SPALI ผุด 4 คอนโดฯใหม่โค้งสุดท้ายไตรมาส4/64 รวมมูลค่า 5,740 ล้านบาท

ศุภาลัยฯเปิดแผนไตรมาส4/64 รุกผุด 4 คอนโดฯใหม่ในกทม.ปริมณฑลตจว.รวมมูลค่า 5,740 ล้านบาท ประเดิมศุภาลัย พรีเมียร์ สามเสนราชวัตร” กระแสดีมานด์ตอบรับดีเกินคาด เชื่อรอบ Online Bookingและ Pre -Sales กวาดยอดขายรวมได้ 80-90% พร้อมเร่งอัดโปรโมชั่นโค้งสุดท้ายหวังกระตุ้นยอดขาย 27,000 ล้านบาท รายได้ 28,000 ล้านบาท ปี 64 ตามเป้า
นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม
นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) หรือ SPALI เปิดเผยถึง ภาพรวมตลาดคอนโดมิเนียมในปี 2564 ว่าธุรกิจอสังหาฯ ล้วนได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด – 19 ตั้งแต่ปลายปี 2562 ส่งผลให้ตัวเลขผลประกอบการลดลงจนถึงปัจจุบัน ทำให้ในปีนี้อุปทานคอนโดฯ เปิดขายใหม่ในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล มีทิศทางการชะลอตัวลดลง 19 % เมื่อเทียบกับปี 2563 เนื่องจากสภาวะตลาดอสังหาฯ ยังคงมีความไม่แน่นอน ซึ่งมองว่าตลาดคอนโดฯได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดไปแล้ว และจะเริ่มเห็นการกลับมาทยอยฟื้นตัว แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจยังไม่กลับมาฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่ก็ตาม แต่จากการที่ปริมาณซัพพลายของผู้ประกอบการอสังหาฯในภาพรวมเริ่มลดลงไปแล้วค่อนข้างมาก ทำให้ผู้ประกอบการต่างๆจะเริ่มกลับมาเปิดคอนโดมิเนียมอีกครั้ง และยังเป็นอีกกลุ่มสินค้าที่ยังมีความต้องการซื้ออยู่ ในกลุ่มคนที่ทำงานและต้องการที่อยู่อาศัยที่เดินทางได้อย่างสะดวก ซึ่งจะเห็นว่าในช่วงไตรมาส 4/2564 มีผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่หลายรายเตรียมกลับมาเปิดคอนโดมิเนียมอีกครั้ง ซึ่งจะเป็นการปลุกให้ตลาดคอนโดมิเนียมกลับมาคึกคักได้อีกครั้งหนึ่ง

โดยในไตรมาส 4/2564  บริษัทฯ มีแผนเปิดตัวโครงการคอนโดฯ ใหม่ 4 โครงการ มูลค่ารวม 5,740 ล้านบาท คิดเป็น 17 % ของมูลค่าโครงการเปิดใหม่ทั้งหมด โดยเตรียมเปิดโครงการคอนโดฯ ใหม่ในกรุงเทพ ฯ จำนวน 3 โครงการ มูลค่า 5,490 ล้านบาท และโครงการคอนโดฯ ใหม่ในต่างจังหวัด จำนวน 1 โครงการ มูลค่า 250 ล้านบาท

เริ่มจาก โครงการ “ศุภาลัย พรีเมียร์ สามเสนราชวัตร”ตั้งอยู่บนพื้นที่ 2 ไร่เศษ  เป็นคอนโดฯสูง 17 ชั้น ขนาด 38 -123.50 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้นที่ 3.29-13.79 ล้านบาท  หรือเริ่มต้นที่ 89,000 บาท/ตาราเมตร หรือราคาเฉลี่ยที่ 101,000 บาท/ตารางเมตร จำนวน 248 ยูนิต มูลค่าโครงการ 1,500 ล้านบาท โดยเปิดจองรอบพิเศษผ่านระบบ Online Booking วันที่ 22 ตุลาคม 2564 ตั้งแต่ 10.00 น. เป็นต้นไป และรอบ Pre -Sales วันที่ 30 – 31 ตุลาคม 2564  ณ Sales Gallery  โดยในช่วงแรกคาดหวังว่าจะทำยอดขายได้ 60-70% แต่ด้วยผลการตอบรับที่ดีเชื่อว่ารอบ Online Booking น่าจะขายหมดทั้ง 4 ชั้น และเมื่อรวมยอดขายในวัน Pre -Sales อาจทำยอดขายรวมได้ 80-90% หลังจากนั้นจะมีการปรับราคาขึ้นมาอีกหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาอีกครั้ง และมั่นใจว่าจะสามารถปิดการขายก่อนโครงการก่อสร้างแล้วเสร็จอย่างแน่นอน ซึ่งจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างในปลายปี 2564 และแล้วเสร็จในปี 2567

โดยที่ตั้งโครงการอยู่ในย่านทำเลร่วมสมัย ที่แวดล้อมด้วยสถานที่สำคัญและสถาปัตยกรรมอันทรงคุณค่า จึงได้ใช้แนวคิดสถาปัตยกรรมสไตล์ Modern Neoclassic ด้วยเส้นสายลวดลายประจำยามราชวัตรมาใช้ในการออกแบบเพิ่มความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของโครงการนี้ แสดงให้เห็นถึงศิลปะไทยชั้นสูง ลดทอนลวดลายในลักษณะร่วมสมัยสอดคล้องกับบริบทมากขึ้น ตัวอาคารรูปตัว L ตามรูปร่างที่ดิน ที่มีโทนสีแนวสุภาพอย่างเคารพสถานที่ มีความกลมกลืนกับบริบทแวดล้อมโดยรอบ  นอกจากนี้โครงการยังมีระบบที่จอดรถแบบ Auto Parking เพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ลูกค้า ทำให้โครงการนี้มีที่จอดรถครบ 100 % ของจำนวนยูนิต

ทั้งนี้มองว่าความต้องการซื้อในทำเลราชวัตรยังมีอยู่ แต่ซัพพลายคอนโดฯเปิดใหม่ยังมีน้อย ที่ผ่านมาไม่มีซัพพลายใหม่เกิดขึ้น เมื่อดีมานด์ทราบว่าบริษัทฯจะมีการเปิดตัวโครงการใหม่ในทำเลดังกล่าว จึงมีกระแสตอบรับที่ดี โดยลูกค้าที่ให้ความสนใจมากที่สุดคือบุคลากรทางการแพทย์ โดยระยะ 2.5 กิโลเมตร มีโรงพยาบาลตั้งอยู่ถึง 8 แห่ง รองลงมาจะเป็นดีมานด์ที่อยู่ในทำเลราชวัตรอยู่เดิมแล้ว จากการสำรวจพบว่าในช่วง 5 ปี ที่ผ่านมาบริเวณใกล้เคียงโครงการมีซัพพลายคอนโดฯเพียง 1 โครงการ ราคาเฉลี่ยประมาณ 200,000 บาท/ตารางเมตร ขณะที่ด้านตะวันออกของโครงการมุ่งหน้าไปทางอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ มีประมาณ 6 โครงการ ราคาเฉลี่ยประมาณ 167,000 บาท/ตารางเมตร หรือบริเวณตอนใต้ของอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ มีประมาณ 3 โครงการ ราคาเฉลี่ยประมาณ 196,000 บาท/ตารางเมตร ส่วนใหญ่ทำยอดขายได้ดี

“ความท้าทายด้านทำเลที่ตั้งโครงการนั้น บริษัทฯได้พัฒนาที่ดินสร้างโครงการที่อยู่อาศัย บนทำเลที่ดินศักยภาพใจกลางเมือง ถนนนครไชยศรี ซึ่งเป็นทำเลที่ใกล้แหล่งศูนย์รวมหน่วยงานราชการต่างๆ  โรงเรียน มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล และเป็นย่านที่อุดมสมบูรณ์ด้วยร้านค้า ร้านอาหารอีกมากมาย เดินทางสะดวกใกล้ทางพิเศษศรีรัช-วงแหวนรอบนอกฯ พร้อมเชื่อมต่อทุกการเดินทางได้ทั้งรถยนต์ส่วนตัวหรือระบบขนส่งสาธารณะ จึงมองกลุ่มลูกค้าที่เป็นคนในพื้นที่ย่านสามเสน-ราชวัตร และกลุ่มคนทำงาน ในย่านนี้ที่กำลังมองหาที่อยู่อาศัยในทำเลที่เดินทางสะดวกสบาย ราคาคุ้มค่า ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของตัวเอง เป็นทำเลที่ดีมากๆแต่ไม่สะดวก คือไม่ติดแนวรถไฟฟ้า แต่มีสิ่งอื่นที่เติมเต็มความต้องการ อาทิ ที่จอดรถ การคมนาคม ซึ่งทำเลย่านนี้มีความสะดวกสบายอยู่แล้ว”นายไตรเตชะ กล่าว

ส่วนอีก 3  โครงการที่เหลือจะเป็นโครงการในทำเลกรุงเทพฯ-ปริมณฑล 2 โครงการ และหัวเมืองใหญ่ในต่างจังหวัดอีก 1 โครงการ แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้

ด้านกลยุทธ์ของบริษัทในไตรมาส 4/2564  จะเน้นการออกแคมเปญส่งเสริมการขาย เพื่อกระตุ้นการตัดสินใจซื้อและโอนกรรมสิทธิ์ของลูกค้าในช่วงปลายปี เพราะยังมีลูกค้าที่ต้องการที่อยู่อาศัยจริง (Real Demand) พร้อมที่จะตัดสินใจซื้อและโอนกรรมสิทธิ์อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าเศรษฐกิจยังไม่กลับมาดีอย่างชัดเจน และธนาคารมีการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อที่ค่อนข้างเข้มงวด ทำให้บริษัทฯจะต้องหันมาเน้นการทำโปรโมชั่นเพื่อมอบส่วนลดพิเศษให้ลูกค้าและดึงดูดให้ลุกค้าเข้ามาซื้อมากขึ้น

สำหรับในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา (มกราคม-กันยายน 2564) บริษัทสามารถทำยอดขายได้แล้ว 17,5000 ล้านบาท คิดเป็น 65% ของเป้าหมายทั้งปี 2564  ที่วางไว้ 27,000 ล้านบาท โดยยอดขายในช่วง 9 เดือน มาจากโครงการแนวราบเป็นหลัก และเชื่อว่าในปี 2564 ยอดขายจากโครงการแนวราบจะเติบโตทำสถิติสูงสุดใหม่ได้อย่างแน่นอน ส่วนยอดขายจากโครงการคอนโดมิเนียมเชื่อว่าจะฟื้นตัวกลับมาในไตรมาส 4/2564 จากการเปิดตัวโครงการใหม่ ประกอบกับภาพรวมของบรรยากาศภายในประเทศไทยมีแนวโน้มดีขึ้น หลังจากภาครัฐคลายล็อกมาตรการต่างๆ มากขึ้น กิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มกลับมาดำเนินการได้มากขึ้น ส่งผลให้กำลังซื้อกลับมาด้วยเช่นกัน

“ต้องยอมรับว่าในช่วงไตรมาส 3/2564 ภาพรวมยอดขายอาจจะดูซบเซาลงมาก จากการล็อกดาวน์ทำให้ช่วงกรกฎาคม-สิงหาคม ยอดลูกค้าเข้าชมโครงการลดลงอย่างเห็นได้ชัด และการปิดแคมป์คนงาน ซึ่งบางแห่งกินเวลามากกว่า 1 เดือน ทำให้บางโครงการแนวราบที่ต้องเปิดตัวในช่วงไตรมาส 3/2564 ต้องเลื่อนมาเปิดตัวในไตรมาส 4/2564 แทน” นายไตรเตชะ กล่าว

ส่วนรายได้ในปี 2564 ยังมั่นใจทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ 28,000 ล้านบาท มาจากการทยอยส่งมอบโครงการอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันบริษัทมียอดขายรอโอน (Backlog) อยู่ที่ 36,000 ล้านบาท จะทยอยรับรู้เข้ามาในช่วงไตรมาส  4/2564 กว่า 14,000 ล้านบาท และยังมีสต๊อกพร้อมขายและโอนได้ทันทีที่จะทยอยขายอย่างต่อเนื่องประมาณ 20,000 ล้านบาท แบ่งเป็น สต๊อกโครงการคอนโดมิเนียม 15,000 ล้านบาท และสต๊อกแนวราบ 5,000 ล้านบาท

tag :
AP AssetWise EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC sansiri SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง