กคช.ผุด 3 โมเดลสนับสนุนโครงการร่วมลงทุนกับภาคเอกชนสานนโยบายไทยนิยม

การเคหะแห่งชาติ (กคช.) สนองนโยบายรัฐบาล (Government Policy) ตามหลักประชารัฐ-ไทยนิยมยั่งยืน และขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ที่อยู่อาศัยของการเคหะแห่งชาติโดยร่วมดำเนินการกับภาคเอกชน ภายใต้“โครงการเคหะประชารัฐร่วมทุน”

 

ดร.ธัชพล กาญจนกูล ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ (กคช) กล่าวว่า การเคหะแห่งชาติ ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้ดำเนินการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยตามแผนแม่บทการพัฒนาที่อยู่อาศัยระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560 – 2579)สำหรับประชาชนโดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยให้มีกรรมสิทธิ์เป็นของตนเอง ในปัจจุบันการเคหะแห่งชาติมีที่ดินรอการพัฒนาที่มีศักยภาพพร้อมให้ภาคเอกชนร่วมลงทุนพัฒนาโครงการให้เกิดมูลค่าเพิ่มเชิงรายได้ ภายใต้โครงการเคหะประชารัฐร่วมทุนตามยุทธศาสตร์ของการเคหะแห่งชาติ เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันระหว่างการเคหะแห่งชาติกับภาคเอกชนและประชาชน ลูกค้าผู้ต้องการที่อยู่อาศัย ซึ่งการจัดทำโครงการเคหะประชารัฐร่วมทุนเป็นการบูรณาการ ด้านนโยบายทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อน โดยมีเอกชนเป็นผู้จัดหาแหล่งเงินเข้ามาลงทุนภาคก่อสร้าง พร้อมการบริหารจัดการโครงการในลักษณะของการร่วมดำเนินกิจการ

 

ทั้งนี้ กรอบแนวคิดในการจัดทำโครงการเคหะประชารัฐร่วมทุนของการเคหะแห่งชาติ สำหรับโครงการที่ไม่เข้าข่ายพระราชบัญญัติ (พรบ.) การให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ.2556 ซึ่งการเคหะแห่งชาติดำเนินโครงการภายใต้ พรบ. การเคหะแห่งชาติ และระเบียบการเคหะแห่งชาติ ว่าด้วยการร่วมลงทุนซึ่งมีเกณฑ์การพิจารณาให้เอกชนเข้าร่วมดำเนินกิจการ 3 รูปแบบ ประกอบด้วย

 

การร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (Joint Investment) ตาม พรบ.ร่วมทุนฯ มูลค่าโครงการตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งขณะนี้ได้รับอนุมัติในหลักการจากคณะกรรมการการเคหะแห่งชาติแล้ว 3 โครงการ ได้แก่ โครงการเคหะชุมชนเชียงใหม่ (หนองหอย) บนเนื้อที่ 52 ไร่ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ โครงการร่มเกล้าคอนเน็คชั่น บนที่ดิน 128.96 ไร่ เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ และโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดงระยะที่ 3 และ 4 รองรับผู้อยู่อาศัยใหม่ อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ 2 โครงการ ได้แก่ โครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยสวัสดิการข้าราชการและเชิงพาณิชย์บนที่ดิน 136 ไร่ อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ และโครงการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยข้าราชการและเชิงพาณิชย์บนเนื้อที่ 118 ไร่ อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี

 

โครงการร่วมดำเนินกิจการระหว่างภาครัฐและเอกชน (Joint Operation) มูลค่าโครงการต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท การเคหะแห่งชาติจะดำเนินโครงการภายใต้ข้อบังคับ และระเบียบของการเคหะแห่งชาติ โดยการเคหะแห่งชาติได้คัดเลือกพื้นที่โครงการนำร่องไว้ 5 พื้นที่ ได้แก่ พัทยา (เทพประสิทธิ์) ปทุมธานี (แยกปทุมวิไล) นนทบุรี (ประชานิเวศน์ 3) สมุทรปราการ (บางปู) และเชียงใหม่ (หนองหอย 2) พื้นที่ราวโครงการละ 5 – 20 ไร่

 

โครงการร่วมสนับสนุนภาคเอกชน (Joint Supporting) การเคหะแห่งชาติเป็นพี่เลี้ยง (Consultant) ให้กับภาคเอกชน โดยจะเป็นที่ปรึกษาด้านการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการและบริหารจัดการงานก่อสร้าง ซึ่งการเคหะแห่งชาติจะพิจารณาทำเลที่ตั้งโครงการ ความเป็นไปได้ด้านการตลาด กายภาพ และการเงิน รวมทั้งประสานกับสถาบันการเงิน ซึ่งเบื้องต้นมี 3 แห่ง ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารกรุงไทย พร้อมให้การสนับสนุนลงนามความร่วมมือ (MOU) ในเดือนกรกฎาคม 2561 นี้ คาดว่าในระยะแรกจะคัดเลือกราว 20 – 30 โครงการ เพื่อสนับสนุนโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยของภาคเอกชน

 

อนึ่ง โครงการเคหะประชารัฐร่วมทุนจะช่วยกระตุ้นภาคเศรษฐกิจ เป็นการลดการใช้งบประมาณของรัฐ หรือลดการก่อหนี้สาธารณะลง ส่งผลต่อแผนการขับเคลื่อนความร่วมมือกับภาคเอกชนของการเคหะแห่งชาติในการยกระดับขีดความสามารถขององค์กรจากนักพัฒนา/ผู้จัดหาภาครัฐ (Public Developer) เป็นผู้อำนวยความสะดวก (Facililator) และเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ (Regulator)ในการพัฒนาที่อยู่อาศัยของประเทศต่อไป

 

 

 

 

 

 

tag :
AP AssetWise EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC sansiri SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง