- เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่นตั้งรับสงครามตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯและอิหร่านยืดเยื้อ เดินหน้ายกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานผ่านนวัตกรรมที่ทันสมัยเพื่อรับมือกับทุกวิกฤติ ครอบคลุมทั้งด้านไฟฟ้า น้ำ และการขนส่ง
- ไทวัสดุรุกขยายการติดตั้งโซลาร์เซลล์เพิ่มอีก 18 สาขา กำลังผลิตรวม 2 เมกะวัตต์ ขณะที่เซ็นทรัล รีเทลเตรียมติดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charging Station) มากกว่า 450 จุด ครอบคลุมทุกกลุ่มธุรกิจอย่างต่อเนื่อง
- ลดการขนส่งและคลังสินค้าสีเขียว ใช้รถบรรทุกและรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รวม 144 คัน ช่วยลดการใช้น้ำมันดีเซลได้สูงถึง 1,023,209 ลิตรต่อปี พร้อมเปลี่ยนมาใช้รถยกไฟฟ้า (Electric Forklift) ในคลังสินค้าแทนระบบก๊าซ LPGตั้งเป้าลดต่อเนื่องมากกว่า 2% ต่อปีในปี2569
จริยา จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายความยั่งยืน บริษัทเซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯและอิหร่าน และสภาวะสงครามที่ยืดเยื้อ ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพด้านพลังงานของทุกๆประเทศ ในฐานะที่เซ็นทรัล รีเทล เป็นผู้นำธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง และมีร้านค้าครอบคลุม 63 จังหวัดทั่วประเทศ ได้ตระหนักถึงบทบาทสำคัญในการเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตผู้คน เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนด้านพลังงาน และเสริมความแข็งแกร่งให้กับสังคมและธุรกิจในระยะยาว โดยเดินหน้ายกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานผ่านนวัตกรรมที่ทันสมัยเพื่อรับมือกับทุกวิกฤติอย่างเป็นรูปธรรมและเพื่อผลลัพธ์ที่ยั่งยืน โดยมีการตรวจสอบการใช้พลังงานอย่างสม่ำเสมอเพื่อปิดจุดอ่อนด้านการสูญเสียทรัพยากร ครอบคลุมทั้งมิติด้านไฟฟ้า น้ำ และการขนส่ง

โดยด้านพลังงานสะอาดแห่งอนาคต ได้มีการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์บนหลังคาไปแล้ว 181 แห่ง ณ ปี 2568 ผ่านมา ซึ่งสามารถผลิตพลังงานสะอาดได้ถึง 204,818 เมกะวัตต์ชั่วโมงต่อปี คิดเป็นสัดส่วน 23% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งหมด และช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ถึง 102,389 ตันต่อปี ส่วนในปี 2569นี้ไทวัสดุมีแผนรุกขยายการติดตั้งโซลาร์เซลล์เพิ่มอีก 18 สาขา กำลังผลิตรวม 12.2 เมกะวัตต์ ขณะที่เซ็นทรัล รีเทลได้ติดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charging Station) มากกว่า 450 จุด ครอบคลุมทุกกลุ่มธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาดให้เข้าถึงผู้บริโภคในสภาวะที่น้ำมันมีราคาสูง

ด้านระบบบริหารจัดการอัจฉริยะ เซ็นทรัล รีเทล ได้นำระบบควบคุมจัดการเครื่องทำความเย็น Chiller Plant Manager System (CPMS) และระบบ Energy Management Information System (EMIS) มาใช้ในศูนย์การค้าจำนวน 15 แห่งทั้งในไทยและเวียดนาม เพื่อติดตามข้อมูลพลังงานแบบ real-time รวมถึงตรวจจับและแก้ไขความสูญเสียพลังงานได้อย่างรวดเร็ว
ส่วนการขนส่งและคลังสินค้าสีเขียว ได้ปรับเปลี่ยนมาใช้รถบรรทุกและรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รวม 144 คัน ช่วยลดการใช้น้ำมันดีเซลได้สูงถึง 1,023,209 ลิตรต่อปี พร้อมเปลี่ยนมาใช้รถยกไฟฟ้า (Electric Forklift) ในคลังสินค้าแทนระบบก๊าซ LPG เพื่อลดมลพิษและต้นทุนในการดำเนินงาน นอกจากนี้ยังยกระดับศูนย์กระจายสินค้าประเภท Non-food สู่มาตรฐาน ISO 50001 เพื่อบริหารจัดการพลังงานอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้ในปี 2568 สามารถลดการใช้พลังงานได้มากกว่า 5% และตั้งเป้าลดต่อเนื่องมากกว่า 2% ต่อปีในปี2569

และการจัดการน้ำยั่งยืน ได้ดำเนินการตามแผนบริหารจัดการน้ำ และติดตามการใช้น้ำในแต่ละหน่วยธุรกิจเพื่อระบุจุดที่มีศักยภาพและจัดลำดับความสำคัญในการอนุรักษ์น้ำ รวมถึงติดตั้งอุปกรณ์ประหยัดน้ำในศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ 9 สาขา ช่วยลดการใช้น้ำลงได้ 3,000 ลิตรต่อเดือนต่อสาขา พร้อมใช้ระบบรีไซเคิลน้ำเสียจากคูลลิ่งทาวเวอร์และน้ำฝนกลับมาใช้ในระบบรดน้ำต้นไม้และสุขภัณฑ์ และตรวจสอบคุณภาพน้ำเสียอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ยังได้ร่วมมือกับคู่ค้าผ่านโครงการ CRC Supply Chain Networking เพื่อแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติ ESG
นอกจากนี้ยังได้ตอบรับนโยบายภาครัฐเพื่อลดภาระค่าครองชีพ ผ่านการเข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ” ภายใต้การดำเนินงานของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ โดยท็อปส์ และโก โฮลเซลล์ ได้จัดสินค้ารวมกว่า 2,300 รายการมาวางจำหน่ายในราคาพิเศษ ครอบคลุมทั้งสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต และวัตถุดิบอาหาร พร้อมกันนี้ศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ได้ร่วมกับร้านค้าภายในศูนย์ฯ และพันธมิตร ลดราคาสินค้าอีกกว่า 1,000 รายการ เพื่อช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายให้แก่ลูกค้า ณ ศูนย์การค้าโรบินสันไลฟ์สไตล์ที่ร่วมรายการ





