จับตา! ราคาบ้านขยับ 10% เซ่นพิษสงครามตะวันออกกลาง

ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นตั้งแต่ต้นปี 2569 โลกกำลังจับตามองว่าความขัดแย้งนี้จะสิ้นสุดลงเมื่อใด แต่สำหรับภาคอสังหาริมทรัพย์ไทย “ราคา” ได้กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่รอไม่ได้

สายงานสินเชื่อธุรกิจ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร (KKP) วิเคราะห์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยปี 2569 โดยคาดการณ์ว่ายอดโอนกรรมสิทธิ์ทั่วประเทศหดตัวเหลือ 290,000 ยูนิต จาก 316,214 หน่วยในปี 2568 ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 8 ปี โดยมีสาเหตุจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นตามสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ผลักดันให้ต้นทุนวัสดุก่อสร้างพุ่งตาม นำไปสู่ “ภาวะต้นทุนปรับฐานใหม่” (New Cost Base) กดดันบ้านโครงการใหม่ต้องปรับราคาขายขึ้นร้อยละ 5-10 ส่งผลให้ตลาดโครงการระดับกลาง-ล่าง เผชิญภาวะชะลอตัวอย่างหนัก

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลและพันธมิตรที่ทวีความรุนแรงขึ้นในเดือนมีนาคม กำลังส่งแรงกระเพื่อมเข้าสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยในหลายมิติ ทั้งในมิติต้นทุน (Supply) กำลังซื้อ (Demand) และ โอกาสในการซื้อ โดยมีปัจจัยหลักสำคัญคือพลังงาน เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยมีความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปเฉลี่ย 124 ล้านลิตรต่อวัน และยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศเป็นสัดส่วนสูง เมื่อการปิดช่องแคบฮอร์มุซส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งสูงกว่า 110–120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งวัสดุก่อสร้างหลัก อาทิ ปูนซีเมนต์ คอนกรีต และเหล็ก จึงปรับตัวสูงขึ้นตามผลกระทบดังกล่าวปรากฏชัดเจนในกลุ่มบ้านขนาดมาตรฐาน 120-170 ตร.ม. ระดับราคา 2-5 ล้านบาท ซึ่งเป็นกลุ่มตลาดที่ใหญ่ที่สุดในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ด้วยสัดส่วนยอดขายถึงร้อยละ 54 หรือคิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 76,200 ล้านบาท

โดยปกติโครงสร้างต้นทุนของที่อยู่อาศัยกลุ่มนี้จะประกอบด้วยค่าวัสดุร้อยละ 60 และค่าแรงร้อยละ 40 (ไม่รวมค่าที่ดิน) แต่ความผันผวนของราคาพลังงานโลกได้กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้งบประมาณก่อสร้างแกว่งตัวโดยเฉพาะราคาเหล็ก ซึ่งเป็นวัสดุที่อ่อนไหวต่อทั้งค่าขนส่งทางเรือและราคาพลังงานโลก เหล็กเป็นวัสดุหลักในงานฐานราก เสา และคาน ที่คิดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 18 ของราคาบ้านทั้งหมด หากราคาเหล็กในตลาดโลกดีดตัวสูงขึ้นในช่วงเริ่มต้นโครงการ จะส่งผลให้ภาระต้นทุนโดยรวมพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่เดือนแรกของการก่อสร้าง

นอกจากงานโครงสร้างแล้ว กลุ่มงานระบบไฟฟ้าและประปายังมีความไวต่อราคาปิโตรเคมีอย่างมาก เนื่องจากท่อ PVC สายไฟ และอุปกรณ์พลาสติกต่างๆ มีส่วนประกอบหลักที่อ้างอิงกับราคาน้ำมันดิบโดยตรง ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนต้นทุนประมาณร้อยละ 12 เช่นเดียวกับงานสถาปัตยกรรมอย่างสีทาอาคารและวัสดุปูกระเบื้อง ที่ต้องใช้สารทำละลายและเรซินจากปิโตรเลียมเป็นส่วนประกอบหลัก ซึ่งบ้านกลุ่มระดับราคานี้มักจะเน้นความสวยงามในจุดที่มองเห็นได้ชัดเจน ทำให้ทุกรายละเอียดของการตกแต่งมีต้นทุนแฝงจากสงครามซ่อนอยู่

กลุ่มบ้านที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ คือ บ้านแนวราบระดับราคา 2-5 ล้านบาท ที่กระจายตัวอยู่ในเขตปริมณฑล โดยพื้นที่ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ ได้แก่ โซนรังสิต-ปทุมธานี ที่มีจำนวนบ้านเหลือขาย 19,300 หน่วย มูลค่า 67,500 ล้าน โซนบางบัวทอง-นนทบุรี มีจำนวนบ้านเหลือขาย 18,100 หน่วย มูลค่า 63,300 ล้าน และโซนบางนา-สมุทรปราการ มีจำนวนบ้านเหลือขาย 16,400 หน่วย มูลค่า 57,400 ล้าน

ด้าน SCB EIC ให้ความเห็นว่า ภาระหนี้สิน ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเร็วกว่ารายได้ และการให้สินเชื่อของสถาบันการเงินที่เข้มงวดต่อเนื่องจากปี 2568 อีกทั้ง สงครามตะวันออกกลางมีแนวโน้มซ้ำเติมกำลังซื้อให้ฟื้นตัวได้ยากมากขึ้น โดยกรณีสงครามยืดเยื้อ มีความเสี่ยงหดตัว 10% ถึง 15% (YoY) และส่งผลต่อการลดลงของอุปทานใหม่ ทำให้หน่วยเหลือขายสะสมในกรุงเทพฯ-ปริมณฑลปี 2569 มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 มาอยู่ที่ราว 212,000 หน่วย (-4%YOY) ทั้งนี้การเปิดตัวโครงการใหม่ต้องเตรียมรับมือกับภาวะต้นทุนวัสดุก่อสร้างพุ่งสูงขึ้น จากสงครามตะวันออกกลาง ขณะที่กำลังซื้อยังไม่สามารถฟื้นตัวได้ กดดันให้ผู้ประกอบการไม่สามารถปรับขึ้นราคาที่อยู่อาศัยได้มากนัก และกระทบต่ออัตรากำไรตามมา

การปรับตัวของภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปี 2569 จำเป็นต้องเปิดโครงการใหม่อย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะทำเลที่หน่วยเหลือขายสะสมสูง ที่อยู่อาศัยราคาปานกลางลงมา รวมถึงในต่างจังหวัด อีกทั้ง เร่งสร้างรายได้และกระแสเงินสด ทั้งขยายตลาดผู้มีกำลังซื้อสูงที่ต้องการย้ายประเทศหนีสงคราม ปรับโมเดลธุรกิจ เช่น การเช่า การเช่าซื้อ รวมถึงเปิดโครงการใหม่ขนาดปานกลาง-เล็ก เพื่อรักษาสภาพคล่อง ควบคู่ไปกับการร่วมมือกับผู้รับเหมาเพื่อร่วมกันบริหารต้นทุน เช่น กำหนดปริมาณการสั่งซื้อวัสดุก่อสร้าง ลดของเสียและความผิดพลาดจากการก่อสร้าง

ขณะเดียวกัน สุรเชษฐ กองชีพ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา คุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย ให้ความเห็นว่า หากภาวะสงครามยืดเยื้อเป็นเวลานาน ราคาบ้านมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นตามต้นทุนใหม่ทันที ซึ่งราคาวัสดุก่อสร้างในช่วงเดือนที่ผ่านมาปรับตัวสูงขึ้น 5% – 10% แล้ว รวมถึงแรงกดดันจากอัตราเงินเฟ้อและราคาน้ำมัน แต่ราคาขายบ้านในระดับ 10 – 30 ล้านบาท จะยังคงเป็นเซกเม้นต์ที่ไปต่อได้ แม้จะมีการปรับราคาขายขึ้นตามต้นทุนใหม่ก็ตตาม แต่ในปัจจุบันส่วนใหญ่ยังคงเป็นราคาต้นทุนเดิม ดังนั้นช่วงเวลานี้จึงถือเป็นโอกาสทองสำหรับผู้ซื้อที่ต้องการที่อยู่อาศัยจริง (Real Demand) ในการเข้าถือครองสินทรัพย์ภายใต้ข้อเสนอที่คุ้มค่าจากผู้ประกอบการ พร้อมรับประโยชน์สูงสุดจากมาตรการภาครัฐ ที่ปัจจุบันอัตราดอกบี้ยต่ำ นอกจากนี้ มาตรการผ่อนปรนเกณฑ์การกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (LTV) ที่ให้กู้ได้เต็ม 100% กำลังจะสิ้นสุดลงในวันที่ 30 มิถุนายน 2569 นี้ และยังไม่มีประกาศต่ออายุออกมาอย่างเป็นทางการ การตัดสินใจซื้อก่อนกรอบเวลาดังกล่าวจะหมดลง จึงไม่เพียงแต่เป็นการ ‘ล็อกต้นทุนราคาบ้าน’ และ ‘อัตราดอกเบี้ยที่คุ้มค่า’ เนื่องจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมายระดับบนยังคงเป็นตลาดที่มีศักยภาพ มีความพร้อมทางการเงิน และได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจน้อยกว่าตลาดระดับแมส อ่านเพิ่มเติม>>> บ้านหรู 10 – 30 ล้านบาท เซกเมนต์ที่ไม่มีวันตาย

ขณะที่ นายอนันต์กร อมรวาที นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน (Home Builder Association : HBA) ธุรกิจรับสร้างบ้านต้องรับแรงกดดันจากปัจจัยความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และราคาพลังงานโลก ที่ส่งผลกระทบให้ราคาวัสดุก่อสร้างมีความผันผวน โดยเฉพาะกลุ่มเหล็กและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่องกับปิโตรเคมี ที่มีการปรับราคาราคาสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการก่อสร้างเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้บริษัทรับสร้างบ้านที่เป็นสมาชิกสมาคมฯ เตรียมปรับราคาบ้านทั่วประเทศขึ้น 3% – 5% เพื่อให้สอดรับกับต้นทุนการก่อสร้างที่แท้จริง เริ่มมีผลในช่วงปลายเดือนเมษายนเป็นต้นไป ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของตลาดรับสร้างบ้านในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ สำหรับผู้บริโภคที่กำลังวางแผนสร้างบ้านใหม่ ควรเตรียมตัวรับมือกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อราคาบ้านมีราคาที่สูงขึ้นจากปัจจุบันอีก 3 – 5% ทั้งนี้สำหรับผู้บริโภคที่มีความพร้อม การทำสัญญาในช่วงนี้ถือเป็นการล็อกต้นทุนเดิมเอาไว้ก่อนการปรับราคาครั้งใหญ่จะเริ่มขึ้น หลังจากสิ้นเดือนเมษายนเป็นต้นไป ทำให้มั่นใจได้ว่างบประมาณสร้างบ้านจะไม่บานปลาย

ท้ายที่สุดแล้วคงต้องจับตาดูว่า ราคาบ้านจะขึ้นแล้วขึ้นเลยหรือไม่? มีแนวโน้มสูงว่าจะเป็นเช่นนั้นในเชิงของ “ราคาขาย” เนื่องจากผู้ประกอบการไม่สามารถแบกรับภาระขาดทุนจากต้นทุนก่อสร้างที่สูงขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม ในฝั่งของผู้ซื้ออาจจะได้เห็นโปรโมชันหรือเงื่อนไขพิเศษเพื่อพยุงยอดโอนในช่วงเปลี่ยนผ่าน แต่ในระยะยาว เมื่อวัสดุสต็อกเก่าหมดลง “บ้านราคาถูก” ที่เคยรู้จัก อาจกลายเป็นเพียงภาพจำในอดีตที่ถูกสงครามและพลังงานทำลายลงอย่างถาวร

tag :
AP AssetWise EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC sansiri SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง