ธปท.หวั่นโอไมครอน-เงินเฟ้อยังมีความเสี่ยงสูง ด้าน TTB เผยศก.-อสังหาฯไทยอนาคตขึ้นกับ 7 ปัจจัยหลัก

แบงก์ชาติเผยภาพรวมเศรษฐกิจฟื้นตัวชัดเจนครึ่งปีหลัง 65 แน่ แต่โอไมครอนยังเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเฝ้าติดตาม ด้านสินเชื่อแบงก์ตราสารหนี้ยังเติบโตดี มั่นใจยังสามารถรับมือได้หากตลาดการเงินไทยยังผันผวนสูง ด้านเงินเฟ้อยังมีความเสี่ยงสูงจากจากกรอบเป้าหมายครึ่งปีแรก ขณะที่ธนาคารทหารไทยธนชาตฯระบุเศรษฐกิจอสังหาฯไทยอนาคต ขึ้นกับ 7 ปัจจัยหลัก สถาบันการเงินยังคงเฝ้าระวังกลุ่มลูกค้าเปราะบางอสังหาฯบางประเภทอย่างต่อเนื่อง
ดร.สักกะภาพ พันธ์ยานุกุล
คาดเศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวแต่ยังเปราะบางโอไมครอนยังเป็นปัจจัยเสี่ยง
ดร.สักกะภาพ พันธ์ยานุกุล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)หรือ แบงก์ชาติ เปิดเผยในการอภิปรายภายใต้หัวข้อเรื่อง “แนวโน้มภาวะเศรษฐกิจ ตลาดเงิน ตลาดทุน จะมีผลกระทบต่อตลาดอสังหาฯในปี 2565 อย่างไร” ว่า ปีนี้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจน่าจะชัดเจนมากขึ้น ซึ่งเห็นมาตรการทางการเงินออกมามาก ทำให้อัตราการปล่อยสินเชื่อได้ดีขึ้น คาดว่าการจะฟื้นจากโควิด-19 น่าจะใช้ระยะเวลา 3 ปี และขณะนี้การฟื้นตัวกำลังจะกลับมาแล้ว โดยปัจจัยหลักมาจากภาคการส่งออก หากโอไมครอนสามารถจบได้ในครึ่งปีแรก เชื่อว่าในครึ่งปีหลังจะฟื้นตัวอย่างแน่นอน แต่โอไมครอนก็ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอยู่  ทั้งนี้การฟื้นตัวก็มีความแตกต่างกันในแต่ละสาขาวิชาชีพ และยังต้องติดตามการฟื้นตัวของการจ้างงานและรายได้ โดยปัจจุบันมีอัตราการว่างงานประมาณ 3 ล้านคน จากช่วงก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 อยู่ที่ 2.3 ล้านคน

ด้านสถานการณ์ด้านการเงิน พบว่าสินเชื่อธนาคารพาณิชย์โดยรวมและตราสารหนี้ ยังมีอัตราการเติบโตค่อนข้างดี แต่เน้นลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างหนี้และปิดความเสี่ยงในอนาคต ในขณะที่ตลาดที่อยู่อาศัยเรียลดีมานด์ยังมีอยู่ ส่วนความผันผวนของตลาดการเงินโลกที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ดีเศรษฐกิจมีปัจจัยลดทอนผลกระทบและมีเครื่องมือพร้อมรองรับ โดยปัจจัยที่ช่วยลดทอนผลกระทบจากภายนอกประเทศ ได้แก่ สัดส่วนการลงทุนของต่างชาติในไทยน้อย โดยในตลาดตราสารทุน 26% และตลาดตราสารหนี้ 9% ,เงินสำรองระหว่างประเทศสูง มีขนาดใหญ่ถึง 3 เท่าเทียบกับหนี้ต่างประเทศระยสั้น และผลกระทบต่อต้นทุนการระดมทุนของภาคเอกชนมีจำกัด 90% ของการระดมทุนในไทยเป็นการกู้ยืมผ่านธนาคารพาณิชย์ โดยเฉพาะ SMEs และครัวเรือน อย่างไรก็ตามธปท. ยังมีเครื่องมือรองรับ หากตลาดการเงินไทยผันผวนสูง และการดูแลตลาดพันธบัตรในช่วงที่กลไกตลาดทำงานไม่ปกติ

สำหรับอัตราเงินเฟ้อปี 2565 มีแนวโน้มสูงขึ้นและมีความเสี่ยงด้านสูงเพิ่มขึ้น โดยอาจสูงกว่ากรอบเป้าหมายในช่วงแรกของปี แต่โดยรวมทั้งปียังต่ำกว่า 3% ซึ่งเป็นผลของการปรับขึ้นของราคาเฉพาะจุด และติดตามการพัฒนาการของราคาพลังงานโลก-การส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้น

ส่วนค่าครองชีพที่สูงขึ้น ก็มีผลกระทบต่อกลุ่มรายได้ที่แตกต่างกัน โดยต้องติดตามกลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระ และลูกจ้างภาคบริการที่รายได้เพิ่งเริ่มฟื้นตัว ซึ่งต้องมีการติดตามพัฒนาการในระดับย่อย โดยการฟื้นตัวของตลาดแรงงานอาจต้องใช้เวลา โดยเฉพาะในภาคบริการ,ผลของเงินเฟ้อต่อค่าครองชีพของกลุ่มรายได้น้อย และความสามารถในการชำระหนี้ของภาคครัวเรือนและธุรกิจ โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง

ดร.ปิติ ตัณฑเกษม
เศรษฐกิจอสังหาฯไทยอนาคต ขึ้นกับ 7 ปัจจัยหลัก
ด้าน ดร.ปิติ ตัณฑเกษม กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด(มหาชน)หรือ TTB กล่าวว่า ปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจกับทิศทางภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยในอนาคต จะประกอบด้วย 7 ปัจจัยหลัก ได้แก่

1.โครงสร้างประชากรไทยเปลี่ยนแปลงไป “คนวัยทำงานลด โสดนาน ชราเพิ่ม” ทำให้นิยมบ้านพักขนาดพอเหมาะ เน้นความปลอดภัย และฟังก์ชันใช้งานง่าย เชื่อว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า ขนาดครอบครัวไทยมีแนวโน้มลดลงตามจำนวนประชากร โดยกลุ่มวัยทำงานลดลงมาก แต่จะเพิ่มขึ้นในเขตปริมณฑลและภาคตะวันออก ซึ่งเป็นที่น่าจับตามอง เพราะจะมีการเคลื่อนย้ายของประชากร  ขณะที่กลุ่มผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น

2.พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปจาก Work From Home (WFH) และปัญหาสิ่งแวดล้อม บ้านที่มีพื้นที่ส่วนตัว ในเขตชานเมือง/ต่างจังหวัด และมีฟังก์ชันตอบโจทย์ปัญหาสิ่งแวดล้อม จะเป็นที่ต้องการมากขึ้น ขณะเดียวกันหนี้ครัวเรือนไทยยังอยู่ในระดับสูง กดดันกำลังซื้อในระยะต่อไป ดังนั้นกลยุทธ์ที่ตอบรับกับผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปคือ ทำตลาดกลุ่ม Lifestyle ที่เป็น Work from home  และลักษณะที่เป็น Eco Friendly และเข้ากับเทรนด์สิ่งแวดล้อม

3.หนี้ครัวเรือนไทยยังอยู่ในระดับสูง กดดันกำลังซื้อในระยะต่อไป

4.มาตรการรัฐในปี 2565 ที่มีต่อภาคอสังหาฯช่วยกระตุ้นตลาดในประเทศได้ระดับหนึ่ง แต่ยังไม่ครอบคลุมถึงที่อยู่อาศัยระดับปานกลาง และมาตรการเหล่านั้นยังจำกัดอยู่ภายในปี 2565 เท่านั้น การผ่อนคลายมาตรการกำกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (Loan to Value : LTV) ช่วยฟื้นฟู Demand ที่อยู่ในระดับต่ำ ส่วนมาตรการที่มีต่อภาคอสังหาฯกระตุ้นต่างชาติซื้อ พบว่าสัดส่วนการซื้ออสังหาฯของต่างชาติลดลงโดยเฉพาะจีน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ลดลงมาตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมา

5.Excess Supply ภาคอสังหาริมทรัพย์ก่อตัวขึ้นใน 3ปีที่ผ่านมา ถึงเวลาปรับสมดุล6.แนวโน้มต้นทุนงานก่อสร้างเพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการต้องบริหารจัดการให้ดี อาทิ การบริหารจัดการสต๊อกวัสดุก่อสร้างอย่างมีประสิทธิภาพ และ การจัดหาแรงงานก่อสร้างเพื่อไม่ให้ขาดแคลน สำหรับที่ดิน ต้นทุนแรงงานที่ปรับตัวสูงขึ้นนั้น ได้ส่งผลกระทบต่อต้นทุอสังหาริมทรัพย์ ทั้งในอดีตและในอนาคต

7.แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยปรับเพิ่ม ส่งผลต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งต่างจากในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้งในปี 2540 คาดว่าจะมีการปรับดอกเบี้ยนโยบายในปี 2566  ซึ่งจะนำไปสู่การขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ตามมา ซึ่งกลยุทธ์บริหารดอกเบี้ยขาขึ้น สามารถดำเนินการได้ อาทิ ล็อกต้นทุนดอกเบี้ยไว้ ลดผลกระทบดอกเบี้ยขาขึ้น ออกแคมเปญจูงใจเสนอขายกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพรับสิทธิส่วนลด ของแถม พร้อมดอกเบี้ยถูก

อย่างไรก็ตามสถาบันการเงินยังคงเฝ้าระวังกลุ่มลูกค้าเปราะบางและอสังหาริมทรัพย์บางประเภทอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในภาวะวิกฤติโควิด-19 มีผลทำให้ความสามารถในการชำระหนี้ของประชาชนลดลง ซึ่งกลุ่มลูกค้ารายได้น้อย หรือ กลุ่มเปราะบางยังคงมีสัดส่วนหนี้เสียสูง ที่ผ่านมาสถาบันการเงินมีโครงการช่วยเหลือลูกหนี้ภาคอสังหาริมทรัพย์ให้มีสภาพคล่องโดยมีมาตการช่วยผ่อนปรนลูกหนี้ที่มีปัญหาด้านการชำระหนี้เพื่อป้องกันการก่อวิกฤติหนี้สินเชื่อรายย่อยในอนาคต อย่างไรก็ตามสถาบันการเงินยังคงเฝ้าระวังและติดตามกลุ่มลูกเปราะบางและอสังหาริมทรัพย์บางประเภทอย่างต่อเนื่อง

โดยกลุ่มลูกค้าที่ยังคงเผชิญปัญหาในการชำระหนี้สินเชื่อ ได้แก่กลุ่มลูกค้ารายได้น้อย-กลุ่มเปราะบาง ได้แก่ กลุ่มรายได้ประจำที่มีรายได้รวมน้อยกว่า 20,000 บาทต่อเดือน และกลุ่มเจ้าของกิจการที่มีรายได้รวมน้อยกว่า 30,000 บาทต่อเดือน

สำหรับอสังหาริมทรัพย์ที่มีแนวโน้มคุณภาพสินเชื่อที่ลดลง ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์ที่มีราคาซื้อขายน้อยกว่า 2 ล้านบาททั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด  รวมไปถึงคอนโดมิเนียมในเขตพื้นที่ต่างจังหวัด เช่น พื้นที่โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ( Eastern Economic Corridor : EEC) และภาคใต้

ส่วนแนวทางการร่วมมือระหว่างบริษัทอสังหาฯกับสถาบันการเงินเพื่อฟื้นโอกาสทางธุรกิจ สถาบันการเงินปฏิเสธสินเชื่อ ส่งผลให้บริษัทพัฒนาอสังหาฯเสียโอกาสและเวลาในการขายสินค้า ซึ่งแนวทางการเพิ่มโอกาสทางธุรกิจนั้น บริษัทพัฒนาอสังหาฯมีแนวคิดให้ลูกค้าเช่าที่อยู่อาศัยเพื่อสร้างประวัติการชำระที่ดี และยื่นกู้สินเชื่อที่อยู่อาศัยกับสถาบันการเงินภายหลัง (โครงการอยู่ก่อนผ่อนทีหลัง),สถาบันการเงินใช้แหล่งข้อมูลจากภายนอก ที่ทำให้เข้าใจลูกค้ามากขึ้น จากบริษัทพัฒนาอสังหาฯเพื่อสะท้อนความสามารถในการชำระหนี้และความเต็มใจที่จะชำระหนี้ที่แท้จริง เช่น ประวัติการชำระค่าเช่า หรือประวัติการชำระดาวน์ Pay Ment ตามระยะเวลาที่กำหนด,สถาบันการเงินรับพิจารณาสินเชื่อด้วยเกณฑ์ที่ผ่อนคลายจากเกณฑ์ปกติ เช่น ประวัติการชำระหนี้ หรือสัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ ขณะเดียวกันผู้ประกอบการอสังหาฯต้องดูแลเรื่องการซื้อทรัพย์คืนจากสถาบันการเงินเป็นหนี้เสียภายในระยะเวลาที่กำหนด

จากสภาวะการเปิดตัวโครงการใหม่ของผู้ประกอบการ เพื่อจับกลุ่มลูกค้ารายใหม่ๆ ยังอยู่ในระดับที่ชะลอตัวและมีการแข่งขันในระดับสูง ดังนั้นการต่อยอดธุรกิจใหม่บนฐานลูกค้าโครงการเดิม จึงเป็นโอกาสการสร้างรายได้แหล่งใหม่ให้กับบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จากข้อมูลที่มีอยู่แล้ว อาทิ ประเภทบ้านและแบบแปลน ประวัติการแจ้งซ่อมแซมและต่อเติม

อีกทั้งบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่เกี่ยวข้องกับ Home Improvementอาทิ  พลังงานไฟฟ้าจาก Solarและระบบแสงสว่าง การออกแบบ Interior รวมถึงการก่อสร้างและต่อเติม หรือ Home Service ตามอายุของโครงการ

 

 

tag :
AP AssetWise EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC sansiri SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง