STECH รุกเปิดโรงงานจ.มุกดาหาร รองรับงานก่อสร้างจีนในสปป.ลาว ส่งซิกปี 66 รายได้ทำนิวไฮแตะ 2,250 ล้านบาท

สยามเทคนิคคอนกรีตฯเผยแผนปี 66 รุกประมูลรับงานต่อเนื่อง คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2,000-3,000 ล้านบาท โดยจะเป็นงานจากภาครัฐประมาณ 10% หนุนการเติบโตในอนาคต เบรกงานขยายสร้างโรงงานภาคใต้ประเทศเพื่อนบ้าน หันรุกจ.มุกดาหาร รองรับงานก่อสร้างทุนจีนใน สปป.ลาว  ทั้งเร่งเครื่องสร้างโรงลวดด้วยระบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ส่งซิกผลงานปี 66 ทำรายได้นิวไฮแตะระดับ 2,250 ล้านบาท
นายวัฒน์ชัย มงคลศรีสวัสดิ
นายวัฒน์ชัย มงคลศรีสวัสดิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามเทคนิคคอนกรีต จำกัด(มหาชน) หรือ STECH ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์คอนกรีตอัดแรงและให้บริการรับเหมาก่อสร้างที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลักของบริษัทฯ เปิดเผยถึงแผนการดำเนินงานของบริษัทในปี2566 ว่า ยังคงเข้าประมูลงานใหม่อย่างต่อเนื่อง คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 2,000-3,000 ล้านบาท โดยจะเป็นงานจากภาครัฐประมาณ 10% โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2566 ที่ผ่านมาได้เซ็นสัญญารับงานก่อสร้างสายส่งระบบ 115 เควี สถานีไฟฟ้าแรงสูงหนองหาน (การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย) จังหวัดอุดรธานีสถานีไฟฟ้าสว่างดินแดน จังหวัดสกลนคร ตามโครงการพัฒนาระบบส่งและจำหน่ายระยะที่ 2 แผนงานที่ 1 กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือกฟภ. มูลค่ารวม 86.2 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินงาน 360 วัน และปัจจุบันมีงานในมือ(Backlog) กว่า 1,200 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่จะรับรู้รายได้ในปีนี้และต่อเนื่องถึงปี 2567

นอกจากนี้ ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการติดตามงานที่ได้ยื่นเสนอราคาไปแล้ว มูลค่ารวมประมาณกว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งบริษัทคาดจะได้รับงานในกลุ่มเสาเข็มที่ประมาณ 500 ล้านบาทคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 40% ของมูลค่างานทั้งหมด อีกทั้ง ยังพร้อมเข้าประมูลงานใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการเติบโตในอนาคต

ทั้งนี้ STECH ยังได้เดินหน้าจัดตั้งโรงงานผลิตลวด ซึ่งใช้งบลงทุนรวมประมาณ 500 ล้านบาท(กำลังการผลิต 100% จะสร้างรายได้ที่ประมาณ 600-800 ล้านบาทต่อปี) ปัจจุบันได้ตรวจรับเครื่องจักรที่ประเทศอิตาลีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และพร้อมจะเริ่มทคสอบการผลิตได้ในไตรมาส3/2566 เบื้องต้นจะนำมาใช้งานใน STECH เองประมาณ 30% หรือประมาณ 1,000 ต้นต่อเดือนส่วนอีก 70% จะนำออกจำหน่ายประมาณไตรมาส 4/2566 หรือไตรมาส 1/2567 รวมถึงการส่งออกด้วย และในอนาคตจะเป็นธุรกิจดาวสตาร์ใหม่ของบริษัทด้วย โดยจะถึงจุดคุ้มทุนภายใน 4-5 ปีจากนี้

รวมทั้ง STECH ยังได้เดินหน้าจัดตั้งโรงงานผลิตลวด ซึ่งปัจจุบันได้ตรวจรับเครื่องจักรที่ประเทศอิตาลีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และพร้อมจะเริ่มทดสอบการผลิตได้ในไตรมาส 3/2566 เบื้องต้นจะนำมาใช้งานใน STECH เองราว 30% หรือประมาณ 1,000 ตันต่อเดือน ส่วนอีก 70% จะนำออกจำหน่ายประมาณไตรมาส 4/2566 หรือไตรมาส 1/2567

นายวัฒน์ชัย กล่าวต่อว่า จุดเด่นของโรงงานผลิตลวด STECH คือ มีกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการใช้เทคโนโลยีการผลิตรูปแบบใหม่ โดยไม่ต้องใช้บ่อน้ำกรดซึ่งเป็นกรดไฮโดรคลอริคเข้มข้มในการกัดลวดโลหะให้สะอาดเหมือนในอดีต จีงส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ปัจจุบัน STECH ยังพร้อมจัดจำหน่ายเสาเข็มขนาดเล็ก (Micropile) ให้กับลูกค้าในรูปแบบ (Business to Customer : B2C) ซึ่งเป็นการจำหน่ายให้กับผู้รับเหมาก่อสร้าง หรือเจ้าของบ้านที่ต้องการซ่อมแซม ต่อเติมบ้านไม่ให้ทรุดตัว เพื่อเป็นช่องทางเพิ่มรายได้ให้กับ STECH อีกทางหนึ่งด้วย

ปัจจุบันบริษัทฯมีโรงงานผลิตรวม 10 แห่ง มีกำลังการผลิตรวม 450,000 คิว/ปี ซึ่งมีกระจายรวมทุกภาค ยกเว้นภาคใต้ ซึ่งเดิมในปี 2566 บริษัทฯมีแผนที่จะขยายไปเปิดโรงงานที่ภาคใต้ รวมไปถึงที่กัมพูชา และเวียดนามด้วย แต่มองว่าปัจจุบันจีนมีการขยายการลงทุนก่อสร้างกาสิโนขนาดใหญ่ในสปป.ลาว อีกหลายโครงการ ทำให้ผู้รับเหมาก่อสร้างต้องมาซื้อวัสดุก่อสร้างในฝั่งประเทศไทย เป็นจำนวนมาก ส่วนการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน เมื่อศึกษาแล้วพบว่ามีข้อจำกัดด้านการลงทุน จึงมองเห็นโอกาสการเติบโตที่จะเป็นเปิดโรงงานที่จ.มุกดาหาร ซึ่งมีชายแดนติดกับสปป.ลาว จะสร้างโอกาสในการเติบโตด้านยอดขายและรายได้ดีกว่า แต่ในอนาคตคงต้องมีการขยายตัวไปเปิดโรงงานแน่นอน เพราะล่าสุดบริษัทที่มีความเกี่ยวเนื่องกับSTECH ก็ประมูลได้งานด้านเสาเข็ม ของกรมชลประทาน ที่อ.ท่าศาลา .นครศรีธรรมราช มานายวัฒน์ชัย กล่าว

โดยในปีนี้บริษัทตั้งเป้าหมายเป็นปีแห่งการลงต้นทุน โดยเน้นให้ความสำคัญกับการทำกำไรเบื้องต้นเชื่อว่าอัตราการเติบโตของกำไรในปีนี้จะเติบโตสูงกว่าอัตราการเติบโตของรายได้โดยคาดว่าอัตรากำไรสุทธิปี 2566 น่าจะมีโอกาสทำได้ที่ระดับ 9-10% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีอัตรากำไรสุทธิที่ 4.74% ทั้งนี้ บริษัทเคยมีอัตรากำไรสุทธิสูงสุดที่ระดับ 13% โดยความสามารถที่จะผลักดันกำไรให้เติบโตคือการควบคุมต้นทุนคงที่ ซึ่งหลักๆ คือค่าแรงและเงินเดือนพนักงานขณะที่รายได้เพิ่มขึ้น ทำให้ความสามารถในการทำกำไรเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน

สำหรับผลการดำเนินงานในปี 2565 STECH มีรายได้รวม 2,117 ล้านบาท ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (All Time High) และมีกำไรสุทธิ 100.78 ล้านบาท สูงกว่าปีก่อนประมาณ 6% ขณะที่อัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 4.74% ลดลงเล็กน้อยจากปีก่อนหน้า เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นจากราคาลวดเหล็กที่ผันผวนสูง รวมทั้งราคาปูนซิเมนต์และราคาน้ำมันได้ปรับเพิ่มขึ้น และแนวโน้มผลประกอบการในปี 2566 ของ STECH คาดว่ารายได้มีโอกาสทำนิวไฮ (New High) ที่ระดับประมาณ 2,250 ล้านบาท หรือเติบโต 6% จากปีก่อนมีรายได้รวม 2,117 ล้านบาท ซึ่งเติบโตขึ้นตามภาพรวมอุตสาหกรรมก่อสร้างที่ฟื้นตัว และ STECH สามารถบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

tag :
AP AssetWise EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC sansiri SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง