นักลงทุนต่างชาติยังหลั่งไหลสู่อสังหาฯไทย

ซีบีอาร์อี มองตลาดคอนโดฯปี 2561 ยังเติบโตต่อเนื่อง ระบุเงินทุนต่างชาติยังไหลเข้ามาไม่หยุดกว่า 70 % % เป็นการร่วมทุนรายโครงการกับนักลงทุนจากญี่ปุ่นในการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม พบสัดส่วนผู้ซื้อจากจีนเพิ่มมากขึ้นคิดเป็นสัดส่วน สัดส่วน 28 %

 

นางสาวอลิวัสสา พัฒนถาบุตร กรรมการผู้จัดการ ซีบีอาร์อี ประเทศไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยปรับตัวดีขึ้นพร้อมกับการเติบโตของภาคการส่งออกและการท่องเที่ยว  อัตราการเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของไทยปี 2560 สูงถึง 3.9% เนื่องจากตัวเลขการส่งออกไปยังตลาดหลักทุกแห่งเพิ่มสูงขึ้นมากถึง 9.9%

 

การส่งออกและการท่องเที่ยว: รายได้หลักของเศรษฐกิจไทย ทั้งนี้ ยังมองว่า ภาคการท่องเที่ยวซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 20% ของจีดีพีประเทศ มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในประเทศไทยสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 35.4 ล้านคนในปี 2560 คิดเป็นเพิ่มขึ้น 8.6% ต่อปี และคาดว่าจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอีกในปี 2561

ในส่วนของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์นั้น กรรมการผู้จัดการ ซีบีอาร์อี ประเทศไทย กล่าวว่า  เงินทุนต่างชาตยังไหลงสู่ภาคธุรกิจอสังหาฯ ธนาคารไทยมีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อในการพัฒนาโครงการใหม่ จึงทำให้ผู้พัฒนาโครงการต่างมองหาเงินลงทุนจากพันธมิตรต่างชาติ    โครงการอสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพฯ ที่เกิดจากการร่วมทุนมีจำนวนเพิ่มขึ้นจาก 4 โครงการในปี 2556 เป็น 52 โครงการในปี 2560  ซึ่งกว่า 70  % เป็นการร่วมทุนรายโครงการกับนักลงทุนจากญี่ปุ่นในการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียม และยังมองว่าเงินทุนต่างชาติยังคงหลั่งไหลเข้ามาสู่ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

 

ในปัจจุบัน ซีบีอาร์อี ประเทศไทย เห็นว่านักลงทุนยังมาจากชาติอื่นด้วย เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง และจีน   ถึงแม้ว่าการร่วมทุนที่ผ่านมาจะเริ่มต้นจากโครงการคอนโดมิเนียม แต่ซีบีอาร์อีคาดว่าการลงทุนใหม่ๆ จะมีทั้งคอนโดมิเนียมและอสังหาริมทรัพย์ที่สร้างรายได้อื่นๆ เช่น อาคารสำนักงาน  โรงแรม ธุรกิจรีเทล เป็นต้น

สำหรับสัดส่วนผู้ซื้อคอนโดมิเนียมชาวต่างชาติที่ทำธุรกรรมการซื้อขายคอนโดมิเนียมทั้งหมดที่ผ่านซีบีอาร์อี นั้นเพิ่มขึ้นจาก 23 % จากปี 2559  มาอยู่ที่ 25% ในปี 25560   และซีบีอาร์อีคาดการณ์ว่าผู้ซื้อชาวต่างชาติจะยังคงซื้อที่พักอาศัยในไทยทั้งระดับหรูและระดับราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาทอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมองเห็นว่าผู้พัฒนาโครงการพยายามทำการตลาดในต่างประเทศมากขึ้น  ในช่วงปี 2560 ที่ผ่านมาผู้ซื้อต่างชาติที่ทำธุรกรรมผ่านซีบีอาร์อี มีทั้งสิ้น 900 ธุรกรรมคิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 17,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้มีมากถึง 561 ธุรกรรมที่ซื้อห้องชุดในโครงการคอนโดมิเนียมหรูระดับราคากว่า 180,000 บาทต่อตารางเมตร (ตร.ม.)หรือราคาต่อยูนิตตั้งแต่ 15-17 ล้านบาทขึ้นไป โดยผู้ซื้อส่วนใหญ่มาจากจีน คิดเป็นสัดส่วน 28 %

 

“ การกำหนดเงินดาวน์ที่สูง จึงไม่กังวลว่าต่างชาติที่ซื้อไปแล้วจะไม่โอนกรรมสิทธิ์ แต่เป็นห่วงว่าหากการก่อสร้างล่าช้า ไม่ส่งมอบตามที่ในสัญญา ลูกค้าอาจแจ้งยกเลิกสัญญาแล้วเอาเงินคืนได้” นางสาวอลิวัสสา กล่าว พร้อมกับประมาณการว่า ในปี 2561 คอนโดมิเนียมในย่านใจกลางกรุงเทพฯ ( DOWNTOWN)เพิ่มขึ้น 5.2 % ต่อปี  และยังมีซัพพลายที่จะเข้ามาในอนาคตประมาณ 32,513 ยูนิต

 

ขณะที่คอนโดมิเนียมในย่านมิดทาวน์และชานชานเมืองกรุงเทพฯเพิ่มขึ้น 9.8 % โดยประมาณการว่าจะมีซัพพลายใหม่เข้ามาสู่ตลาดในอนาคตประมาณ 109,399 ยูนิต

การร่วมทุน

  • ธนาคารเข้มงวดมากขึ้นในการปล่อยสินเชื่อสำหรับการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์

ผู้ซื้อต่างชาติ

  • อสังหาริมทรัพย์ในไทยมีราคาต่ำกว่าอสังหาริมทรัพย์ประเทศอื่น
  • กรรมสิทธิ์การครอบครองโดยสมบูรณ์ (Freehold)
  • ชาวต่างชาติหรือผู้ซื้อบ้านหลังที่สองไม่ต้องเสียอากรแสตมป์เพิ่มเติม

 

ตลาดคอนโดมิเนียม

โอกาสของธุรกิจ

  • ความต้องการจากผู้ซื้ออยู่อาศัยจริงยังคงมีอย่างต่อเนื่อง
  • ธนาคารผ่อนปรนเงื่อนไขในการปล่อยสินเชื่อให้กับผู้บริโภค
  • การลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติที่มีเข้ามาต่อเนื่อง

ความเสี่ยงของธุรกิจ

  • ซัพพลายล้นตลาดในบางทำเลสำหรับที่พักอาศัยระดับกลาง
  • การควบคุมเงินทุนของจีน
  • ไม่มีการปล่อยสินเชื่อสำหรับผู้ซื้อต่างชาติ
  • การแขงขันสูงขึ้นสำหรับผู้พัฒนาโครงการที่ขยับขึ้นไปตลาดระดับบน

 

ความต้องการที่ดินในทำเลชั้นนำยังคงมีมากอย่างต่อเนื่อง

กรรมการผู้จัดการ ซีบีอาร์อี ประเทศไทย กล่าวว่า “ความต้องการที่ดินในทำเลชั้นนำของกรุงเทพฯ ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง เพราะผู้พัฒนาโครงการยังหาซื้อที่ดินเพื่อสร้างโครงการคอนโดมิเนียมและอสังหาริมทรัพย์ที่สร้างรายได้จากการปล่อยเช่า เช่น อาคารสำนักงาน  โรงแรม พื้นที่ค้าปลีก”

ราคาที่ดินย่านใจกลางธุรกิจ (ซีบีดี) ในทำเลชั้นนำที่ใกล้สถานีรถไฟฟ้าจะยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  โดยในปี 2560 ราคาที่ดินบางทำเลปรับตัวสูงถึง 25-30% ต่อปี

 

นอกจากนี้ แผนกวิจัย ซีบีอาร์อี ยังได้เห็นว่ามีการซื้อขายที่ดินครั้งที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของไทย คือ การร่วมทุนระหว่างกลุ่มเซ็นทรัลและฮ่องกงแลนด์ในการเข้าซื้อที่ดินสถานทูตอังกฤษด้วยราคา 420 ล้านปอนด์   และยังมีการซื้อขายที่ดินที่ทำสถิติราคาต่อตารางวาสูงสุด คือ การซื้อที่ดินขนาด 880 ตารางวาในซอยหลังสวนโดยเอสซี แอสเสท ด้วยราคา 3.1 ล้านบาทต่อตารางวา

 

นอกจากนี้ ผู้พัฒนาโครงการเริ่มวางแผนที่จะลดความเสี่ยงโดยการกระจายการลงทุนออกไป โดยผู้พัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมให้ความสนใจในอสังหาริมทรัพย์ที่สร้างรายได้ต่อเนื่อง คือ อาคารสำนักงาน พื้นที่ค้าปลีก และโรงแรม เป็นต้น

 

ส่วนที่ดินแบบมีกรรมสิทธิ์ถาวรหรือฟรีโฮลด์ในทำเลชั้นดีของย่านซีบีดีที่มีเหลือจำนวนน้อยมากนั้น จะมีราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

โอกาสของตลาดการลงทุน

  • มีการลงทุนต่างชาติในรูปแบบการร่วมทุนเพิ่มมากขึ้น
  • ความต้องการที่ดินในทำเลชั้นนำยังมีความต้องการต่อเนื่อง
  • ที่ดินทั้งแบบมีกรรมสิทธิ์เต็มหรือฟรีโฮลด์และเช่าระยะยาวความสนใจในอสังหาฯที่สร้างรายได้จากค่าเช่ามีเพิ่มมากขึ้น

ความเสี่ยงต่อตลาดการลงทุน

  • สถานการณ์การเมืองภาในประเทศ
  • นโยบายด้านภาษีและนโยบายอื่นๆที่ยังไม่มีความแน่นอน

 

tag :
AP EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC sansiri SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวบ้าน ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง