ฟันธง!อสังหาฯปี’61โต5-10%-REICเผยซัพพลายบ้านใหม่ปีนี้กว่า 2.65 แสนหน่วย

จากการคาดการณ์กันของเหล่ากูรูทั้งในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ เศรษฐศาสตร์และการเงินต่างเห็นพ้องกันว่าปี 2561 ถ้าการเติบโตของเศรษฐกิจอยู่ ที่ระดับระดับ 3.9-4.2% ตลาดอสังหาฯน่าจะเติบโตตามเศรษฐกิจมาอยู่ที่ระดับ 5-10% และยังไม่มีความกังวลเรื่องปัญหาโอเวอร์ซัพพลาย โดยตลาดคอนโดมิเนียมยังคงเป็นสินค้าหลักทั้งขายและการโอนมากที่สุด และถึงแม้จะมีปัจจัยบวกที่มาสนับสนุนไม่ว่าจะเป็น การลงทุนของภาครัฐ ,อัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับต่ำ และธนาคารเริ่มปล่อยกู้ซื้อที่อยู่อาศัย(บ้าน)มากขึ้นเห็นได้จาการเพิ่มเป้าการปล่อยสินเชื่อของแต่ละธนาคาร ฯลฯ  แต่การลงทุนยังต้องเพิ่มความระมัดระวัง ต้องเผื่อความเสี่ยงด้วย ทั้งยังมองว่าตลาดยังเป็นของผู้เล่นรายใหญ่ที่มีความได้เปรียบในเรื่องของต้นทุนทางการเงิน

 

โดยนายอธิป พีชานนท์ นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า สัญญาณการกลับมาของตลาดอสังหาฯเห็นมาตั้งแต่ปลายปี2560และคาดว่าในปีนี้ตลาดโดยรวมน่าจะเติบโตประมาณ 5-10% เนื่องจากกำลังซื้อยังคงแข็งแกร่ง โดยเฉพาะผู้บริโภคในเขตกรุงเทพฯ/ปริมณฑล และเป็นปีที่มีจำนวนคอนโดฯใหม่สร้างเสร็จและโอนกรรมสิทธิ์มากที่สุดปีหนึ่ง

 

อย่างไรก็ตาม ด้วยเพราะราคาคอนโดฯต่อตารางเมตรนั้นสูงทำให้กลุ่มผู้บริโภคที่มีรายได้ปานกลางมีงบไม่พอที่จะซื้อ โดยห้องชุดขนาด + -30 ตารางเมตร(ตร.ม.)ราคา 2-3 ล้านบาท ทำให้ผู้บริโภคเริ่มหันไปหาสินค้าทดแทน คือ ทาวน์เฮ้าส์ในทำเลถัดไป ดังนั้น ดีเวลลอปเปอร์ต้องหาช่องว่างของตลาด และทำเลส่วนใหญ่อยู่แนวถนนวงแหวนรอบใน ส่วนวงแหวนรอบนอกจะเป็นตลาดบ้านเดี่ยว ขณะที่ตลาดคอนโดฯนั้นจะอยู่แนวก่อสร้างรถไฟฟ้าสายใหม่ๆ

 

ความเห็นต่างๆดังกล่าวของนายอธิป สอดคล้องกับ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ( REIC ) ธนาคารอาคารสงเคราะห์  ที่กล่าวถึงภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ทั้งประเทศในปี 2561 ตลาดน่าจะเติบโตทั้งที่อยู่อาศัยแนวสูง(คอนโดฯ)และแนวราบ(บ้านจัดสรร)โดยประมาณการอุปทานหรือซัพพลายที่อยู่อาศัยใหม่ทั่วประเทศในปีนี้อยู่ที่ 265,500 หน่วย  แบ่งเป็นตลาดที่อยู่อาศัยในเขตุกรุงเทพและปริมณฑลอยู่ที่  154,200 หน่วย แบ่งเป็นโครงการแนวราบประมาณ 74,300 หน่วย คิดเป็น 48.2% ขณะที่อาคารชุดมีประมาณ 79,900 หน่วย คิดเป็น 51.8%

 

ส่วนตลาดที่อยู่อาศัยในภูมิภาคนั้นมีประมาณ 111,300 หน่วย แบ่งเป็นที่อยู่อาศัยแนวราบอยู่ที่ 79,000 หน่วย และคอนโดมิเนียมอยู่ที่ 31,400 หน่วย

ทั้งนี้หากพิจารณาจากประมาณการอุปทานและอุปสงค์ตลาดที่อยู่อาศัยทั่วประเทศนั้น จะเห็นว่าในตลาดกรุงเทพฯ/ปริมณฑล เป็นการเติบโตประภทอาคารชุดเป็นหลัก(มีสัดส่วนประมาณ 42%) มีอัตราการขยายตัวอยู่ที่ 8.6% และมีการหดตัวลงเล็กน้อยในเขตภูมิภาค ส่วนที่อยู่อาศัยแนวราบมีการเติบโตมากในภูมิภาคอยู่ที่ 3.4% โดยเติบโตในตลาดทาน์เฮ้าส์และบ้านเดี่ยวที่มีสัดส่วนใกล้เคียงกันคือ 25.2% และ 24.4% (ตามลำดับ)

 

โดยตลาดคอนโดฯที่เปิดขายใหม่ในกรุงเทพฯและปริมณฑล ตลาดให้การตอบรับดีมากที่สุดก็คือ ห้องชุดขนาด 1 ห้องนอน ราคาที่ 2-3 ล้านบาท ขณะที่ตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบนั้น จะเห็นว่าผู้ประกอบการหลายรายจะหันมารุกตลาดทาวน์เฮ้าส์มากขึ้น ในระดับราคา 2-3 ล้านบาท ขณะที่บ้านเดี่ยวราคาราคา 5 ล้านบาทขึ้นไป

 

ด้านนายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวให้ความเห็นว่า ตลาดอสังหาฯในปีนี้ยังคงเป็นเวทีของผู้เล่นรายใหญ่ที่มีความได้เปรียบในเรื่องของต้นทุนทางการเงิน ประกอบกับต้นทุนที่ดินที่ปรับเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผู้เล่นรายใหญ่มีความได้เปรียบ โดยเฉพาะตลาดคอนโดมิเนียม ทั้งนี้จะพบว่าตลาดคอนโดฯในกรุงเทพฯที่มีมูลค่ากว่า 2.4แสนล้านบาท จะพบว่ามีเพียง 28%เป็นของผู้ประกอบการขนาดกลาง-เล็ก ซึ่งหากมองย้อนหลังไปเมื่อ 5 ปีมีมากถึง 60%  และยังพบว่าระดับราคา 10-15 ล้านบาทต่อยูนิตนั้นรายกลางรายเล็กนั้นแทรกเข้ามาสู่ตลาดนี้ยากมาก ด้วยเหตผลหลักเพราะต้นทุนที่ดินที่ปรับเพิ่มขึ้นทุกๆปี อีกทั้งยังเผชิญกับปัญหาธนาคารไม่ปล่อยสินเชื่อโครงการ

 

ส่วนตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบประเภทบ้านเดี่ยวทีมีมูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาท การเข้ามาแชร์ตลาดของรายกลาง-รายเล็กก็มีสัดส่วนที่ลดลงจากกว่า 60% เหลืออยู่ประมาณ 30%  ส่วนตลาดที่อยู่อาศัยประเภททาวน์เฮ้าส์ที่ปี 2560 ที่ผ่านมามีมูลค่ากว่า 77,000 ล้านบาท พบว่ากว่า 60% เป็นของผู้ประกอบการรายใหญ่ 10 ราย สัดส่วนที่เหลือเป็นของรายกลาง-เล็ก ทั้งนี้ยังพบว่าในช่วงปี 2560 ที่ผ่านมากลุ่มสินค้าระดับ 2-5 ล้านบาท ผู้ประกอบการรายใหญ่ลงมาเล่นตลาดนี้ค่อนข้างมากส่งผลให้ตลาดมีการแข่งขันกันรุนแรงมากเช่นกัน

 

พร้อมกันนี้นายประเสริฐ ยังกล่าวในตอนท้ายด้วยว่า ในช่วงปีที่ผ่านมาภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีการเปลี่ยนแปลงมากและคาดว่าแรงเวี่ยงของการเปลี่ยนแปลงยังมีต่อเนื่องถึงปีนี้แต่ต่อเนื่องไปอีก 5-6 ปีจากนี้ไปนั่นคือ การควบรวมกิจการของรายใหญ่ การร่วมลงทุนกันของผู้ประกอบการ การปรับโครงสร้างธุรกิจ และการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ในรูปแบบโครงการมิกซ์ยูส ที่ประกาศเปิดตัวแล้ว 29 โครงการกว่า 7.2 แสนล้านบาทในช่วงปีที่ผ่านมา ในจำนวนนี้เป็นของรายใหญ่ 74% ที่เหลือ 26% เป็นของรายกลาง-เล็ก ซึ่งนั่นเป็นการสะท้อนภาพการตลาดอสังหาริมทรัพย์ในอนาคตว่า ตลาดเป็นของผู้เล่นรายใหญ่

 

tag :
AP AssetWise EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวบ้าน ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง