กลุ่มธุรกิจพฤกษา โฮลดิ้งกำลังอยู่ในช่วงปรับเปลี่ยนโครงสร้างพอร์ตโฟลิโอครั้งสำคัญ จากกลยุทธ์ Portfolio Reshaping สู่ระยะเปลี่ยนผ่าน (Transition Phase) ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 ปี โดยมุ่งเน้นกลยุทธ์การปรับโครงสร้างพอร์ตโฟลิโอเพื่อสร้างความแข็งแกร่งและยั่งยืนในระยะยาว หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงนี้คือการลดสัดส่วนอสังหาริมทรัพย์ในเซกเมนต์ราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท ที่มีความอ่อนไหวต่อกำลังซื้อและการขอสินเชื่อ แล้วหันไปขยายฐานสู่เซกเมนต์ระดับกลางถึงบน (Middle to Premium) มากขึ้น
นอกจากนี้บริษัทยังสร้างความแตกต่างด้วยการบูรณาการธุรกิจสุขภาพจากโรงพยาบาลวิมุตเข้ากับที่อยู่อาศัย โดยนำเสนอบริการทางการแพทย์และโปรแกรมดูแลสุขภาพเชิงป้องกันให้แก่ลูกบ้านโดยเฉพาะ ขณะเดียวกันยังมุ่งขยายฐานรายได้ประจำผ่านธุรกิจคลังสินค้าอัจฉริยะและการนำที่ดินสะสมมาพัฒนาเป็นอสังหาฯให้เช่า เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาการขายที่อยู่อาศัยเพียงอย่างเดียว

ปัทมา ปิยะมณีพร รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัทพฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา บริษัทมีการกระจายการลงทุนไปในธุรกิจที่หลากหลายนอกเหนือการการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายเพียงอย่างเดียว ทำให้ในช่วงระยะเปลี่ยนผ่าน เริ่มตั้งแต่กลางปีที่แล้วจนถึงปี 2569 ผลการดำเนินงานในส่วนของกำไรสุทธิ (Bottom Line) อาจยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงในทางที่สูงมากนัก หรือเป็นการเปลี่ยนแปลงเพียงชั่วคราวเพื่อให้ภาพรวมชัดเจนขึ้น ขณะที่การรับรู้ผลขาดทุนครั้งเดียว (One-time Loss) บริษัทมีการบันทึกผลขาดทุนทางบัญชีครั้งเดียวจำนวน 787 ล้านบาทจากโครงการที่ไปลงทุน เพื่อเป็นการบริหารความเสี่ยงเชิงรุกและเคลียร์งบดุล (Balance Sheet) ให้ดีขึ้น โดยไม่กระทบต่อกระแสเงินสดหรือการดำเนินงานหลัก
รวมทั้งยังได้มีการปรับโครงสร้างพอร์ตอสังหาริมทรัพย์ ลดสัดส่วนการลงทุนกลุ่มสินค้าที่อยู่อาศัยราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทจากเดิม 35% เหลือ 30% ในปัจจุบัน และตั้งเป้าลดเหลือ 25% ในปี 2569 เนื่องจากกลุ่มนี้มีความอ่อนไหวต่อการขอสินเชื่อและกำลังซื้อ โดยหันไปเน้นกลุ่มสินค้าระดับกลางถึงบน (Mid to Premium)แทน โดยโครงการที่เปิดใหม่ในปีที่ผ่านมาประมาณ 45% เป็นกลุ่มระดับกลางถึงบน และเน้นกาลงทุนในทำเลที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ (Strategic Location) รวมถึงใช้ “Champion Brand” ที่บริษัทมีความชำนาญผ่านแบรนด์พาทิโอหรือภัสสร เป็นต้น
ขณะเดียวกันได้มีการขายทรัพย์สินที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก (Divestment) ด้วยการขายที่ดินประมาณ 12 แปลงที่ไม่อยู่ในแผนธุรกิจหรือไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายออกไป เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับพอร์ต รวมถึงลดภาระผูกพันในการลงทุนต่างประเทศลงประมาณ 3,000 ล้านบาทเพื่อลดความเสี่ยง รวมทั้งยังได้นำที่ดินเก่ากลับมาพัฒนาใหม่ โดยประมาณ 1 ใน 4 ของมูลค่าโครงการที่เปิดตัวในปีที่ผ่านมา เกิดจากการนำที่ดินเดิมที่มีอยู่ (Land Bank) กลับมาพัฒนาใหม่ และมีการซื้อที่ดินแปลงใหม่เพิ่ม 3 แปลง
นอกจากนี้ยังได้เพิ่มสัดส่วนรายได้ประจำ (Recurring Income)โดยบริษัทตั้งเป้าวเพิ่มสัดส่วนรายได้ประจำขึ้นมาอยู่ที่ 10% ของรายได้รวมภายใน 3 ปีข้างหน้าจากการลงทุนใน“โอเมก้า บางนา โลจิสติกส์ แคมปัส” ซึ่งเป็นคลังสินค้าอัจฉริยะบนพื้นที่กว่า 217,000 ตารางเมตร ที่ถือเป็นหนึ่งในคลังสินค้าขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อรองรับศักยภาพด้านโลจิสติกส์ การกระจายสินค้า โดยเป็นการร่วมทุนกับ CapitaLand และมี ALTเป็นผู้บริหารจัดการพื้นที่ ในช่วงไตรมาส3ปีนี้จะมีการส่งมอบ 2 ตึกแรกของโครงการ และเริ่มรับรู้รายได้เข้ามาทันที คาดการณ์ว่าภายในสิ้นปีนี้คาดว่าจะมียอดจองพื้นที่กว่า 60% โดยได้รับความเชื่อมั่นจากพันธมิตรรายใหญ่ในกลุ่มโลจิสติกส์และอีคอมเมิร์ช
และการลงทุนในธุรกิจโรงพยาบาลวิมุต (Viimut) ที่ปีนี้ได้ก้าวเข้าสู่ปีที่ 5 โดยธุรกิจโรงพยาบาลวิมุตได้ถูกวางตำแหน่งให้เป็น “New Profit Engine” หรือเครื่องยนต์สร้างกำไรตัวใหม่ของกลุ่มพฤกษาโฮลดิ้ง ผ่านกลยุทธ์หลักการขยายฐานลูกค้าใหม่ๆทั้งกลุ่มผู้ป่วยที่ใช้สิทธิประกันและกลุ่มลูกค้าต่างชาติ รวมถึงความเชี่ยวชาญเฉพาะทางด้วยการการเปิด “ศูนย์ความชำนาญเฉพาะทาง” ซึ่งปัจจุบันมี 3 ศูนย์ และมีแผนเปิดเพิ่มอีก เพื่อช่วยผลักดันรายได้ให้เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดยศูนย์เหล่านี้ทำรายได้เป็นสัดส่วนถึง 15% ของรายได้วิมุตในปีที่ผ่านมา
นอกจากนี้ยังได้จัดโมเดลการขายบ้านพ่วงบริการสุขภาพ “Healthcare Service Package” และบริการ Family Doctor (หมอประจำบ้าน)ช่วยดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและแนะนำการใช้ชีวิตให้ลูกบ้าน ซึ่งเป็นบริการพิเศษที่สร้างความแตกต่างให้กับโครงการ โดยเฉพาะในโครงการระดับบน เช่น The Reserve และ The Palm โดยจัดโมเดลสมาชิก(Subscription) เพื่อนำลูกบ้านเข้าสู่ระบบดูแลสุขภาพของวิมุตผ่านแพ็กเกจต่างๆ จะช่วยให้โรงพยาบาลมีรายได้ที่สม่ำเสมอ โดยปีนี้ตั้งเป้ารายได้ของธุรกิจโรงพยาบาลวิมุตไว้ที่ 2,600 ล้านบาท หรือเติบโตขึ้นประมาณ 16% และมีการลงทุนเพิ่มอีก 2,900 ล้านบาท เพื่อซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์และพัฒนาโครงการใหม่ๆ ภายใต้แผนของวิมุต เพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว
ล่าสุดได้มีการขยายการลงทุนสู่ธุรกิจก่อสร้าง B2C ที่มุ่งเน้นการขยายฐานรายได้จากการให้บริการรับสร้างบ้านให้กับลูกค้าทั่วไป โดยทีมช่างก่อสร้างมืออาชีพและใช้กำลังการผลิตของโรงงานพรีคาสท์ (Precast) ของบริษัทที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งช่วยให้รอบการก่อสร้างรวดเร็ว โดยสามารถสร้างเสร็จและเปลี่ยนเป็นกระแสเงินสดได้ภายในเวลาเพียง 3-4 เดือน ปัจจุบันมียอดขายอยู่ที่ประมาณ 480 ล้านบาท และมีโครงการที่อยู่ระหว่างการเจรจาหรือรอรับรู้รายได้(Pipeline) อีกประมาณ 460 ล้านบาท
ปี’69 ตั้งเป้ารายได้รวม 18,800 ล้านบาทภายใต้3 แกนหลัก “Asset-Optimized · Capital-Efficient · Well Living-Focused”
ส่วนแผนการเติบโตในอนาคต บริษัทจะรักษาสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง โดยมีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Net Gearing Ratio) อยู่ที่ 0.28 เท่า ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับต่ำ โดยปีนี้ตั้งเป้าหมายรายได้รวมของกลุ่มที่ 18,800 ล้านบาท มาจากธุรกิจอสังหาฯ 15,000 ล้านบาท เติบโต 30% และธุรกิจโรงพยาบาลวิมุต 2,600 ล้านบาท เติบโต 16% มุ่งเน้นการพัฒนาต่อเนื่องภายใต้ 3 แกนหลัก “Asset-Optimized · Capital-Efficient · Well Living-Focused” คือ
- -Asset-Optimized, Recurring-Built เดินหน้ากลยุทธ์เชิงรุกเพื่อเพิ่มสัดส่วนรายได้ประจำ (Recurring Income) ผ่านการบริหารจัดการพอร์ตที่ดินมูลค่ากว่า 12,800 ล้านบาท เปลี่ยนสินทรัพย์ให้เป็นรายได้ผ่านการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยและการสร้างรายได้จากการเช่ารูปแบบใหม่ ๆ อาทิ กลุ่มเฮลท์แคร์, อะพาร์ตเมนต์, ไฮบริด เรสซิเด้นท์ และคลังสินค้า พร้อมกันนี้ได้วางโรดแมปเร่งสปีดการพัฒนาและการโอนกรรมสิทธิ์ โดยตั้งเป้าปิดการขายโครงการรวม 22 โครงการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการต้นทุนและลดภาระในการดูแลสินค้าคงคลังอย่างเป็นระบบ ขณะเดียวกันได้นำที่ดินจากพอรต์ที่มีอยู่มาพัฒนาโครงการ และเพิ่มสัดส่วนบ้านในเซ็กเมนต์กลางถึงบน เพื่อสร้างกระแสเงินสดหมุนเวียน สำหรับรองรับการขยายตัวของธุรกิจในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

- Capital-Efficient, Growth-Enabled ให้ความสำคัญกับสภาพคล่องและกระแสเงินสดเป็นอันดับหนึ่ง เร่งชำระหนี้โดยลดสัดส่วนหนี้สุทธิต่อทุน (Gearing Ratio) ให้ต่ำกว่า 3 เท่า ภายในสิ้นปี 2569 ควบคู่กับการขยายวงเงินสินเชื่อและจัดหาเงินทุนโครงการในต้นทุนที่ต่ำลง เพื่อเพิ่มสภาพคล่องและลดต้นทุนทางการเงินให้ต่ำกว่า 3.5% ด้วยการเร่งการรับรู้รายได้จากการโอนบ้านพร้อมอยู่และคอนโดมิเนียมให้เร็วขึ้น 3-6 เดือน และเพิ่มรายได้จากช่องทางอื่น ๆ เพื่อสร้างกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน (Operating Cashflow) และเสริมฐานะทางการเงินให้แข็งแกร่งรองรับการเติบโตในระยะถัดไป
- Well Living-Focused, Brand-Strengthened” บริษัทฯ เดินหน้าพัฒนาโครงการใหม่ในกลุ่ม Mid-to-Upper Segment เพิ่มขึ้น ควบคู่กับการผสานแนวคิดสุขภาพเข้าสู่ที่อยู่อาศัยอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการเปิดตัวบริการ Family Doctor ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์นำโมเดล “แพทย์ประจำครอบครัว” มาบูรณาการเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การอยู่อาศัย

ธีระ ทองวิไล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมาเป็นปีแห่งการปรับโครงสร้างพอร์ตโฟลิโอของบริษัท ได้เปิดโครงการใหม่ 14 โครงการ มูลค่า 13,300 ล้านบาท โดย 45% ของโครงการใหม่จะอยู่ในกลุ่มพรีเมียมราคามากกว่า 7 ล้านบาท และระดับกลางราคา 3-5 ล้านบาทคิดเป็น 42% สวนอีก 13% เป็นกลุ่มราคาระดับต่ำกว่า 3 ล้านบาท เพื่อเพิ่มโครงการที่เป็นที่ต้องการของตลาดและระบายโครงการที่ขายช้าออกไปอย่างต่อเนื่อง
แม้ตลาดที่อยู่อาศัยในภาพรวมยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อและการแข่งขันด้านราคาโดยเฉพาะกลุ่มบ้านเดี่ยวระดับกลางถึงล่าง แต่กลุ่มพฤกษาฯยังสามารถบริหารต้นทุนผ่านกลยุทธ์การแบ่งโซน การปิดโครงการเก่า ปรับการออกแบบและต้นทุนผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับราคาและความต้องการในแต่ละโซน รวมทั้งการเร่งโอนคอนโดมิเนียมในช่วงปลายปี ส่งผลให้อัตรากำไรปรับตัวดีขึ้น โดยมียอดขาย11,050 ล้านบาท และยอดโอน 11,500 ล้านบาท และมีสินค้าพร้อมขายมูลค่ารวมกว่า 66,400 ล้านบาท
สำหรับแผนการลงทุนในปี 2569 กลุ่มพฤกษา เรียลเอสเตท มีกลยุทธ์ที่จะเร่งระบายสต๊อกพร้อมอยู่ ควบคุมต้นทุนต่อเนื่อง บริหารกระแสเงินสดให้แข็งแกร่ง พร้อมเร่งยอดขายผ่านช่องทางออนไลน์และฐานลูกค้าเดิมที่มีความเชื่อมั่นในแบรนด์ ของพฤกษาฯ โดยเน้นไปที่กลุ่มต่างชาติทั้งจีน พม่า และไต้หวัน เพิ่มการแข่งขันผ่านกลยุทธ์ด้านราคา รวมไปถึงการออกแคมเปญโปรโมชัน และแคมเปญเพื่อสนับสนุนด้านการเงินแก่ลูกค้า ทั้งโปรแกรมพฤกษา พาส ที่ให้ลูกค้าทำสัญญา “ผ่อนตรงกับโครงการ” สูงสุด 1 ปี และสามารถเข้าอยู่อาศัยได้ทันที และยังมีแผนออกโปรแกรมอื่นๆ เพื่อช่วยลูกค้าที่อยากมีที่อยู่อาศัย แต่ติดปัญหาด้านสินเชื่อเพิ่มเติมอีกด้วย

ด้านแผนการเปิดโครงการใหม่ในปี 2569 มีจำนวน 7 โครงการ ตั้งอยู่ใน Strategic Location มูลค่ารวม 8,200 ล้านบาท แบ่งเป็นบ้านแนวราบ 3โครงการ อาคารพาณิชย์ 1โครงงการ และคอนโดฯ 2โครงการ โดยมีโครงการไฮไลต์ ได้แก่ เดอะ รีเซิร์ฟ วิลล่า สุขุมวิท 89/1 ซึ่งเป็นโครงการลักชัวรีระดับราคา 50 ล้านบาทขึ้นไป, เดอะ ปาล์ม คอร์ทยาร์ด บางนา กม.8 แบบบ้านดีไซน์ใหม่ที่นำ “คอร์ทยาร์ด” มาเชื่อมพื้นที่ภายในบ้านกับธรรมชาติ, เดอะ ปาล์ม วิภาวดี 64 บ้านเดี่ยวและบ้านแฝด 3 ชั้นสไตล์ Modern Tropical จำนวน 19 ยูนิต นอกจากนี้ยังมีแผนเปิดตัวคอนโดสำหรับ Pet Parent แห่งแรกของพฤกษาที่แชปเตอร์ วัน รัชดา 19 ด้วยและโคครงงการแปชเตอร์ วัน ท่าพระ Interchange โดยเน้นทำเลใกล้รถไฟฟ้าและไลฟ์สไตล์คนเมือง







