ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างปรับตัวไวรับมือวิกฤติปี’64

จากวิกฤติโควิด-19 ตั้งแต่ต้นปี 2563 ได้ส่งผลกระทบไปทุกภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง โดยเฉพาะที่เน้นสัดส่วนการรับงานจากภาคเอกชนมากกว่าภาครัฐ จะได้รับผลกระทบพอสมควร แต่ไม่สาหัสเท่ากับผู้ประกอบการที่พัฒนาโครงการ เพราะธุรกิจรับเหมาก่อสร้างนั้นสามารถกระจายความเสี่ยงด้วยการไปรับเหมางานก่อสร้างในภาคธุรกิจอื่นด้วย และที่กำลังมาแรงหลังวิกฤติโควิด-19 คือธุรกิจโรงพยาบาล ที่มีการขยายสาขาอีกหลายแห่ง รวมไปถึงธุรกิจเฮลท์แคร์ ที่กำลังขยายธุรกิจเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะกลับเข้ามาในประเทศไทยในเร็วๆนี้
นายวิโรจน์ เจริญตรา
หันรับงานธุรกิจโรงพยาบาลเฮลท์แคร์มาแรง
นายวิโรจน์ เจริญตรา กรรมการผู้จัดการ บริษัท พรีบิลท์ จำกัด (มหาชน) หรือ PREB เปิดเผยถึงภาพรวมตลาดรับเหมาก่อสร้างปี 2564 น่าจะดีขึ้นกว่าปี 2563  เพราะมีผู้ประกอบการหลายรายต้องเร่งระบายสินค้าในสต๊อกเดิมให้หมด เพื่อแปลงเป็นกระแสเงินสดเข้าบริษัท และคาดว่าหลายบริษัทฯจะสามารถเปิดตัวโครงการใหม่ได้ในปลายปี 2564 ด้านการแข่งขันในธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง เชื่อว่ายังคงสูงอยู่ แต่น้อยลงกว่าปี 2563  เพราะงานก่อสร้างจากภาครัฐและเอกชนมีเพิ่มมากขึ้น

ปัจจุบันบริษัทมีแบ็คล็อก (Backlog) มูลค่ารวม  9,000 ล้านบาท แบ่งเป็นคอนโดฯสัดส่วน 60% โดยเป็นการก่อสร้างโครงการของ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด(มหาชน) ,บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด(มหาชน),บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่นจำกัด (MQDC) และ บริษัท ไรมอน แลนด์ จำกัด(มหาชน) เป็นต้น ส่วนอีก 40% เป็นการก่อสร้างอาคารสำนักงานวานิสสา และอาคารสำนักงาน ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด(มหาชน) ย่านอโศก ,และการก่อสร้างโรงพยาบาล เชียงใหม่ ราม  เป็นต้น

โดยในปี 2564 คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตขึ้นจากปี 2563 ประมาณ 15% หรือมูลค่ารวมเกือบ5,000 ล้านบาท จากปี 2563 ที่มีมูลค่ารวมประมาณ 4,000 ล้านบาท ซึ่งปี 2564 ได้ปรับแผนขยายรับงานก่อสร้างโรงพยาบาลมากขึ้น จากเดิมสัดส่วน 20-30% เป็น 50% เนื่องจากลูกค้าเดิมที่เป็นเจ้าของโรงพยาบาล ต้องการขยายสาขาเพิ่มมากขึ้น ทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯและต่างจังหวัด  รวมไปถึงการก่อสร้างอาคารสำนักงานมากขึ้น อีกทั้งยังให้ความสนใจเข้าร่วมประมูลงานภาครัฐด้วย ประมาณ 1-2 แห่ง โดยเป็นการก่อสร้างงานอาคารตามกระทรวงต่างๆ  แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้เดินหน้าร่วมทุน 3 พันธมิตรต่อเนื่อง

ส่วนโครงการอสังหาฯทั้งที่บริษัทฯพัฒนาเองและร่วมทุนกับพันธมิตร จะปรับตัวจากเดิมที่เน้นพัฒนาคอนโดฯ มาพัฒนาในรูปแบบของบ้านจัดสรรมากขึ้น โดยโครงการที่พัฒนาเองจะปรับเปลี่ยนบริษัทที่พัฒนาโครงการ จากเดิมใช้บริษัท อีส แอม อาร์ จำกัด เป็นบริษัท พรีบิลท์ ดีเวลอปเมนท์ จำกัด แทน สร้างความจดจำแบรนด์ โดยในปี 2564 จะมีโครงการที่บริษัทฯพัฒนาเอง จำนวนประมาณ 2 โครงการๆละประมาณ 700 ล้านบาท แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้

สำหรับโครงการร่วมทุนกับพันธมิตรนั้น ยังคงเน้นการร่วมทุนกับ 3 พันธมิตรเดิมในการพัฒนาโครงการอย่างต่อเนื่อง คือ กลุ่ม บริษัท รีโว เอสเตท จำกัด ,กลุ่มเอ็นริช   และ กลุ่มพรีเมี่ยมเพลส

โดยโครงการ ไอเจ้นท์” (EIGEN) เป็นการร่วมทุนกับบริษัท รีโว เอสเตท จำกัด  ก่อตั้งบริษัท รีโว ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ขึ้นมาด้วยทุนจดทะเบียน 170 ล้านบาท  โดยพรีบิลท์ ถือหุ้น 35% และกลุ่มรีโว ถือหุ้น 65%  เพื่อพัฒนาโครงการในรูปแบบทาวน์โฮม 3 ชั้น ย่านพัฒนาการ ขนาด18-26 ตารางวา ราคาประมาณ 4 ล้านบาทต้นๆ จำนวน  140 ยูนิต มูลค่าโครงการ 700 กว่าล้านบาท ปัจจุบันมียอดขายแล้ว 70 กว่ายูนิต
โครงการอัยย์ ราชพฤกษ์” (AI Ratchaphruek) เป็นร่วมทุนกับกลุ่มเอ็นริช  บนพื้นที่ 9 ไร่เศษพัฒนาในรูปแบบของทาวน์โฮม สูง 3.5 ชั้น ขนาด 23-47  ตารางวา  ราคา 6-7 ล้านบาท จำนวน69 ยูนิต มูลค่าโครงการประมาณ 500 ล้านบาท   ปัจจุบันมียอดขายประมาณ 80%

โครงการพรีมิโอ ควินโต้” (Premio Quinto)  ย่านพหลโยธิน ติดสถานีรถไฟฟ้า BTS สถานีเสนานิคม ซึ่งเป็นการร่วมทุนกับกลุ่มพรีเมี่ยมเพลส  พัฒนาโครงการในรูปแบบของคอนโดฯโลว์ไรส์ สูง 8 ชั้น บนพื้นที่ 3 ไร่เศษ ขนาด 22-42 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้นที่ 2.99 ล้านบาทจำนวน 439 ยูนิต  มูลค่าโครงการ 1,500 ล้านบาท  ปัจจุบันมียอดขายแล้ว 90%

และยังมีโครงการที่พัฒนาเอง ซึ่งได้เปิดตัวไปเมื่อปี 2563 ที่ผ่านมา คือ พรรณนา พุทธมณฑลสาย3” ภายใต้การบริหารโดยบริษัท อีส แอม อาร์ จำกัด  พัฒนาในรูปแบบของบ้านเดี่ยว บนพื้นที่ทั้งหมด 41 ไร่ แบ่งการพัฒนาจำนวนทั้งสิ้น 5 เฟส ขนาดตั้งแต่ 100-130 ตารางวา  ราคาเริ่มต้นที่ 12.99-18.9 ล้านบาท จำนวน 98 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 1,250 ล้านบาท ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นเจ้าของกิจการในย่านนั้น และกลุ่มแพทย์ รวมไปถึงผู้ปกครองที่ซื้อให้บุตรหลานรร.อัสสัมชัญธนบุรี ได้อยู่อาศัย โดยได้เปิดขายในส่วนของเฟส 2 ไปเมื่อเดือนธันวาคม 2563 ที่ผ่านมา

นพ.เชิดศักดิ์ อัมพรสุขสกุล

หมดยุคการแข่งขันตัดราคา

นพ.เชิดศักดิ์ อัมพรสุขสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท แสงฟ้าก่อสร้าง จำกัด กล่าวว่า ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ผู้รับเหมาก่อสร้างและผู้ประกอบการ มีความเป็นพันธมิตรกันมากขึ้น ทำให้ลดการแข่งขันลง และในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ยิ่งทำให้เกิดการช่วยเหลือซึ่งกันและกันมากขึ้น การแข่งขันประมูลงานลดลง ไม่ค่อยมีการตัดราคาในการประมูลโครงการกันมากนัก แต่หากผู้รับเหมาก่อสร้างรายใด มัวเน้นแต่เรื่องการแข่งขันในเรื่องการตัดราคาประมูลโครงการสุดท้ายก็จะทำให้อยู่ในธุรกิจต่อไปไม่ได้

เชื่อว่าในปี 2564 ภาพรวมตลาดรับเหมาก่อสร้างคงไม่กลับมา Peak Up เหมือนช่วงปี 2562 แต่เชื่อว่าสถานการณ์จะกลับมาสู่สภาวะปกติก็ต่อเมื่อได้รับวัคซีนป้องกันโควิด-19 และเชื้อโรคไม่มีการระบาดแล้วนายแพทย์เชิดศักดิ์ กล่าว

 ในส่วนของบริษัทฯมีความโชคดีที่ไม่ได้เข้าประมูลรับเหมาก่อสร้างให้กับผู้ประกอบการที่พัฒนาโครงการปีละเป็นจำนวนมากเพียงธุรกิจเดียว แต่ยังเข้าไปดำเนินการก่อสร้างให้กับลูกค้าในธุรกิจอย่างต่อเนื่องด้วย อีกทั้งที่ผ่านมาก็ได้มีการปรับตัวรับมือกับวิกฤติโควิด-19 ด้วยการบริหารจัดการองค์กรให้ดี เพื่อลดต้นทุน แต่ไม่เรื่องกระแสเงินสดนั้นไม่มีความกังวลเนื่องจากมีหมุนเวียนที่มากพอ

สนเข้าประมูลงานภาครัฐลดความเสี่ยง

โดยในปี 2563 คาดว่ารายได้จะลดลงประมาณ 10% โดยปัจจุบันมี Backlog อยู่ประมาณ10,000 ล้านบาท จากการประมูลงานประมาณ 20 โครงการ/ปี แต่คาดว่าในปี 2564 จะมีการประมูลงานโครงการได้มากกว่า 20 โครงการ โดยที่ผ่านมาจะเป็นการรับเหมางานก่อสร้างให้กับโครงการของเอกชน แต่ในปี 2564 ก็สนใจที่จะเข้าไปประมูลรับงานก่อสร้างของหน่วยงานภาครัฐบ้างเช่นกันเพื่อเป็นการลดความเสี่ยง ขณะนี้อยู่ในระหว่างการศึกษาข้อมูล

ขณะนี้มีงานประมูลที่ยื่นไปแล้ว 3-4 ราย ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการสรุปในปี 2563-2564  ส่วนโครงการที่ผู้ประกอบการตอบรับมาแล้ว แต่ยังไม่ได้เข้ายื่นประมูล ก็มีทั้งโรงแรม อาคารสำนักงาน และคอนโดมิเนียม ประมาณ 15 รายนายแพทย์เชิดศักดิ์ กล่าว

อย่างไรก็ตามภายหลังจากที่มีข่าวว่าวัคซีนโควิด-19 จะเริ่มใช้ได้ในปี 2564 ทำให้เริ่มเห็นสัญญาณการพัฒนาโครงการใหม่ของผู้ประกอบการที่จะเปิดตัวโครงการใหม่ในปี 2564 ซึ่งถือว่าเป็นนิมิตรหมายที่ดี ส่วนสภาวะตลาดจะกลับมาเทียบเท่ากับปี 2562 หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัย คือ

โควิด-19 หากนักท่องเที่ยวและนักลงทุนชาวต่างชาติไม่สามารถเดินทางเข้ามาในประเทศไทยได้ ก็จะเกิดโอเวอร์ซัพพลาย เพราะโครงการต่างๆไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ แต่การที่ประเทศไทยสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ก็อาจจะทำให้ชาวต่างชาติสนใจมาซื้ออสังหาฯในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาจะเห็นว่ามีหลายบริษัทหันมาพัฒนาโครงการเกี่ยวกับเฮลท์แคร์ และการดูแลผู้สูงอายุมากขึ้น  ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยเป็นฮับในเรื่องของที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ

 นโยบายของรัฐบาล  ในเรื่องการให้ถือครองวีซ่าระยะยาว ตามที่อยู่อาศัยที่ซื้อลงทุน เช่น ซื้อที่อยู่อาศัย มูลค่า 10 ล้านบาท ก็ให้ถือครองวีซ่าได้ 10 ปี เป็นต้น

 

tag :
AP AssetWise EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC sansiri SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง