ชัดๆ บิ๊กพฤกษาฯ “ขึ้นป้ายขายที่ดินทิ้ง” หวังกำเงินสด!!

“ทอล์ค ออฟ เดอะทาวน์” บิ๊กพฤกษาฯ งัดมาตรการประกาศ “ขึ้นป้ายขายที่ดินทิ้ง” ขอกอดสภาพคล่องตุนเงินสดเข้ากระเป๋าไว้ให้ได้มากที่สุดผ่านที่ดินไพร์มแอเรีย 5 แปลง “พญาไท – เดอะมอลล์ท่าพระ – ประดิพัทธ์ – สุขุมวิท 18 – สีลม” ส่วนที่ดิน 11 ไร่ตลาดแฮปปี้แลนด์ และ กว่า 6 ไร่ติดถนนใหญ่ใกล้ รพ.ลาดพร้าว มาลุ้นว่าเอาไงต่อ…!!

 

ท่ามกลางที่เศรษฐกิจไทยเผชิญกับความท้าทายครั้งใหม่ครั้งใหญ่จากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (COVID-19) ได้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างแทบกระอักไปเกือบจะทุกภาคส่วน ที่โดนหนักและรับไปเต็มๆก็คือภาคการท่องเที่ยว หยุดการเดินทาง สนามบินถูกปิด สายการบินหยุดให้บริการ ผลต่อเนื่องกระทบต่อภาคการส่งออกและการค้าขายระหว่างประเทศก็ชะลอตัวตามสภาวะการณ์เศรษฐกิจและการปิดประเทศ ส่วนเซกเตอร์อย่างภาคธุรกิจ “อสังหาริมทรัพย์” แม้ดูเหมือนว่าจะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงก็ตาม แต่เมื่อภาพโดยรวมของเศรษฐกิจไม่ดีย่อมยากที่จะเลี่ยงผลกระทบพ้น

สิ่งที่เห็นและเกิดขึ้นตลอดช่วงกว่า 4 เดือน(1ม.ค.- 13 พ.ค.2563) บริษัทอสังหาริมทรัพย์เปิดขายโครงการใหม่น้อยสุดในรอบ 8 ปีสะท้อนภาพจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ที่รายงาน สถานการณ์โครงการที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่ในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ไตรมาส 1 ปี 2563 มีจำนวน 68 โครงการ ลดลงจากช่วงไตรมาส 1 ปี 2562 (เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือ YoY) คิดเป็น 40.4 % มีจำนวนหน่วย 15,932 หน่วย ลดลง YoY คิดเป็น 29.6 %ซึ่งเป็นการเปิดขายโครงการใหม่ที่น้อยที่สุด นับตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2554 ซึ่งเกิดภาวะน้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพฯ – ปริมณฑล

นอกจากนี้ ในแต่ละบริษัทก็โหมอัดโปรโมชั่น หั่นกำไร หวังเร่งระบายสต็อกสินค้าที่เหลืออยู่เพื่อให้ได้กระแสเงินสด (Cash Flow)เข้ามาให้มากที่สุด บางรายถึงกับประกาศรับนายหน้าอิสระมาช่วยขาย ทุกแคมเปญ ทุกโปรโมชั่นที่เหล่าบรรดาบิ๊กๆผู้ประกอบการเจ้าของโครงการสาดออกมาล้วนเรียกกระแสสร้างความฮือฮาทั้งสิ้น … และที่ดูจะกลายเป็น “ทอล์ค ออฟ เดอะทาวน์” ล่าสุดก็คือ กลยุทธ์ขอกอดสภาพคล่องตุนเงินสดเข้าบริษัทไว้ให้ได้มากที่สุดของ บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ PS  ผู้เล่นรายใหญ่แชมป์อสังหาฯ ได้ “ขึ้นป้ายขายที่ดินทิ้ง” ซึ่งทุกแปลงล้วนอยู่ในทำเลที่มีศักยภาพ

“สภาวะเศรษฐกิจไม่ดี สภาพตลาดไม่เอื้ออำนวย จึงไม่เหมาะที่จะขึ้นคอนโดฯในตอนนี้ อีกทั้งติดปัญหาขอ EIA ไม่ผ่าน ไม่อยากเก็บไว้ ขายเพื่อเอาCash Flow เข้ามาดีกว่า”

หากเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวเรามีที่ดินรองรับแผนพัฒนาที่อยู่อาศัยรวมมูลค่าไม่น้อยกว่า 35,000 ล้านบาท … นั่นเป็นคำชี้แจงจากผู้บริหารบริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ PS ที่บอกผ่านฝ่ายสื่อสารองค์กรของบริษัทพฤกษาฯมีความพร้อมแลนด์แบงก์ที่มีอยู่ในมือเพียงพอที่จะพัฒนา ถึงแม้ว่าจะมีการขึ้นป้ายประกาศขายที่ดินบน “ทำเลทอง” จำนวน  5 แปลงที่อยู่ในเมืองและอยู่ตามแนวรถไฟฟ้า ดังนี้

  • ที่ดินขนาด 1 ไร่ ย่านพญาไท ห่างจาก BTS พญาไท 200 เมตร ที่ดินแปลงดังกล่าวบริษัทพฤกษาฯได้วางแผนที่จะพัฒนาในปี 2561 ภายใต้ชื่อโครงการ เดอะ รีเซิร์ฟ พญาไท (โครงการ The Reserve Phayathai) เป็นอาคารสูง 27 ชั้น 1 อาคาร 88 ยูนิต ราคาขายประมาณ 250,000 บาทต่อตร.ม. จากข้อมูลที่แถลงแผนธุรกิจปี 2561 โครงการเดอะ รีเซิร์ฟ พญาไท รวมมูลค่า 1,151 ล้านบาท
  • ที่ดินกว่า 4 ไร่ ( 1,651 ตารางวา) เยื้องเดอะมอลล์ท่าพระ ติดถนนรัชดาภิเษก-ท่าพระ (ด้านหลังติดถนนเทิดไท 33) ห่างจาก BTS ตลาดพลู 300 เมตร ที่ดินแปลงนี้ก่อนหน้านี้เคยมีกระแสข่าวว่า บริษัทพฤกษาฯจะพัฒนาเป็นคอนโดมิเนียมแบรนด์ The Tree
  • ที่ดินกว่า 3 ไร่ ( 1,417 ตารางวา) ย่านถนนประดิพัทธ์ ห่างจาก BTS สะพานควาย 700 เมตร ซึ่งที่ดินแปลงนี้ก่อนหน้านี้เคยมีกระแสข่าวว่า บริษัทพฤกษาฯจะพัฒนาเป็นคอนโดมิเนียมแบรนด์ The Tree
  • ที่ดินกว่า 4 ไร่ ( 1,709.2 ตารางวา) สุขุมวิท 18 ห่างจาก BTS อโศก 600 เมตร ตามแผนการพัฒนาในที่ดินแปลงดังกล่าว ผู้บริหารของบริษัทพฤกษาฯ โดย “ปิยะ ประยงค์” เคยกล่าวไว้ช่วงก่อนหน้านี้ว่า บริษัทพฤกษาฯจะนำเอาแบรนด์ IVY กลับมาทำตลาดใหม่อีกครั้ง ซึ่งที่ดินทำเลสุขุมวิท 18  เป็นหนึ่งในที่ดิน 2-3 แปลงที่จะพัฒนาคอนโดฯแบรนด์ IVY พัฒนาเป็นอาคารสูงจำนวน 800 ยูนิต ราคาขายประมาณ 200,000 บาทต่อตารางเมตร (ถูกกว่าตลาด 30 % ที่เปิดขายกันที่ 2.6 แสนบาท)รวมมูลค่าประมาณ 4,000-5,000 ล้านบาท กำหนดเปิดการขายในช่วงเดือนตุลาคม 2562 และโครงการดังกล่าวจะเป็นระดับ Star  Project จะเน้นกลุ่มลูกค้าระดับกลาง-บน โครงการที่จะพัฒนามีขนาดใหญ่และเป็นอาคารสูงมากขึ้น อยู่ในทำเลเกรดเอ ตามแนวรถไฟฟ้าเป็นหลัก
  • และอีกแปลงเป็นที่ดินเนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ติดถนนสีลม (1,212.2 ตารางวา อยู่ตรงข้าม รพ.เลิดสิน)ที่ซื้อไว้เมื่อ 2 ปีก่อนจากผู้ดีเศรษฐีตระกูลดังรายหนึ่ง ตามกระแสข่าวซื้อมาในราคา 1,800-2,000 ล้านบาท ซึ่งเดิมที่ดินแปลงดังกล่าวอยู่ในกลุ่มพฤกษาพรีเมียมที่มีอดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร “ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต” นั่งบริหารได้ออกแบบโครงการเสร็จ มีการล้อมรั้วเตรียมขึ้นสำนักงานขายและพร้อมที่จะเปิดตัวในปี 2563 เป็นโครงการประเภท Mixed-use ภายใต้ชื่อโครงการ “CHAPTER SILOM” by pruksa premium พัฒนาเป็นอาคารสูง 44 ชั้น รวมทั้งสิ้น 615 ยูนิต  แบ่งเป็นโรงแรม 317 keys.แบ่งเป็นโรงแรม 317 keys ชั้น 9-20,22-23 ส่วนคอนโดมีเนียม 294 ยูนิตตั้งแต่ชั้น 24-42 ที่จอด 379 คัน มูลค่าโครงการประมาณ 5,000 ล้านบาทแต่ในที่สุดที่ดินแปลงดังกล่าวก็ถูกเก็บเข้าลิ้นชักไปพร้อมๆกับการประกาศลาออกของ “ประเสริฐ” มีผลตั้งแต่ 1 เมษายน 2563 ที่ผ่านมา ** อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม >> ‘พฤกษา โฮลดิ้ง’ แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ”ประเสริฐ” ลาออกทุกตำแหน่ง

สำหรับเหตุผลที่ประกาศขายที่ดินนั้นได้รับการชี้แจงจากฝ่ายสื่อสารองค์กรของบริษัทพฤกษาฯว่า “สภาวะเศรษฐกิจไม่ดี สภาพตลาดไม่เอื้ออำนวย จึงไม่เหมาะที่จะขึ้นคอนโดฯในตอนนี้ อีกทั้งติดปัญหาขอ EIA ไม่ผ่าน ไม่อยากเก็บไว้ ขายเพื่อเอาCash Flow เข้ามาดีกว่า”

หากพิจารณาถึงที่ดินทั้ง 5 แปลง 5 ทำเลไพร์มแอเรียดังกล่าวนั้น คาดว่าบริษัทพฤกษาฯใช้เม็ดเงินในการซื้อมาประมาณ 4,000-5,000 ล้านบาท(ต้นทุนในการซื้อที่ดิน) ซึ่งหากนำมาพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย คาดว่ามีมูลค่ารวมไม่น้อยกว่า 10,000 ล้านบาท แต่ทั้งนี้ ด้วยภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว กดดันกำลังซื้อและหนี้ภาคครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ความเข้มงวดของสถาบันการเงินและมาตรการจากธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) รวมถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 รวมถึงปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบเชิงลบทั้งทางตรงและทางอ้อมแทบจะทุกภาคธุรกิจ ดังนั้น ทางรอดอสังหาฯของเบอร์หนึ่งอสังหาฯ “พฤกษา” ผ่านกลยุทธ์ล่าสุด “ขึ้นป้ายขายที่ดินทิ้ง” หวังกำเงินสด!! …ทำให้เป็นที่น่าจับตามองยิ่งว่าที่ดินทั้ง 5 แปลงจะได้รับการตอบรับจากตลาดมากน้อยแค่ไหน รวมถึงว่ากลุ่มทุนรายใดจะคว้าไประหว่างกลุ่มทุนไทยและกลุ่มทุนต่างประเทศ

ที่ดินติดถนนใหญ่ใกล้ รพ.ลาดพร้าว-ตลาดแฮปปี้แลนด์ เอาไงต่อ…!!

นอกจากนี้ ยังต้องติดตามความเคลื่อนไหวในที่ดินอีก 2 แปลงของบริษัทพฤกษาฯว่าจะมีความชัดเจนในการพัฒนาได้เมื่อไหร่รวมถึงจะตัดใจขายทิ้งหรือไม่ โดยที่ดิน2 แปลง คือ แปลงแรกเป็นที่ดินเนื้อที่กว่า 6 ไร่ติดถนนนลาดพร้าว และใกล้ รพ.ลาดพร้าว ซึ่งก่อนหน้านี้บริษัทพฤกษาฯได้เปิดขายโครงการภายใต้แบรนด์ THE PRIVACY PARK LADPRAO ราคาเริ่ม 2.19 ล้านบาทปัจจุบัน THE PRIVACY PARK LADPRAO ได้หยุดขายและพัฒนาโครงการไว้ก่อนเนื่องจากติดปัญหาเรื่อง EIA (Environmental Impact Assessment) ซึ่งก็จับตาดูว่าท้ายสุดแล้วที่แปลงนี้จะถูกนำพัฒนาและเปิดขายอีกครั้งเมื่อไหร่ แต่ที่แน่ๆทำเลย่านนั้นมีการแข่งขันกันรุนแรงแน่นอนเพราะมีบิ๊กอสังหาฯจ่อที่จะขึ้นโครงการใหม่มาประชัน

ส่วนที่ดินแปลงที่สองคือที่ดินประมาณ 11 ไร่ ที่ปัจจุบันเป็นตลาดสดแฮปปี้แลนด์ บริษัทพฤกษาฯได้ซื้อจากบริษัท แฮปปี้แลนด์ กรุ๊ป จำกัดในราคาซื้อขายประมาณ 1,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาคอนโดมิเนียมสูง 26-30 ชั้น จำนวน 6 อาคาร มีหน่วยขายทั้งสิ้นประมาณ 2,000 ยูนิต ราคาขายเริ่ม 2.0-2.5 ล้านบาทต่อยูนิต รวมมูลค่ากว่า 5,000 ล้านบาท ภายใต้แบรนด์ “พลัม” ตามแผนเบื้องต้นแบ่งการพัฒนาออกเป็น 2 เฟสๆแรกจะเริ่มเปิดตัวในช่วงไตรมาส 2 ปี 2562 กำหนดก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2563 โดยมีกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย คือกลุ่มคนทำงานในเมือง และในพื้นที่ใกล้เคียง ที่มีรายได้ระดับ 30,000-80,000 บาทขึ้นไปต่อเดือนต่อครอบครัว

กระทั่งล่าสุด ที่ดินจำนวน11 ไร่ ที่ปัจจุบันเป็นตลาดสดแฮปปี้แลนด์ยังไม่มีความคืบหน้าในการพัฒนาใดๆพร้อมกับกระแสข่าวที่ว่า ที่ดินแปลงดังกล่าวก็ติดปัญหา EIA เช่นกัน พร้อมเกิดข้อพิพาทเรียกเอาเงินมัดจำจากเจ้าของที่ดิน

ทั้งนี้ หากพิจารณาถึงศักยภาพของที่ดินทำเลตลาดสดแฮปปี้แลนด์ถือเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของย่านบางกะปิทั้งในอดีตและในอนาคต เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยเนื่องจากใกล้ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ โลตัส การเดินทางก็สะดวก เนื่องจากเป็นจุดต่อรถเมล์หลายเส้นทาง รวมทั้ง เป็นต้นสายของรถตู้และรถสองแถว และในอนาคตจะยิ่งเป็นทำเลที่น่าสนใจยิ่งขึ้น เนื่องจากเป็นทำเลที่เป็นจุดเชื่อม( Interchange )หรือเป็นฮับใหญ่อีกจุดหนึ่ง ที่เปลี่ยนถ่ายการเดินทางของรถไฟฟ้าสามสาย คือ สายสีเหลืองช่วงลาดพร้าว – สำโรง,สายไฟฟ้าสายสีส้มช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย – สำโรง โดยโครงการรถไฟฟ้าทั้งสองสายนั้นมีความก้าวหน้าในการก่อสร้างประมาณ 57.60 %  และ 60.60 % ตามลำดับ(ข้อมูล ณ 30 เมษายน 2563) และสายที่สามคือสายสีน้ำตาล (เป็นแผนการพัฒนาในอนาคต) โดยทั้งสามสายก็ยังเชื่อมไปยังรถไฟฟ้าสายอื่นๆอีกมากมาย ทำให้การเดินทางไปยังย่านอื่นๆได้สะดวกสบาย จากศักยภาพของทำเลทั้งในปัจจุบันอละในอนาคตจะทำให้รอบๆบริเวณนี้เจริญไปด้วย

การตัดขายที่ดินเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวของบริษัทพฤกษาฯ ที่สะท้อนภาพรวมธุรกิจได้ว่าในยามวิกฤต Cash Flow มีความสำคัญยิ่งยวด โดยเฉพาะวิกฤตที่เกิดขึ้นในครั้งนี้จะยืดเยื้อไปอีกนานแค่ไหน เป็นเรื่องที่สุดจะคาดการณ์ได้ยากตราบใดที่ยังไม่มีการผลิตวัคซีนโควิด-19 ซึ่งผู้บริหาร “พฤกษา” องค์กรที่ได้ชื่อเป็นเบอร์หนึ่งในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของประเทศไทย ที่นำทัพโดย “ทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์” ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ถือหุ้นใหญ่กลุ่ม บริษัท พฤกษา โฮลดิ้งจำกัด (มหาชน) หรือ PSH รวมถึง “สุพัตรา เป้าเปี่ยมทรัพย์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทพฤกษา เรียลเอสเตท (PS) ก็มองเช่นเดียวกับเพื่อนร่วมธุรกิจอื่นๆและก็พร้อมที่จะปรับเพื่อให้ “อยู่รอด”

** อ่านข้อมูลเพิ่มเติม >> เปิดใจ “แม่ทัพหญิง PS” สู้ศึกอสังหาฯ กลางสมรภูมิพิษ COVID -19

** อ่านข้อมูลเพิ่มเติม >> พฤกษาฯ ปิด! รง.พรีคาสท์ 2 แห่งที่ “นวนคร – ลำลูกกา” เลย์ออฟพนักงาน

** อ่านข้อมูลเพิ่มเติม >> COVID-19 พ่นพิษใส่อสังหาฯQ1/63 เปิดใหม่ลดลงใกล้เคียงช่วงน้ำท่วมใหญ่ปี’54

 

tag :
AP AssetWise EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC sansiri SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง