หนี้ครัวเรือนสูงเกิน80%ของ GDPกดดันกลุ่ม”Gen Y”มีความเสี่ยงเป็นหนี้เสียสูง

ปัจจุบันสถานการณ์หนี้ครัวเรือนของคนไทยอยู่ในระดับที่น่ากังวล ส่งผลให้สถาบันการเงินเพิ่มความเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อที่อยู่อาศัย จนเกิดเหตุการณ์การปฏิเสธสินเชื่อที่สูงขึ้นในหลายกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ต้องเผชิญกับภาระหนี้เสียสะสม

“ข้อมูลเครดิต”ถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยวิเคราะห์ความเสี่ยงและสร้างโอกาสให้กับผู้กู้ที่มีวินัยทางการเงินได้เข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างยั่งยืน การรักษาประวัติการชำระเงินที่ดีจึงเป็นปัจจัยหลักที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและภาคอสังหาริมทรัพย์ให้เติบโตได้ท่ามกลางความผันผวนของปัจจัยภายนอกและต้นทุนการครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นในปัจจุบัน                                                                 

เผด็จ เจริญศิวกรณ์ รองผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด กล่าวว่า ภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยในปี 2569 อยู่ในภาวะชะลอตัวต่อเนื่อง ส่งผลให้จำนวนการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยลดลง เนื่องจากกำลังซื้อที่ฟื้นตัวช้าและหนี้ครัวเรือนสูง แม้จะมีความต้องการที่อยู่อาศัย (Real Demand)อยู่ต่อเนื่องก็ตาม แต่ความพร้อมทางการเงินจำกัด โดยมีผู้บริโภคเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่เก็บเงินเพียงพอสำหรับการซื้อบ้าน ทำให้อัตราการปฏิเสธสินเชื่อ (Reject Rate) สูงขึ้นถึง 30-70% โดยเฉพาะในกลุ่มที่อยู่อาศัยราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท เป็นเหตุให้ผู้บริโภคส่วนหนึ่งหันไปซื้อบ้านมือสองแทน เนื่องจากมีระดับราคาที่เข้าถึงได้ง่ายกว่าบ้านใหม่ หรือบางกลุ่มหันมาเช่าแทนการซื้อ

โดยแรงกดดันใหม่ที่จะเกิดขึ้นในปี 2569 คือ ปัญหาหนี้ครัวเรือนสูงอยู่ในระดับ 87–90% ของ GDP โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 3 ปีที่ผ่านมาอยู่ที่86.8% ซึ่งถือว่าเกินกว่าระดับเฝ้าระวังที่ 80% ตามเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย ส่งผลให้ตลาดยังคงเผชิญกับภาวะหดตัวต่อเนื่อง จนกว่าจะมีการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง หรือมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐเพื่อเพิ่มรายได้อย่างยั่งยืน

จากฐานข้อมูลของเครดิตบูโร พบว่ามีข้อมูลของบุคคลธรรมดาที่มีอายุอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถกู้ได้จำนวนประมาณ 36 ล้านคน ซึ่งตัวเลขนี้คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 93% ของจำนวนประชากรในวัยที่สามารถกู้ยืมเงินได้ทั้งหมดในประเทศ ส่วนในด้านของจำนวนบัญชีการกู้ยืม มีจำนวนบัญชีที่มาจากบุคคลธรรมดาอยู่ประมาณ 145 ล้านบัญชี จากจำนวนบัญชีทั้งหมดในระบบที่มีอยู่ประมาณ 150 ล้านบัญชี โดยข้อมูลเหล่านี้จะถูกเก็บไว้เป็นเวลา 3 ปีตามที่กฎหมายกำหนด

 

ทั้งนี้ปัญหาหนี้ครัวเรือนสูงอยู่ในระดับ 87–90% ของ GDP ส่งผลกระทบต่อทิศทางและกลไกของดอกเบี้ยบ้าน รวมถึงการเข้าถึงสินเชื่อในหลายมิติ คือ

-การปรับลดอัตราดอกเบี้ยถูกมองว่าเป็นมาตรการชั่วคราวเพื่อช่วยให้ลูกหนี้ที่มีภาระหนี้สูงพอมี “ลมหายใจ” ต่อไปได้ โดยช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายรายเดือน ทำให้มีเงินเหลือใช้สอยมากขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุหากรายได้ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่

-ความสัมพันธ์ระหว่างดอกเบี้ยและปริมาณสินเชื่อ ตามกลไกปกติเมื่ออัตราดอกเบี้ยนโยบายสูงขึ้น ความต้องการและการอนุมัติสินเชื่อบ้านจะลดลงอย่างชัดเจน แต่ในทางกลับกัน หากมีมาตรการดอกเบี้ยต่ำออกมา ก็อาจเป็นปัจจัยกระตุ้นให้มีการเปิดบัญชีสินเชื่อบ้านเพิ่มขึ้นได้บ้าง แต่ในปัจจุบันการเติบโตของสินเชื่อบ้านมักมาจากมาตรการกระตุ้นมากกว่าความต้องการซื้อที่แท้จริง (Real Demand) เนื่องจากกำลังซื้อที่อ่อนแอ

-แม้จะมีนโยบายดอกเบี้ยต่ำเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ด้วยระดับหนี้ครัวเรือนที่สูงมาก สถาบันการเงินจึงถูกกดดันด้วยนโยบาย “การปล่อยสินเชื่ออย่างเป็นธรรม” (Responsible Lending) ทำให้ต้องเข้มงวดในการพิจารณาสินเชื่อมากขึ้น ดังนั้นหากผู้กู้มีภาระหนี้ต่อรายได้ (DSR) สูงเกินกว่า 60% แม้ดอกเบี้ยจะจูงใจเพียงใด สถาบันการเงินก็อาจไม่สามารถอนุมัติสินเชื่อให้ได้เพื่อป้องกันการเกิดหนี้เสียเพิ่ม

-ความเสี่ยงต่อ NPL ในอนาคต หนี้ครัวเรือนที่สูงส่งสัญญาณว่าคนเริ่มมีปัญหาในการชำระหนี้คืน หากอัตราดอกเบี้ยมีการเปลี่ยนแปลงหรือเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว มีแนวโน้มว่าหนี้เสีย (NPL) ในกลุ่มสินเชื่อบ้านจะปรับตัวสูงขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะในกลุ่มที่รายได้ยังไม่กลับมาเต็มที่

ดังนั้นระดับหนี้ครัวเรือนที่สูงถึง 86.8% ทำให้การลดดอกเบี้ยบ้านมีผลเพียงช่วยประคองสถานการณ์ในระยะสั้น แต่ปัจจัยตัดสินใจหลักในการกู้บ้านในปัจจุบันไม่ได้ขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความเข้มงวดของนโยบายการปล่อยสินเชื่อและความสามารถในการแบกรับภาระหนี้ของผู้กู้ท่ามกลางราคาบ้านที่ไม่เคยปรับตัวลดลง

ขณะเดียวกันในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่รายได้ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ หากผู้กู้มีประวัติเป็น NPL หรือมีหนี้ค้างชำระเกิน 90 วัน หรือ SM หนี้ค้างชำระ 31-90 วัน จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อการอนุมัติสินเชื่อ โดยหนี้ NPL (Non-Performing Loan) คือหนี้เสียหรือการชำระหนี้ค้างเกิน 90 วันขึ้นไป ถือเป็นสถานะที่รุนแรงกว่า SM และส่งผลกระทบต่อประวัติเครดิตอย่างมาก โดยสถาบันการเงินจะใช้ข้อมูลเหล่านี้ประกอบกับคะแนนเครดิต (Credit Score) เพื่อประเมินความแม่นยำในการอนุมัติสินเชื่อ หากผู้กู้มีประวัติ NPL จะทำให้อนุมัติได้ยากลำบากหรือถูกปฏิเสธทันที ส่วนหนี้ SM คือหนี้ที่ค้างชำระตั้งแต่ 31 วัน แต่ไม่เกิน 90 วัน สถาบันการเงินจะเรียกหนี้กลุ่มนี้ว่า “หนี้ที่ต้องกล่าวถึงเป็นพิเศษ” ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าลูกหนี้เริ่มมีปัญหาในการผ่อนชำระ

กลุ่ม Gen Yมีความเสี่ยงในการเป็นหนี้เสียสูง

ขณะที่กลุ่ม Gen Y หรือกลุ่มคนรุ่นใหม่ ถือเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และธนาคาร เพราะเป็นกลุ่มที่มีความต้องการที่อยู่อาศัยสูง โดยเฉพาะในกลุ่มบ้านราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท ซึ่ง Gen Y มีสัดส่วนถือครองบัญชีสูงถึง 31% แต่ในขณะเดียวกัน Gen Y ถือเป็นกลุ่มคนซื้อบ้านที่ต้องเฝ้าระวัง เนื่องจากเป็นกลุ่มที่เริ่มสร้างตัว ทำให้อาจมีภาระหนี้หลายด้านพร้อมกัน ดังนั้นเมื่อเกิดปัจจัยลบทางเศรษฐกิจจึงกลายเป็นหนี้เสียได้ง่ายกว่ากลุ่มที่มีฐานะการเงินมั่นคงแล้วอย่าง Gen X

ส่งผลให้สถาบันการเงินมีความเข้มงวดเป็นพิเศษกับคนกลุ่มนี้ในการพิจารณาพฤติกรรมการชำระหนี้คืน และหากลูกหนี้เริ่มเป็นหนี้ SM หรือ NPL สถาบันการเงินอาจเสนอการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ เช่น การยืดงวดผ่อนชำระ ซึ่งประวัติการปรับโครงสร้างหนี้จะถูกบันทึกไว้ในเครดิตบูโรด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตามแม้จะช่วยให้ลูกหนี้กลับมาผ่อนไหว แต่สถาบันการเงินก็จะนำประวัตินี้มาพิจารณาถึงวินัยทางการเงินในการขอสินเชื่อใหม่ในอนาคต

tag :
AP AssetWise EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC sansiri SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง