อสังหาฯรุดพบ มท.1 ชงลดค่าโอน-จดจำนอง “บ้าน” 2หลังแรกทุกระดับราคา

สามสมาคมอสังหาฯนำทีมพบ “มท.1-อนุพงษ์ เผ่าจินดา”  หารือแนวทางแก้ปมกฎหมายหวังปลดล็อกธุรกิจ พร้อมเสนอลดค่าธรรมเนียมการโอน-จดจำนอง ในอัตราที่ต่ำเป็นพิเศษให้กับผู้บริโภคที่ซื้อที่อยู่อาศัย(บ้าน)สองหลังแรก ในทุกระดับราคาเป็นมาตรการระยะยาวหรือเป็นการถาวร

 

จากความกังวลในทุกมิติที่เกิดจากผลกระทบเศรษฐกิจและการครองชีพของครัวเรือนไทยในหลากหลายทั้งรายได้ การมีงานทำ ภาระค่าใช้จ่าย รวมถึงภาระหนี้สิน ส่งผลให้โหรเศรษฐกิจในทุกสำนักต่างออกมาประสานเสียงว่าปี 2562 ทั้งปีเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ สาเหตุหลักมาจากภาคการส่งออกที่ “หดตัว” และ “อุปสงค์” (Demand)ในประเทศที่มีแนวโน้มชะลอลงทุกภาคส่วน รวมถึงภาคการท่องเที่ยวยังมีแนวโน้มการขยายตัวที่ชะลอลงด้วยเช่นกัน จากปัจจัยดังกล่าวจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้มี มติการประชุมคณะกรรมการฯ ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2562 ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ต่อปี จากร้อยละ 1.75 เป็นร้อยละ 1.50 ต่อปี โดยให้มีผลทันที

ในส่วนของภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ก็เช่นกัน ผู้ประกอบการ สำนักวิจัยทั้งจากสถาบันการเงิน –เอกชน หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างเห็นพ้องไปในทิศทางเดียวกันว่า ยอดจองซื้อที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลน่าจะมีการหดตัวไม่ต่ำกว่า 10 % เมื่อเทียบกับปี 2561ทั้งปี ด้วยเหตุผลดังกล่าว การกระตุ้น Demand ของผู้บริโภคภายในประเทศจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จำเป็นต้องเร่งดำเนินการออกมาตรการมารองรับ

รุดพบ มท.1 แก้ปมกม.ปลดล็อกธุรกิจ

ล่าสุด คณะผู้บริหารสามสมาคมอสังหาริมทรัพย์ และสามสมาคมอสังหาฯภูมิภาคตะวันออก (EEC) เข้าพบ มท.1 “พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อแสดงความยินดีและหารือข้อกฏหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โดยรวมและประเด็นเกี่ยวกับภาคอสังหาฯ ในภูมิภาคตะวันออก (EEC)  ณ กระทรวงมหาดไทย ประกอบด้วย ดร.อาภา อรรถบูรณ์วงศ์ นายกสมาคมอาคารชุดไทย,นายอธิป พีชานนท์นายกกิตติมศักดิ์และที่ปรึกษา สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร ,นายวสันต์ เคียงศิริ นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรรและนายพรนริศ  ชวนไชยสิทธิ์  นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย เป็นต้น

ส่วนสามสมาคมอสังหาฯภูมิภาคตะวันออก (EEC)ที่เข้าพบ มท.1 ในครั้งนี้ประกอบด้วยนายมีศักดิ์ ชุนหรักษ์โชติ  นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์จังหวัดชลบุรี และกรรมการสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย ,นายวัชระ ปิ่นเจริญ  นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ฉะเชิงเทรา และกรรมการบริหารสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทยพร้อมด้วย  นายเปรมสรณ์ ศรีวิบูลย์ชัย  นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ระยอง และกรรมการบริหารสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย

เสนอลดค่าธรรมเนียมการโอน-จดจำนอง “บ้าน” 2หลังแรก

ดร.อาภา อรรถบูรณ์วงศ์ นายกสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวว่า ในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่นี้ การเพิ่มการบริโภคในประเทศเพื่อชดเชยการส่งออกที่ลดลงนั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ และ ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นธุรกิจ “เรียล เซกเตอร์” หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยทุกครั้งที่รัฐบาลได้ออกมาตรการมา โดยเฉพาะการลดค่าธรรมเนียมการโอน และการจดจำนองในการซื้อขายบ้านและที่ดิน จะได้ผลดีต่อภาพรวมทั้งธุรกิจและเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคเสมอ จึงได้ขอให้สนับสนุนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลดภาระของผู้บริโภคถึงแม้ว่ากรมที่ดินจะไม่ใช่หน่วยงานต้นน้ำในการออกมาตรการลดค่าธรรมเนียมในการโอน-การจดจำนองหรือค่าใช้จ่ายอื่นๆ แต่การทำนิติกรรมในการซื้อการขาย บ้าน หรือที่ดินนั้นก็ไปจะไปทำ ณ กรมที่ดิน ที่อยู่ภายใต้การกำกับดุแลของกระทรวงมหาดไทย

ทั้งนี้ สำหรับค่าธรรมเนียมการทำนิติกรรม ( ค่าธรรมเนียมโอน ) มีการจัดเก็บในอัตรา 2 % จากราคาประเมิน ส่วนค่าจดจำนอง ( กรณีจำนองกับสถาบันการเงิน ) มีการจัดเก็บอยู่ในอัตรา 1% ของมูลค่าที่จำนอง (จำนวนที่กู้ทั้งหมด)

“(เรา)ได้เสนอท่านอนุพงษ์ไปในแง่ที่ว่า การลดค่าธรรมเนียมการโอน-จดจำนองนั้นขอให้เป็นอัตราที่ต่ำเป็นพิเศษให้กับผู้บริโภคที่ซื้อที่อยู่อาศัย(บ้าน)สองหลังแรก ไม่ว่าจะเป็นบ้านหรือคอนโดฯในทุกระดับราคาเป็นมาตรการระยะยาวหรือเป็นการถาวร ไม่ควรเป็นมาตรการระยะสั้น  ” ดร.อาภา กล่าว พร้อมกับขยายความเพื่อให้เห็นภาพว่า สาเหตุที่นำเสนอว่า เป็นบ้านสองหลังแรกที่ได้รับสิทธิประโยชน์ลดค่าธรรมเนียมการโอน-จดจำนองนั้นขอให้เป็นอัตราที่ต่ำเป็นพิเศษ นั้นก็เนื่องจากว่า ในยุคปัจจุบันสังคมไทยได้เปลี่ยนจากเกษตรกรรมมาเป็นอุตสาหกรรมและการบริการ ประชาชน(คน)มีการเคลื่อนย้ายที่อยู่อาศัยตามแหล่งงานซึ่งต่างจากอดีตในยุคเกษตรกรรมที่คนจะปักหลักการอยู่อาศัยในที่เดิม ดังนั้น การซื้อที่อยู่อาศัยหรือการมีบ้านสองหลังจึงถือเป็นเรื่องปกติของคนยุคใหม่ “ไปทำงานที่ไหน ก็ซื้อที่อยู่อาศัยใกล้ที่ทำงาน”

นอกจากนี้ยังมีเรื่องอื่นๆที่นำเสนอ “ พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา” นั้นก็คือ การจัดตั้งนิติบุคคลบ้านจัดสรร โดยกว่าจะสร้างเสร็จส่งมอบให้กับลูกบ้านได้นั้นใช้เวลาอย่างน้อย 3-4 ปี ซึ่งในบางครั้งการใช้งานอาคารหรือพื้นที่ส่วนกลางนั้นเกิดทรุดโทรม หรือชำรุด ซึ่งเท่อถึงเวลาจัดตั้งนิติบุคคลขึ้นมาดูแล ลูกบ้านก็มักจะเสนอให้ทางผู้ประกอบการเจ้าของโครงการรื้อ ทุบ สร้างขึ้นมาใหม่ ในประเด็นนี้ ทางเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในฐานะที่เป็นกรรมการกลางมักจะเสนอให้ทั้งสองฝายคือ ฝ่ายผู้ประกอบการและลูกบ้านไปพูดคุยทำความตกลงกันเอง ผลตามมาคือ คุยกันไม่จบ ! จึงต้องการเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเข้ามามีส่วนร่วมหรือปฎิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายได้ระบุ

“ การเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่เข้ามาปฎิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นกรรมการกลางนั้น เรื่องนี้มีการพูดคุยกันมานานและบ่อยมาก แต่ในที่สุดพอเกิดเหตการณ์ขึ้นเจ้าหน้าที่ก็จะออกมาให้ 2 ฝ่ายไปพุดคุยกันเองกันเอง ซึ่งไม่จบ ” ดร.อาภา กล่าวย้ำ

หวั่นเกิดสูญญากาศประกาศใช้ประโยชน์ที่ดินEEC(หาก)ไร้ผังเมือง

พร้อมกันนี้ ดร.อาภา ได้กล่าวว่า ในทุกประเด็นที่หารือนั้น พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา ได้รับทราบและพร้อมสนับสนุนรวมถึงได้ตอบรับที่จะนำข้อเสนอไปปรับปรุงหรือหาวิธีดำเนินการ ซึ่งก็รวมถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับอสังหาฯภูมิภาคตะวันออก (EEC)ด้วยเช่นกัน โดยดร.อาภา ยังกล่าวให้ความเห็นว่า โดยเฉพาะเรื่อง(ร่าง)แผนผังการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ 3 จังหวัดในภูมิภาคตะวันออก( EEC)นั้นถ้าประกาศออกมาโดยที่ยังไม่มี(ร่าง)ผังเมืองใหม่ออกมานั้น อาจทำให้เกิดสุญญากาศขึ้นมาได้ “ระหว่างที่รอ(ร่าง)ผังเมืองในแต่ละจังหวัดหรือในแต่ละพื้นที่ หากภาคประชาชนจะยื่นขออนุญาตอะไร ก็อาจจะได้-เสียประโยชน์ที่ไม่เท่ากัน” แต่อย่างไรก็ดี โดยรวมๆแล้วค่อนข้างพอใจกับการกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ EEC

ด้านนายวัชระ ปิ่นเจริญ  นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์ฉะเชิงเทรา ได้กล่าวว่า ในการเข้าพบพลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา นั้นได้มีอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมืองได้เข้าร่วมในครั้งนี้ด้วย พร้อมกับให้รายละเอียดถึง (ร่าง) แผนผังการใช้ประโยชน์ที่ดิน และ (ร่าง) แผนผังการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ที่คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ได้เห็นชอบเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2562 หลังจากนั้นกรมโยธาธิการและผังเมือง จะนำเสนอร่างให้คณะรัฐมนตรี(ครม.)พิจารณาบังคับใช้ในเร็วๆนี้ พร้อมกับการปรับปรุงผังเมืองของแต่ละพื้นที่ทั้ง 3 จังหวัด ให้เป็นไปตาม (ร่าง) แผนผังการใช้ประโยชน์ที่ดิน และ (ร่าง) แผนผังการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกต่อไป

“เดิมที่ยังไม่เห็นร่างแผนผังการประโยชน์ที่ดินฯเราก็กังวลพอสมควรแต่หลังจากที่เห็นร่างและได้ทราบรายละเอียดแล้วก็พอใจกับการเปิดกว้างในการพัฒนาอสังหาฯในพื้นที่EEC ” นายวัชระกล่าว พร้อมกันนี้นายวัชระ ยกตัวอย่างให้เห็นว่า ในการพัฒนาที่อยู่อาศัยแนวราบนั้นสามารถพัฒนาได้ในทุกพื้นที่ ที่อยู่อาศัยที่พัฒนาได้นั้นสามารถทำได้ทุกประเภททั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ (ซึ่งเดิมในบางพื้นที่สามารถพัฒนาได้เฉพาะบ้านเดี่ยว) อีกทั้งไม่ได้มีข้อกำหนดขนาดพื้นที่ในพัฒนา ยกเว้น อาคารพาณิชย์ ที่ยังคงไว้ให้พัฒนาได้ไม่เกิน 5%ของพื้นที่โดยรวม

อนึ่ง การจัดทำร่างแผนผังการใช้ประโยชน์ที่ดิน ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และได้วางแผนรองรับการพัฒนาพื้นที่ในอนาคตระยะ 20 ปี (2560-2580) ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัดในพื้นที่ EEC  ได้แก่ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา มีพื้นที่ 8,291,250 ไร่ โดยในปี 2560 มีประชากร 4,015,168 คน และคาดว่าในปี 2580 จะเพิ่มเป็น 6,006,380 คน

 

tag :
AP EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC sansiri SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวบ้าน ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง