสามารถบริหารต้นทุนผ่านกลยุทธ์การแบ่งโซน การปิดโครงการเก่า ปรับการออกแบบและต้นทุนผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับราคาและความต้องการในแต่ละโซน รวมทั้งการเร่งโอนคอนโดมิเนียมในช่วงปลายปี ส่งผลให้อัตรากำไรปรับตัวดีขึ้น โดยมียอดขาย11,050 ล้านบาท และยอดโอน 11,500 ล้านบาท และมีสินค้าพร้อมขายมูลค่ารวมกว่า 66,400 ล้านบาท

สำหรับแผนการลงทุนในปี 2569 กลุ่มพฤกษา เรียลเอสเตท มีกลยุทธ์ที่จะเร่งระบายสต๊อกพร้อมอยู่ ควบคุมต้นทุนต่อเนื่อง บริหารกระแสเงินสดให้แข็งแกร่ง พร้อมเร่งยอดขายผ่านช่องทางออนไลน์และฐานลูกค้าเดิมที่มีความเชื่อมั่นในแบรนด์ ของพฤกษาฯ โดยเน้นไปที่กลุ่มต่างชาติทั้งจีน พม่า และไต้หวัน เพิ่มการแข่งขันผ่านกลยุทธ์ด้านราคา รวมไปถึงการออกแคมเปญโปรโมชัน และแคมเปญเพื่อสนับสนุนด้านการเงินแก่ลูกค้า ทั้งโปรแกรมพฤกษา พาส  ที่ให้ลูกค้าทำสัญญา “ผ่อนตรงกับโครงการ” สูงสุด 1 ปี และสามารถเข้าอยู่อาศัยได้ทันที และยังมีแผนออกโปรแกรมอื่นๆ เพื่อช่วยลูกค้าที่อยากมีที่อยู่อาศัย แต่ติดปัญหาด้านสินเชื่อเพิ่มเติมอีกด้วย

ด้านแผนการเปิดโครงการใหม่ในปี 2569 มีจำนวน 7 โครงการ ตั้งอยู่ใน Strategic Location มูลค่ารวม 8,200 ล้านบาท แบ่งเป็นบ้านแนวราบ 3โครงการ อาคารพาณิชย์ 1โครงงการ และคอนโดฯ 2โครงการ โดยมีโครงการไฮไลต์ ได้แก่ เดอะ รีเซิร์ฟ  วิลล่า สุขุมวิท 89/1 ซึ่งเป็นโครงการลักชัวรีระดับราคา 50 ล้านบาทขึ้นไป, เดอะ ปาล์ม คอร์ทยาร์ด บางนา กม.8 แบบบ้านดีไซน์ใหม่ที่นำ “คอร์ทยาร์ด” มาเชื่อมพื้นที่ภายในบ้านกับธรรมชาติ, เดอะ ปาล์ม วิภาวดี 64  บ้านเดี่ยวและบ้านแฝด 3 ชั้นสไตล์ Modern Tropical จำนวน 19 ยูนิต นอกจากนี้ยังมีแผนเปิดตัวคอนโดสำหรับ Pet Parent แห่งแรกของพฤกษาที่แชปเตอร์ วัน รัชดา 19 ด้วยและโคครงงการแปชเตอร์ วัน ท่าพระ Interchange โดยเน้นทำเลใกล้รถไฟฟ้าและไลฟ์สไตล์คนเมือง

tag :
AP EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC sansiri SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวบ้าน ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง