ปี 2569 คือ สมรภูมิที่ท้าทายที่สุดปีหนึ่งของธุรกิจอสังหาฯไทย! เมื่อต้องฝ่าวงล้อมพายุเศรษฐกิจ และวิกฤตหนี้ครัวเรือนที่ซัดกระหน่ำ จนส่งผลต่อการกู้ซื้อบ้านกลายเป็นโจทย์หิน และเต็มไปด้วยแรงกดดันจากต้นทุนวัสดุที่พุ่งทะยานจากสถานการณ์โลกที่คอยซ้ำเติม แต่ในวิกฤตยังมีโอกาส! เมื่อทิศทางดอกเบี้ยขาลงและมาตรการรัฐกลายเป็นเชื้อไฟที่ปลุกกำลังซื้อให้กลับมาลุกโชนอีกครั้ง รวมทั้งประเทศไทยยังผงาดในฐานะ “Global Safe Zone” จะเป็นแรงดึงดูดมหาศาลที่กวาดเม็ดเงินจากทั่วโลกเข้าสู่ตลาดระดับบนและตลาดเช่าให้กลับมาคึกคักขึ้น
นี่คือนาทีที่ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ต้อง “ปรับทัพ” สลัดภาพการเติบโตแบบเดิมๆ สู่การวางกลยุทธ์ใหม่ที่มั่นคงและแม่นยำ เพราะบนเส้นทางปี 2569 นี้… มีเพียง “ตัวจริง” ที่แกร่งที่สุดเท่านั้นที่จะทะยานสู่จุดสูงสุดและคว้าชัยชนะในเกมนี้ไปครอง!
เอพี ไทยแลนด์ ชูยุทธศาสตร์ CODE OF IN-DEPTH UNDERSTANDING ด้วย ‘AP CODE’ แนวคิดหลักที่เริ่มจากความเข้าใจลึกซึ้ง

เอพี ไทยแลนด์ กำหนดทิศทางการดำเนินธุรกิจ ภายใต้ยุทธศาสตร์ ‘CODE OF IN-DEPTH UNDERSTANDING – Leading with Empathy, Growing with Discipline’ โดยหัวใจของยุทธศาสตร์นี้คือ การให้ความสำคัญกับการสร้างความแข็งแกร่งอย่างเป็นระบบ ผ่านการทำความเข้าใจเชิงลึกในทุกมิติ (Empathy) ควบคู่กับวินัยในการดำเนินธุรกิจอย่างรอบคอบ (Discipline) โดยมี AP CODE เป็นแนวคิดหลักในการสร้างมาตรฐานการทํางานที่เริ่มต้นจากความเข้าใจคุณภาพชีวิตจริงของลูกค้าอย่างลึกซึ้ง รวมถึงเป็นหลักการและมาตรฐานของสินค้า บริการ และกระบวนการทำงานของทุกฟังก์ชันหลัก เพื่อสร้าง Living Quality และส่งมอบชีวิตดีๆ ที่เลือกเองได้ ให้กับลูกค้า ตเดินหน้าขยายพอร์ตโครงการบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮม บ้านแฝด และคอนโดมิเนียมในเครือ ทั่วประเทศไทย รวมทั้งสิ้นกว่า 200 โครงการ เป็นโครงการใหม่ จำนวน 42 โครงการ มูลค่าประมาณ 55,000 ล้านบาท สูงสุดในอุตสาหกรรม แบ่งเป็น บ้านเดี่ยว 11 โครงการ มูลค่า 14,400 ล้านบาท ทาวน์โฮมและบ้านแฝด 16 โครงการ มูลค่า 17,000 ล้านบาท คอนโดมิเนียม 7 โครงการ มูลค่า 15,600 ล้านบาทและ โครงการในต่างจังหวัด 8 โครงการ มูลค่า 8,000 ล้านบาท โดยตั้งเป้ายอดขายที่ 49,000 ล้านบาท และเป้ารายได้รวม 100% JV ที่ 49,000 ล้านบาท งบประมาณในการซื้อที่ดินมูลค่า 15,000 ล้านบาท
แสนสิริ วางกลยุทธ์ The Strategic Move 2026

แสนสิริ ประกาศแผนธุรกิจปี 2569 มุ่งเน้นการเติบโตของรายได้และกำไรอย่างมั่นคง ตั้งเป้ายอดขาย 48,000 ล้านบาท และยอดโอน 39,000 ล้านบาท ผ่านการเปิดตัว 33 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 51,000 ล้านบาท โดยเน้นสัดส่วนกลุ่ม Premium และ Medium ถึง 80% เพื่อเจาะกลุ่มกำลังซื้อคุณภาพ โดยแบ่งเป็น ธุรกิจแนวราบ (บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์โฮม) จำนวน 17 โครงการใหม่ มูลค่า 25,000 ล้านบาท และ คอนโดมิเนียม จำนวน 16 โครงการใหม่ มูลค่า 26,000 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งโครงการพัฒนาใหม่และโครงการพร้อมอยู่ โดยวาง 4 กลยุทธ์หลัก รับมือเศรษฐกิจผันผวนด้วยรากฐานมั่นคง (1) รุกตลาดระดับกลางถึงบน (Medium to Premium) บริหารจัดการสต็อกอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อรักษาสภาพคล่อง (2) เพื่อขยายส่วนแบ่งการตลาด ด้วยจุดแข็งของแสนสิริในด้านการออกแบบ คุณภาพโครงการ บริการหลังการขาย ตลอดจนมุ่งเน้นทางด้านความยั่งยืน ผ่านการส่งมอบสินค้าคุณภาพพร้อมการบริหารจัดการด้วยทีมงานมืออาชีพ (3) ปั้น New S-Curve เร่งขยายฐานรายได้ใหม่ผ่านธุรกิจที่หลากหลาย โดยปีนี้ตั้งเป้ายอดขายเพิ่มขึ้น 100% (แตะระดับ 500 ล้านบาท) พร้อมจัดตั้งกองทุนมูลค่า 1,000 ล้านบาท เพื่อเข้าลงทุนในธุรกิจศักยภาพสูงอื่น ๆ (4) ขยายการร่วมทุน (Joint Venture) เสริมความแกร่งโครงสร้างทางการเงิน เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงินและขยายขีดความสามารถในการแข่งขัน รองรับทุกโอกาสการเติบโตในอนาคต
ศุภาลัย เดินเกมส์ปี 2569 ภายใต้แนวคิด Driven for Tomorrow

ศุภาลัย ประกาศทิศทางธุรกิจปี 2569 ภายใต้แนวคิด Driven for Tomorrow ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวในกรอบจำกัด พร้อมเดินหน้าธุรกิจอย่างมั่นคง ควบคู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการพัฒนาโครงการในทำเลและรูปแบบที่สอดคล้องกับกำลังซื้อของตลาด วางแผนเปิดโครงการใหม่รวม 28 โครงการ มูลค่าโครงการเปิดใหม่ 35,000 ล้านบาท และงบซื้อที่ดิน 8,000 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้ายอดขายรวมในปี 2569 ทั้งในประเทศไทยและประเทศออสเตรเลียที่ 45,000 ล้านบาท* แบ่งเป็นเป้ายอดขายในประเทศไทย 30,000 ล้านบาท และเป้ายอดขายจากประเทศออสเตรเลีย 15,000 ล้านบาท* ขณะเดียวกันบริษัทฯ ตั้งเป้ารายได้รวมที่ 37,500 ล้านบาท* โดยแบ่งเป็นตั้งเป้ารายได้ในประเทศไทย 27,000 ล้านบาท และเป้ารายได้จากประเทศออสเตรเลียประมาณ 10,500 ล้านบาท* ในเชิงพอร์ตการลงทุน ปัจจุบันศุภาลัยกระจายการลงทุนในออสเตรเลียหลายรัฐ และในปี 2569 เตรียมเปิดใหม่ 1 โครงการในเมืองเมลเบิร์น ทำให้พอร์ตโครงการรวมอยู่ที่ 25 โครงการ ครอบคลุม 4 รัฐ 6 เมือง รวมมูลค่า 176,500 ล้านบาท* (ตามสัดส่วนการถือหุ้นของศุภาลัย)
แอสเซทไวส์ วางการเติบโตภายใต้วิสัยทัศน์ EMPOWERING THE FUTURE

แอสเซทไวส์ มุ่งดำเนินธุรกิจภายใต้วิสัยทัศน์ “EMPOWERING THE FUTURE” โดยวางกรอบกลยุทธ์เพื่อเสริมความแข็งแกร่งและการเติบโตอย่างยั่งยืน ครอบคลุม 4 มิติหลัก (1) Product Excellence (2) Business Transformation (3) Exceeding Stakeholders’ Expectations และ (4) Diversification & Partnership โดยภายใต้กรอบกลยุทธ์ทั้ง 4 มิตินี้ แอสเซทไวส์ เชื่อมั่นว่าแผนธุรกิจปี 2569 จะเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งตามเป้าหมายที่วางไว้ ตั้งเป้าหมายยอดขาย 18,500 ล้านบาท และเป้าหมายรายได้รวม 12,500 ล้านบาท เติบโต 19% มีแผนเปิดตัวโครงการใหม่จำนวน 11 โครงการ มูลค่ารวม 17,555 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการในกรุงเทพฯและปริมณฑล จำนวน 5 โครงการ มูลค่ารวม 7,455 ล้านบาท และ เปิดตัวโครงการ Leisure Residence ในภูเก็ตจำนวน 6 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 10,100 ล้านบาท ครอบคลุมทำเลศักยภาพทั้งหาดราไวย์ ในยาง และกมลา รวมถึงการขยายพอร์ตโฟลิโอสู่ทำเลใหม่อย่างหาดสุรินทร์ และเกาะแก้ว แอสเซทไวส์ยังมุ่งสร้างรายได้ต่อเนื่อง (Recurring Income) ผ่านบริษัทย่อยในเครือ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งในระยะยาวและเชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค ทั้งธุรกิจซื้อขายฝากเช่าครบวงจร ผ่าน Asset A Plus ธุรกิจ Health & Wellness ผ่าน WHB คลินิกกายภาพบำบัด Vitala ธุรกิจเอนเตอร์เทนเมนต์ ผ่าน Wisejai และ ZAAP World ธุรกิจคอมมูนิตี้มอลล์ ผ่าน Treasure M พัฒนา Mingle Mall ทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และภูเก็ต รวมถึงธุรกิจ Hospitality ผ่าน TITLE
เสนา ชูกลยุทธ์ FOCUS TO LEAD, EFFICIENT TO GROW

เสนาดีเวลลอปเม้นท์ เปิดแผนธุรกิจปี 2569 เดินหน้าขับเคลื่อนการเติบโตอย่างมีเป้าหมาย ภายใต้กลยุทธ์ “FOCUS TO LEAD, EFFICIENT TO GROW” โฟกัสจุดแข็งเพื่อก้าวนำ เพิ่มประสิทธิภาพสู่การเติบโตที่ยั่งยืน ในระยะยาว เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างรอบด้าน ควบคู่การสร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) เสริมความมั่นคงทางธุรกิจ โดยมีแผนเปิดตัวโครงการใหม่ทั้งคอนโดมิเนียมและแนวราบรวม 8 โครงการ มูลค่ารวม 10,700 ล้านบาท ยังคงมุ่งเน้นตลาด Affordable Segment ตั้งเป้ายอดขาย 14,000 ล้านบาท และยอดโอนกรรมสิทธิ์ 9,300 ล้านบาท โดยหนึ่งในกลไกสำคัญคือโซลูชัน “LivNex เช่าออมบ้าน” ที่ช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ที่ยังไม่พร้อมกู้สามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น
พฤกษา เปิดฉากปี 2569 ด้วยกลยุทธ์ Asset-Optimized, Capital-Efficient, Well Living-Focused

พฤกษา พร้อมเปิดฉากปี 2569 ด้วยกลยุทธ์ใหม่ภายใต้กรอบ “Asset-Optimized, Capital-Efficient, Well Living-Focused” มุ่งยกระดับประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์และโฟกัสพอร์ตการลงทุนเพื่อความคล่องตัวทางการเงิน และต่อยอดความได้เปรียบเชิงแบรนด์จากการผสานธุรกิจที่อยู่อาศัยและเฮลท์แคร์เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ จุดแข็งสำคัญของพฤกษาคือ การเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายเดียวที่มีธุรกิจโรงพยาบาลในเครือ ซึ่งทำให้สามารถสร้างความแตกต่างผ่านการเชื่อมโยง ‘บ้าน’ กับ ‘การดูแลสุขภาพ’ ได้อย่างครบวงจร ตั้งเป้าหมายรายได้รวมที่ 18,800 ล้านบาท เป็นรายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 15,000 ล้านบาท (ไม่รวมยอดจากโครงการที่มีการร่วมลงทุน) และรายได้จากธุรกิจเฮลท์แคร์ 2,600 ล้านบาท พร้อมอัดงบลงทุน 4,400 ล้านบาท เพื่อรองรับการขยายธุรกิจ เปิดโครงการใหม่ 7 โครงการ จะเป็น Brand Champion ที่เป็นความชำนาญของพฤกษาและเลือกสร้างโครงการใน Strategic Location มูลค่ารวม 8,200 ล้านบาท โดยตั้งเป้ายอดพรีเซลล์ 16,500 ล้านบาท ส่วนเครือวิมุตได้ตั้งเป้าหมายรายได้ไว้ที่ 2,600 ล้านบาท เติบโต 16%
เอสซี เดินหน้า กลยุทธ์ Reform to Perform : พลิกเพื่อชนะ
SC ประกาศรีแบรนด์ครั้งใหญ่ในรอบ 20 ปี ปรับภาพลักษณ์แบรนด์สู่การเป็น “มากกว่าที่อยู่อาศัย” เดินหน้า กลยุทธ์ “Reform to Perform : พลิกเพื่อชนะ” สร้างสมดุลพอร์ตธุรกิจผ่าน 3 กลุ่มเครื่องยนต์ธุรกิจ (Engine) ได้แก่ Engine 1 อสังหาฯ เพื่ออยู่อาศัย, Engine 2 อสังหาฯ รายได้ประจำ และ Engine 3 ธุรกิจใหม่ เพื่ออนาคตที่ดีขึ้น ตั้งเป้ารายได้รวมที่ 25,500 ล้านบาท และเตรียมงบลงทุนสำหรับปีนี้ 8,000 ล้านบาท สำหรับการขับเคลื่อนทุกเครื่องยนต์ธุรกิจ
Engine 1 อสังหาฯ เพื่ออยู่อาศัย ตั้งเป้ายอดขายที่ 27,000 ล้านบาท และ เป้ายอดโอนกรรมสิทธิ์ที่ 23,000 ล้านบาท
– แนวราบ นำร่องพลิกโฉมบ้านเดี่ยว 8 ซีรีส์ใหม่ 17 โครงการ ด้วยคอนเซ็ปต์บ้านที่เข้าใจชีวิตอย่างลึกซึ้ง
– คอนโดมิเนียม เตรียมเปิดตัว Branded Residence ระดับอัลตร้า ลักชัวรี (Ultra Luxury) แบรนด์ใหม่ และโครงการริมแม่น้ำ มูลค่ารวม 2 โครงการ 25,500 ล้านบาท
– เปิดตัวโมเดล “GenSCription” (Living Subscription Program by SC) แนวคิดตอบรับเทรนด์คนรุ่นใหม่
“เช่าแทนซื้อ” เพิ่มโอกาสเข้าถึงที่อยู่อาศัยและความยืดหยุ่นในการอยู่อาศัย
Engine 2 อสังหาฯ รายได้ประจำ ดำเนินงานครอบคลุมทั้งโรงแรม คลังสินค้า อาคารสำนักงาน และอพาร์ตเมนต์ ให้เช่าใน U.S. ตั้งเป้ารายได้รวม โตราว 70% ที่ 2,000 ล้านบาท
– ขยายธุรกิจ Hospitality เพิ่มอีก 450 ห้อง ในแหล่งท่องเที่ยวชายทะเล เช่น พัทยาและภูเก็ต
– พัฒนาคลังสินค้าโซน บางนา-EEC เพิ่มอีก 170,000 ตารางเมตร
– ลงทุนธุรกิจใหม่พลังงานทางเลือก รองรับการเติบโตของ Data Center ภายใต้บริษัท SCX 360
Engine 3 ธุรกิจใหม่ เพื่ออนาคตที่ดีขึ้น ครอบคลุมธุรกิจบริการหลังการขาย, ดิจิทัล แพลตฟอร์ม และสุขภาพ ตั้งเป้ารายได้ปีนี้ ที่ 400 ล้านบาท โตจากปี 2568 ราว 60%
– ขยายธุรกิจบริการหลังการขายจาก 150 โครงการ เป็น 260 โครงการ พร้อมเปิด LINTON บริการ คอนเซียร์จ (Concierge) ที่ดูแลกลุ่มลูกบ้านระดับอัลตร้า ลักชัวรี
– เตรียมงบลงทุน 3 ปี 1,000 ล้านบาท รองรับการเติบโตของธุรกิจกลุ่มนี้
ออริจิ้น เปิดกลยุทธ์ ORIGIN Portfolio Evolution 2026

ออริจิ้น กรุ๊ป วางวิสัยทัศน์การกระจายธุรกิจอย่างมีกลยุทธ์ เพื่อบริหารความเสี่ยงและคว้าโอกาสในโลกที่เปลี่ยนแปลง อาณาจักรธุรกิจของออริจิ้น ไม่ใช่เพียงกลุ่มธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อขายเพียงอย่างเดียว แต่เลือกดำเนินธุรกิจโดยใช้กลยุทธ์แบบ Diversify ครอบคลุมถึงธุรกิจใหม่ๆ เดินหน้าแผนธุรกิจปี 2026 วางกลยุทธ์ “ORIGIN Portfolio Evolution 2026” สร้างการเติบโตในหลากหลายธุรกิจ เพื่อสร้างความมั่นคงและพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง ขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตในทุกมิติ ผ่าน 5 กลุ่มธุรกิจหลัก

โครงการคอนโดมิเนียมของ ออริจิ้น เวอร์ติเคิล มีแผนเปิดตัวโครงการใหม่ 3 โครงการ ทำเลกรุงเทพฯ พัทยา และภูเก็ต มูลค่ารวม 4,200 ล้านบาท ตั้งเป้ายอดขาย 20,000 ล้านบาท รายได้ 4,500 ล้านบาท และยอดโอนกรรมสิทธิ์ 12,000 ล้านบาท (รวมโครงการที่บริษัทฯพัฒนา และโครงการร่วมทุน)
โครงการบ้านจัดสรรของ บริทาเนีย จะเปิดตัวใหม่ 3 โครงการ มูลค่ารวม 3,200 ล้านบาท ตั้งเป้ายอดขาย 5,000 ล้านบาท รายได้ 3,400 ล้านบาท และยอดโอนกรรมสิทธิ์ 4,000 ล้านบาท (รวมโครงการที่บริษัทฯพัฒนา และโครงการร่วมทุน)
กลุ่มธุรกิจบริการอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจรสมัยใหม่ ภายใต้ พรีโม เซอร์วิส โซลูชั่น และบริษัทย่อยในเครือ วางเป้ารายได้อยู่ที่ 2,000 ล้านบาท ด้วยแนวคิด “PRIMO TRANSFORMATION ERA” ก้าวสู่ยุคใหม่แห่งการเปลี่ยนอย่างยั่งยืน
ออริจิ้น โฮเทล เดินหน้าขยายพอร์ตโฟลิโอควบคู่การบริหารสินทรัพย์ตามโมเดล Build–Operate–Exit–Reinvest เพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยภายในปี 2026 เป้าหมายธุรกิจ มีแผนเริ่มเปิดดำเนินการโรงแรมใหม่ จำนวน 4 โรงแรม มูลค่า 5,915 ล้านบาท* อาคารสำนักงานและโครงการพื้นที่เชิงพาณิชย์ 4 แห่ง มูลค่ารวม 3,100 ล้านบาท* ทั้งนี้ ยังมีแผน Divestment ในปีนี้อีก 4 โรงแรม รวม 1,011 ห้อง มูลค่ารวมกว่า 4,000 ล้านบาท ซึ่งจะสร้างกระแสเงินสดพิเศษเพิ่มกว่า 1,300 ล้านบาทให้กับกลุ่มธุรกิจ
แอลฟา อินดัสเทรียล มีแผนเปิดดำเนินการธุรกิจคลังสินค้าและโรงงานให้เช่าเพิ่มอีก 5 โครงการ กว่า 150,000 ตารางเมตร มูลค่ารวม 3,000 ล้านบาท และมีแผนนำสินทรัพย์เข้ากองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) 4 โครงการ ขนาดพื้นที่ 211,682 ตารางเมตร ในชื่อ “ALPHA REIT”
เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้

เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) เผยทิศทางการดำเนินธุรกิจปี 2569 ตั้งเป้าหมายรายได้ที่ 15,045 ล้านบาท สำหรับธุรกิจที่อยู่อาศัย ปีนี้บริษัทมีแผนเปิดโครงการใหม่ 4 โครงการ มูลค่ารวม 7,300 ล้านบาท โดยดำเนินแผนอย่างระมัดระวัง เนื่องจากประเมินว่าตลาดที่อยู่อาศัยอยู่ในช่วงวัฏจักรชะลอตัว ประกอบกับความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของธนาคาร
ส่วนธุรกิจอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ บริษัทมีแผนขยายคลังสินค้าใหม่ 6 โครงการ คิดเป็นพื้นที่ประมาณ 188,000 ตารางเมตร ช่วยสนับสนุนให้พื้นที่ภายใต้การบริหารจัดการแตะระดับ 4,000,000 ตารางเมตร พร้อมต่อยอดสู่ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม ด้วยการพัฒนาอารยะ ดิ อีสเทิร์น เกตเวย์ (ARAYA The Eastern Gateway) โครงการระบบนิเวศเมืองอุตสาหกรรมและนวัตกรรมครบวงจร พื้นที่กว่า 4,600 ไร่ และเตรียมพัฒนานิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่ในจังหวัดชลบุรีบนพื้นที่กว่า 2,200 ไร่ คาดว่าจะใช้ระยะเวลาพัฒนาราว 5 ปี และใช้เงินลงทุนรวมกว่า 6,000 ล้านบาท แบ่งเป็น เงินซื้อที่ดิน 3,700 ล้านบาท และเงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐานประมาณ 2,200 ล้านบาท
ขณะที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อพาณิชยกรรม บริษัทได้การผสานการดำเนินงานกับโครงการวัน แบงค็อก (One Bangkok) เพื่อผลักดันให้เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทยมีพอร์ตโฟลิโออสังหาริมทรัพย์เพื่อพาณิชยกรรมระดับพรีเมียมที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และปัจจุบันบริษัทบริหารจัดการอาคารสำนักงานเกรดพรีเมียมและรีเทลในทำเล CBD พื้นที่รวม 1,846,000 ตร.ม. ทั้งหมด 7 โครงการมิกซ์ยูส และ 10 อาคารสำนักงาน
ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ชูแนวคิด Year of Competitive Survival with Quality, Lean and Innovation for Resilience & Sustainable Growth

ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ วางแผนการดำเนินธุรกิจในปี 2569 จะอยู่ภายใต้แนวคิด “Year of Competitive Survival with Quality, Lean and Innovation for Resilience & Sustainable Growth” โดยมุ่งเน้นการปรับตัวเพื่อรับมือกับปัจจัยกดดันจากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน เปิดโครงการใหม่ประมาณ 4 – 6 โครงการ มูลค่าโครงการรวม3,500 – 4,500 ล้านบาท ตั้งเป้ายอดขายที่ 4,200 ล้านบาท และเป้ารับรู้รายได้ 3,350 ล้านบาท
โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์
ปี 2569 โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ เตรียมเปิดตัวโครงการใหม่ 4 โครงการ ครอบคลุมทั้งแนวสูงและแนวราบในทำเลศักยภาพ โดยมุ่งตอบโจทย์ความต้องการซื้อเพื่ออยู่อาศัย ควบคู่กับการบริหารจังหวะการลงทุนให้สอดคล้องกับภาวะตลาด พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์ Asset Light อย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงานและบริหารเงินลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังมีแผนนำที่อยู่อาศัยที่ก่อสร้างแล้วเสร็จและพร้อมเข้าอยู่อาศัยบางส่วน มาพัฒนาเป็นทางเลือกการเช่าพร้อมสิทธิ ในการซื้อในอนาคต (Rent to Own) เพื่อรองรับความต้องการของตลาดที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กลยุทธ์ดังกล่าวไม่เพียงช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับลูกค้าในภาวะที่กำลังซื้อยังมีข้อจำกัด แต่ยังสนับสนุนการบริหารสภาพคล่องและเสถียรภาพทางการเงินของบริษัท ควบคู่ไปกับการควบคุมต้นทุน อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้บริษัทสามารถก้าวผ่านความท้าทายทางเศรษฐกิจในช่วงเวลาดังกล่าว ได้อย่างมั่นคง
แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์

แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ มีแผนเปิดตัวโครงการใหม่ 3 โครงการ มูลค่ารวม 4,500 ล้านบาท แบ่งเป็น โครงการบ้านเดี่ยวระดับพรีเมียม ภายใต้แบรนด์ BAAN 365 มูลค่าโครงการ 1,500 ล้านบาท โครงการคอนโดมิเนียม Low Rise บนทำเลถนนเพชรเกษม มูลค่าโครงการ 1,200 ล้านบาท และโครงการคอนโดมิเนียม High Rise พัฒนาภายใต้แนวคิด “Well-being” บนทำเลรามอินทรา มูลค่าโครงการ 1,800 ล้านบาท
สิงห์ เอสเตท วางแนวคิด STRONG FOUNDATION, SCALING THE FUTURE

สิงห์ เอสเตท เตรียมเดินหน้าแผนธุรกิจปี 2569 ภายใต้แนวคิด “STRONG FOUNDATION, SCALING THE FUTURE” เพื่อขับเคลื่อน 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ 1.ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพักอาศัย (Residential) 2.ธุรกิจโรงแรม (Hospitality) 3.ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้า (Commercial) และ 4.ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน (Industrial Estate) มีแผนเปิดตัวโครงการใหม่ 2 โครงการ ซึ่งเป็นโครงการร่วมทุน มูลค่ารวม 4,000 ล้านบาท ได้แก่ 1.โครงการคอนโดฯ กับ บริษัท วัน เรียลเอสเตท มูลค่า 3,000 ล้านบาท คาดว่าราคาอยู่ที่ 150,000 บาทต่อตร.ม. และ 2. SAii Residence ที่ภูเก็ต มูลค่า 1,000 ล้านบาท บนพื้นที่เดียวกันกับโรงแรม SAii Laguna ย่านบางเทา เป็นคอนโดโลว์ไรส์ Branded Residence ราคาเริ่มต้น 200,000 บาทต่อตร.ม.
แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์

ในปี 2569 แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ วางแผนเปิดโครงการใหม่ 2 โครงการ ได้แก่ Nantawan Prestige ราชพฤกษ์-พรานนก บ้านเดี่ยวระดับราคา 60-100 ล้านบาท และ Chaiyapruek 3 รามอินทรา-วงแหวน บ้านเดี่ยวระดับราคา 10-13 ล้านบาท มูลค่ารวมของโครงการใหม่ประมาณ 3,660 ล้านบาท เตรียมงบลงทุนไว้ทั้งหมดประมาณ 4,500 ล้านบาท ประกอบด้วย งบสำหรับการซื้อที่ดินเพื่อการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย 2,000 ล้านบาท งบลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์เพื่อการให้เช่า 2,500 ล้านบาท วางแผนเปิดตัวโรงแรมใหม่ในประเทศไทยอีก 1 แห่ง ในเดือนตุลาคม คือ Grande Centre Point Voyage ซึ่งเป็นโรงแรมแห่งที่ 3 ในพัทยา ต่อยอดความสำเร็จจากโครงการ Grande Centre Point Space Pattaya โดยเป็นโรงแรมขนาด 494 ห้อง พร้อมทั้งสวนน้ำขนาดใหญ่กว่า 20,000 ตารางเมตร ซึ่งถือว่าใหญ่ที่สุดในเครือโรงแรม Grande Centre Point ตามด้วย Grande Centre Point Chinatown ที่วางแผนเปิดในปี 2571 และมีแผน ที่จะขายโรงแรมในประเทศไทยจำนวน 1 แห่งเข้ากองทรัสต์ฯ และโครงการในสหรัฐอเมริกาจำนวน 2 แห่ง
เอ็น.ซี.เฮ้าส์ซิ่ง วางกลยุทธ์ด้วยแนวคิด Well Living For Longevity

เอ็น.ซี.เฮ้าส์ซิ่ง เปิดแผนทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2569 ด้วยแนวคิด “Well Living For Longevity” ยกระดับคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน โดยตั้งเป้ายอดขายรวมกว่า 4,000 ล้านบาท และรับรู้รายได้ 2,000 ล้านบาท เตรียมเปิดโครงการใหม่เพิ่มอีก 2 โครงการ 2,000 ล้านบาท ประกอบด้วย คอนโดมิเนียมในโซนพัทยาเหนือ และ การเปิดตัวสินค้าใหม่ในโครงการเดิมที่ยังดำเนินการอยู่
พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค มุ่งยกระดับคุณภาพบ้าน–สโมสร–สวนส่วนกลาง–เพิ่มศักยภาพทำเล

พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค วางทิศทางการดำเนินธุรกิจปี 2569 ด้วยเป้ายอดขายที่ 8,000 ล้านบาท โดยไม่มีแผนการเปิดโครงการใหม่เพิ่มเติม แต่จะมุ่งโฟกัสเฉพาะทำเลและกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพ และขับเคลื่อนธุรกิจด้วย “คุณภาพ” เป็นแกนหลักในทุกมิติ เริ่มตั้งแต่การพัฒนาคุณภาพสินค้า ด้วยการปรับแบบบ้านให้ดีที่สุดในรอบ 40 ปี ลงทุนปรับโฉมสโมสร 30 แห่ง ให้เป็น “Health Club” ปรับรูปแบบสวนส่วนกลางเป็นสวนสุขภาพ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัย ตลอดจนการเปิดถนนเส้นใหม่เพิ่มศักยภาพของทำเลที่ตั้งโครงการ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ในด้านการเงิน บริษัทให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างให้แข็งแกร่ง และรักษาสภาพคล่อง ผ่านการควบคุมต้นทุนและลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ควบคู่กับการสร้างรายได้เพิ่มเติมจากการจำหน่ายที่ดิน ซึ่งอยู่ระหว่างเจรจา รวมมูลค่าประมาณ 4,800 ล้านบาท ประกอบด้วยที่ดินและอาคารใจกลางเมือง 3 แห่ง รวมมูลค่า 3,000 ล้านบาท ได้แก่ ที่ดิน 8 ไร่ถนนเจริญนครริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ดิน 3 ไร่บนถนนรัชดาภิเษกห่างจากสถานีรถไฟฟ้า 500 เมตร และ อาคารสำนักงาน 6 ชั้นริมถนนสีลม รวมทั้งยังมีที่ดินในทำเลที่มีการเติบโตสูงอีก 4 แปลง รวม 140 ไร่ เป็นมูลค่ารวม 1,800 ล้านบาท ได้แก่ ที่ดิน 25 ไร่ทำเลกรุงเทพกรีฑา ที่ดิน 20 ไร่ทำเลรามคำแหงติดโรงเรียนนานาชาติร่วมฤดี ที่ดิน 50 ไร่ทำเลกิ่งแก้ว และ ที่ดิน 45 ไร่ทำเลถนนหอการค้าไทย และมีแผนเปิดถนนเส้นใหม่เชื่อมระหว่างถนนรามคำแหงและกรุงเทพกรีฑา ซึ่งเป็นสองทำเลหลักที่สร้างยอดขายให้บริษัทอย่างต่อเนื่อง
ชีวาทัย เตรียมปรับทัพชูกลยุทธ์ Build Brand – Clear Stock

ชีวาทัย อยู่ในโหมดรอดูสถานการณ์ เป็นปีนี้คือปีแห่งการสะสมกำลัง เตรียมปรับทัพชูกลยุทธ์ “Build Brand – Clear Stock” ชะลอเปิดโครงการใหม่ แต่ไม่ใช่การหยุดนิ่งกำลังรุกหนักในการบริหารจัดการ Inventory เพื่อเปลี่ยนเป็นกระแสเงินสด กลยุทธ์ส่วนใหญ่เน้นไปที่การ “ระบายสต็อกเดิม” และจัดแคมเปญกระตุ้นยอดขายเพื่อดึงกระแสเงินสดกลับเข้าบริษัท ตั้งเป้ารายได้ จำนวน 1,200 ล้านบาท พร้อมไปกับการคัดสรรที่ดินศักยภาพสูง 2-3 แปลง เพื่อดำเนินการขอ EIA ให้พร้อม ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมล่วงหน้า โดยแปลงที่ขอ EIA ผ่านแล้ว คือ ทำเลแจ้งวัฒนะ 15 ขนาดที่ดิน 2-3-9.8 ไร่ บนผังเมืองสีส้ม จะพัฒนาโครงการจำนวน 324 ยูนิต มูลค่าประมาณ 773 ล้านบาท และอีก 1 แปลง ที่กำลังยื่นขอ EIA อยู่คือทำเล พหลโยธิน 50 ขนาดที่ดิน 5-0-26 ไร่ วางแผนพัฒนาโครงการจำนวน 622 ยูนิต มูลค่าประมาณ 1,000 ล้านบาท
วิลล่า คุณาลัย พักฐานสร้างบ้าน มองเทรนด์ใหม่ต่อยอดการเติบโตธุรกิจ

วิลล่า คุณาลัย เลือกที่จะบริหารสินค้าคงเหลือที่มีมูลค่ารวมกว่า 11,000 ล้านบาท ที่สามารถสร้างยอดรับรู้รายได้ต่อเนื่องได้ไม่ต่ำกว่า 5 ปี โดยไม่พัฒนาโครงการใหม่ เน้นการเปิดขายเฟสใหม่ในโครงการเดิมที่เปิดขายอยู่ โดยปัจจุบันมีทั้งหมด 8 โครงการ มูลค่ารวม 14,000 ล้านบาท วางเป้ายอด Walk-in จำนวน 1,800 ราย สร้างยอดขาย (Sales) 1,200 ล้านบาท และสามารถแปรเปลี่ยนเป็นยอดโอนกรรมสิทธิ์ (Revenue) 600 ล้านบาท เตรียมเปิดตัวธุรกิจโมเดลใหม่ 2 ส่วน เพื่อต่อยอดการเติบโต ธุรกิจบ้านสั่งสร้าง เตรียมนำร่องที่ โครงการ นาวาร่า รังสิต คลอง 2 โดยจะมีแบบบ้านให้ลูกค้าเลือกและสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายและเป็นส่วนตัวของผู้อยู่อาศัย เตรียมเปิดให้บริการช่วง สิงหาคม 2569 และ โครงการ ชราสราญ (Charasaran) เป็นธุรกิจโมเดลใหม่ที่มองเห็นถึงแนวโน้มตลาดผู้สูงวัยที่จะเติบโตในอนาคต ตามเทรนด์ Longevity เพื่อให้ลูกค้าได้ “แก่ไปอย่างมีความสุข”














