“กำลังซื้ออ่อนแอ”ฉุดหน่วยโอนกรรมสิทธิ์-สินเชื่อปล่อยใหม่ไตรมาส 1/67ต่ำสุดในรอบ 6ปี

ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคาร และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยถึงสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยไตรมาสแรกที่ผ่านมาว่า ภาพรวมตลาดอสังหาฯมีการชะลอตัวอย่างมากทั้งด้านอุปสงค์และอุปทาน โดยจำนวนหน่วยโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศขยายตัวลดลงถึง -13.8% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และต่ำสุดในรอบ 6 ปีที่ผ่านมา โดยมีการโอนกรรมสิทธิ์จำนวน 72,954 ยูนิตเท่านั้น แบ่งเป็นบ้านแนวราบ 49,423 ยูนิตลดลง -18.9% และอาคารชุด 23,531 ยูนิต ลดลง 0.6% ขณะที่ช่วงไตรมาส 1ปี 2566 มีการโอนกรรมสิทธิ์จำนวน 84,619 ยูนิต

ส่วนมูลค่าโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศไตรมาส 1 มีจำนวน  208,732  ล้านบาท ซึ่งเป็นมูลค่าโอนกรรมสิทธิ์ที่ต่ำสุดในรอบ 19 ไตรมาสนับตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี2562 เป็นต้นไป และยังมีอัตราการขยายตัวลดลง -13.4% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2566 ที่มีมูลค่า 241,167 ล้านบาท โดยสินค้าแนวราบมีมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ลดลงมากสุดถึง -14.6% และอาคารชุดลดลง -10.7%

เช่นเดียวกันกับระดับราคาที่อยู่อาศัยที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ขยายตัวลดลงในทุกระดับราคา โดยระดับราคาที่มีการโอนกรรมสิทธิ์มากที่สุดจะอยู่ในช่วง 2-5 ล้านบาท แบ่งเป็นราคา 2 ล้านบาทขึ้นไปถึง 3 ล้านบาทจำนวน 7,847 ยูนิต และราคา 3 ล้านบาทขึ้นไปถึง 5 ล้านบาทจำนวน 6,273 ยูนิต

ขณะที่กลุ่มราคาที่มีการโอนกรรมสิทธิ์ลดลงสูงสุด คือ ราคา 5.01- 7.50 ล้านบาทลดลง -20.0% รองลงมาคือระดับราคา 1.51-2 ล้านบาท ลดลง -19.8% ระดับราคา 3.01-5 ล้านบาทลดลง -18.2% และระดับราคา 2.01-3 ล้านบาทลดลง -18% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

ทั้งนี้มีข้อสังเกตว่า ตลาดในระดับราคาเกิน 3 ล้านบาทขึ้นไป มีการโอนกรรมสิทธิ์บ้านใหม่ที่มากกว่าบ้านมือสอง ขณะที่ตลาดที่อยู่อาศัยในระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท มีการโอนกรรมสิทธิ์บ้านมือสองสูงกว่าบ้านใหม่

“หน่วยการโอนกรรมสิทธิ์แนวราบลดลงทุกระดับราคา โดยเฉพาะในกลุ่มระดับราคา 1.51- 2 ล้านบาทลดลงมากถึง -30.2% รองลงเป็นบ้านราคา 2.01-3 ล้านบาทลดลง -26.5% และราคา 3.01-5 ล้านบาทลดลง -20.2% ขณะที่หน่วยการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดลดลง มากที่สุดคือกลุ่มราคา 5.01-7.50 ล้านบาทลดลง -30.3%  รองลงมาระดับราคามากกว่า 10 ล้านบาทลดลง -26%   ระดับราคา 7.51-10 ล้านบาทลดลง -20.9%”  

แต่ขณะที่ห้องชุดในกลุ่มราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทมีการขยายตัวขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากโครงการอาคารชุดราคาต่ำที่มีการเปิดตัวมากขึ้นในปลายปี 2564 และ 2565 เริ่มทยอยสร้างเสร็จและมีการโอนกรรมสิทธิ์ในช่วงไตรมาส 1 ที่ผ่านมา โดยเฉพาะยอดโอนกรรมสิทธิ์ของห้องชุดใหม่ที่อยู่ในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล และหัวเมืองหลักของภูมิภาค

 สินเชื่อปล่อยใหม่ไตรมาส1ลดต่ำสุดในรอบ6ปี

ทั้งนี้ผลกระทบจากกำลังซื้อที่อยู่อาศัยของประชาชนที่อ่อนแอลง ได้ฉุดให้ตัวเลขยอดสินเชื่อที่อยู่อาศัยปล่อยใหม่ของสถาบันการเงินในไตรมาส 1  มีจำนวนต่ำสุดในรอบ 25 ไตรมาสด้วยเช่นกัน โดยพบว่ามียอดการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยใหม่เพียง 121,529 ล้านบาท ลดลงถึง -20.5% ซึ่งน่าจะเป็นผลจากความสามารถในการขอสินเชื่อของผู้กู้ที่ลดลง ประกอบกับสถาบันการเงินมีเกณฑ์การพิจารณาอนุมัติสินเชื่อที่เข้มงวดมาก ขณะที่สินเชื่อที่อยู่อาศัยบุคคลคงค้างทั่วประเทศ มีมูลค่าสูงขึ้นถึง 4,956,145 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 1 ปี 2566 แต่เป็น อัตราการขยายตัวที่ต่ำที่สุดในรอบ 25 ไตรมาสเช่นเดียวกัน

“จากการติดตามสถานการณ์ตลาดอสังหาฯของ REIC พบว่า กำลังซื้อที่เริ่มชะลอตัวอย่างชัดเจนตั้งแต่ในช่วงไตรมาส 3    ปี 2566 ได้ส่งผลให้เกิดการชะลอตัวด้านอุปสงค์และอุปทานที่เพิ่มความรุนแรงมาอย่างต่อเนื่องจนถึงไตรมาส 1 ปีนี้ โดยได้เห็นการลดลงของหน่วยการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัย และวงเงินสินเชื่อที่อยู่อาศัยบุคคลปล่อยใหม่ที่มีจำนวนลดลงมาจนต่ำที่สุดในรอบ 25 ไตรมาส หรือช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ดังนั้น การที่รัฐบาลได้ออกมาตรการรัฐเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจผ่านภาคอสังหาริมทรัพย์ในช่วงต้นไตรมาส 2  จะเป็นปัจจัยบวกที่สำคัญในการพยุงสถานการณ์โดยรวมของตลาดที่อยู่อาศัยไม่ให้ตกต่ำไปมากกว่าไตรมาสที่ผ่านมา”

คอนโดฯเปิดตัวใหม่ในพื้นที่กรุงเทพ-ปริมณฑลหดตัวแรง -53%

ด้านอุปทานที่อยู่อาศัยเปิดตัวใหม่ในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลในช่วงไตรมาส 1 ที่ผ่านมา มีจำนวน 13,312 ยูนิต ลดลงประมาณ -38.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2566 ที่มีจำนวนสินค้าเปิดตัวใหม่ 21,844 ยูนิต โดยแยกเป็นบ้านแนวราบ 7,214 ยูนิต ลดลง -16.9% และอาคารชุด 6,098 ยูนิต ลดลง -53% แต่มีมูลค่าโครงการรวม 114,487 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 39.6% โดยเฉพาะบ้านแนวราบมีมูลค่าโครงการรวมสูงถึง 75,280 ล้านบาท ส่วนอาคารชุดมีจำนวน 39,207 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่าสินค้าที่เปิดตัวใหม่เป็นที่อยู่อาศัยราคาสูง

ทั้งนี้ศูนย์ข้อมูลฯประเมินว่าตลอดทั้งปี 2567 นี้ จะมีที่อยู่อาศัยเปิดตัวใหม่ในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลประมาณ  103,930 ยูนิต เพิ่มขึ้น 7.9%  แบ่งเป็นบ้านแนวราบ  51,369 ยูนิต และอาคารชุด 52,561 ยูนิต ส่วนมูลค่าโครงการอาจจะสูงถึง  637,296 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% โดยกลุ่มสินค้าแนวราบจะมีมูลค่าโครงการรวมมากที่สุด 420,268 ล้านบาท

แนวโน้มอุปสงค์-อุปทานปี’67 ดีขึ้น หลังรัฐบาลคลอดมาตรการอสังหาฯกระตุ้นเศรษฐกิจ

ดร.วิชัยกล่าวว่า แม้ทิศทางตลาดที่อยู่อาศัยในช่วงต้นปี 2567 จะชะลอตัวลงแรง แต่คาดว่าจะทิศทางที่ปรับตัวดีขึ้นหลังจากคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านภาคอสังหาริมทรัพย์ เพื่อสนับสนุนการมีที่อยู่อาศัยของประชาชน เมื่อวันที่ 9 เมษายนที่ผ่านมา ถือว่าเป็นปัจจัยบวกที่จะช่วยให้เกิดการขยายตัวของตลาดที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 3 และ 4 เนื่องจากในไตรมาส 2  ยังเป็นช่วงที่ประชาชนส่วนใหญ่มีภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางและการท่องเที่ยวในเดือนเมษายน และมีภาระค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการศึกษาของบุตรหลานในช่วงเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน

นอกจากนี้ผู้ที่ต้องการซื้อบ้านอาจจะใช้เวลาช่วงไตรมาส 2  ในการวางแผนซื้อที่อยู่อาศัย การเลือกหาที่อยู่อาศัย การติดต่อและเตรียมตัวในการขอสินเชื่อ รวมถึงรอดูข้อเสนอเกี่ยวกับการส่งเสริมการขายและข้อเสนอจากผู้ประกอบการ

แต่อย่างไรก็ตาม ตลาดอสังหาฯยังคงมีปัจจัยลบทั้งด้านมาตรการควบคุมตามเกณฑ์ LTV และหนี้ครัวเรือน ที่ทำให้เกิดความเข้มงวดในการพิจารณาปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน ซึ่งหากสถาบันการเงินยังปล่อยสินเชื่อด้วยความระมัดระวังมากขึ้น ก็จะกลายเป็นปัจจัยฉุดการขยายตัวของตลาดอสังหาฯในปี 2567 ได้

ทำให้ประเมินว่าภาพรวมของอุปสงค์และอุปทานในปี 2567 จะมีหน่วยโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั่วประเทศประมาณ 386,861 ยูนิต เพิ่มขึ้น 5.5% แบ่งเป็นบ้านแนวราบ 277,118 ยูนิต เพิ่มขึ้น 7.1% และอาคารชุด 109,743 ยูนิต เพิ่มขึ้น  1.5% ขณะที่มูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยประเมินว่าจะสูงถึง 1,105,912 ล้านบาท เพิ่มขึ้น  5.6%  โดยเฉพาะสินค้าบ้านแนวราบจะมีมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์สูงถึง 795,275 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.1%

ขณะที่มูลค่าสินเชื่อที่อยู่อาศัยบุคคลปล่อยใหม่ทั่วประเทศตลอดทั้งปี 2567  จะมีจำนวน 698,931 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% หรืออยู่ในช่วง -7.3-13.3%  เมื่อเทียบกับปี 2566 ที่มูลค่าสินเชื่อปล่อยใหม่ทั่วประเทศอยู่ที่ 678,347 ล้านบาท โดยมีจะมีสินเชื่อที่อยู่อาศัยบุคคลคงค้างทั่วประเทศจำนวน  5,191,092 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.9%


ต่างชาติขนเงินซื้อห้องชุดขยายตัวต่อเนื่อง จีนยืนหนึ่ง เมียนมาร์เบียดแซงรัสเซีย

ด้านการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดของคนต่างชาติในไตรมาส 1 มีจำนวน 3,938 ยูนิต เพิ่มขึ้น 4.3% และสูงที่สุดในรอบ 25 ไตรมาส (Q1/2561 – Q1/2567) มูลค่ารวม 18,013 ล้านบาท เพิ่มขึ้น5.2%เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน   โดยสัญชาติที่มีจำนวนหน่วยและมูลค่าที่รับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดมากที่สุด คือ สัญชาติจีน มีจำนวน 1,596 ยูนิต คิดเป็น 41% ของผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดที่เป็นต่างชาติทั้งหมด และมีมูลค่า 7,570 ล้านบาท  ส่วนอันดับสองเป็นสัญชาติพม่า มีจำนวนหน่วยที่รับโอนกรรมสิทธิ์ 392 ยูนิต คิดมูลค่า 2,207 ล้านบาท    และอันดับ 3 เป็นสัญชาติรัสเซีย มีจำนวน 295 ยูนิต มูลค่า 924 ล้านบาท

tag :
AP AssetWise EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC sansiri SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง