บริษัทแอสเสท เวิรด์ คอร์ป จํากัด (มหาชน) ดำเนินธุรกิจหลักภายใต้ธุรกิจโรงแรมและธุรกิจคอมเมอร์เชียล โดยในปี 2568 ที่ผ่านมาสามารถสร้างสถิติสูงสุดใหม่มีรายได้รวมประมาณ 23,065 ล้านบาท เติบโตประมาณ 9.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567,กำไรสุทธิ 6,388 ล้านบาท เติบโต 9.2% ในขณะที่พอร์ตโฟลิโอทรัพย์สินก็ขยายตัว 2 เท่าตั้งแต่เข้า IPO มีทรัพย์สินอยู่ที่ประมาณ 96,000 ล้านบาท ปัจจุบันมีทรัพย์สินอยู่ที่ประมาณ 218,740 ล้านบาท เติบโตประมาณ 10% ทั้งจากทรัพย์สินใหม่ที่เปิดดำเนินการ และการทำ asset enhancement ของ portfolio เพื่อเพิ่มมูลค่าของทรัพย์สิน และการเสนอจ่ายเงินปันผลสำหรับผลประกอบการปี 2025 ที่ 0.08 บาทต่อหุ้นปรับตัวดีขึ้น 6.7%
โดยมีทรัพย์สินใหม่ทั้งสิ้น 5 ทรัพย์สิน ซึ่งมีมูลค่าทรัพย์สินที่เปิดรวมกันประมาณ 14,000 ล้านบาท ช่วยสร้างรายได้ส่วนเพิ่มให้ AWC ในปีที่ผ่านมาประมาณ 1,100 ล้านบาท ทั้งโรงแรมมีเลีย พัทยา โฮเต็ล ประเทศไทย,โรงแรมพัทยา แมริออท รีสอร์ท แอนด์ สปา ซึ่งทั้ง 2 โรงแรมมีการ Ramp-up ได้ค่อนข้างดี โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี โรงแรมในเมืองพัทยาสามารถสร้าง ADR หรืออัตราค่าห้องพักได้ในระดับที่ดี,โรงแรม จูบีลี เพรสทีจน์ รัชดาภิเษก ซึ่งชื่อเดิมสวิสโซเทล ที่บริษัทเข้าซื้อมาในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีที่แล้ว และเตรียมรีแบรนด์เป็น JW Marriott ในอีก 2 ปีข้างหน้า เป็นทรัพย์สินที่เปิดดำเนินงานอยู่ปกติ ปีที่แล้วสร้างทั้ง EBITDA และกำไรสุทธิเป็นบวกให้กับ AWC
ในฝั่งธุรกิจคอมเมอร์เชียล ปี 2568 โครงการเอเชียทีคได้เปิดตัว Jurassic World: The Experience ในช่วงเดือนสิงหาคม ได้รับผลตอบรับที่ดีจากนักท่องเที่ยว สร้างรายได้รวมประมาณ 300 ล้านบาท ยอดตั๋วที่จำหน่ายได้ประมาณ 300,000 ใบ ภายในระยะเวลาเพียง 5 เดือน และ Skyflyers เป็นเครื่องเล่นลักษณะชิงช้าหมุนขึ้นไป ซึ่งมีความสูงมากที่สุดในเอเชีย ได้รับ Feedback ที่ดี เปิดช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน ในเวลา 1 เดือนสามารถขายตั๋วได้ประมาณ 28,000 ใบ สร้างรายได้เกือบ 10 ล้านบาท

ขณะที่ผลการดำเนินงานในไตรมาส 1 ปี 2569 วัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า AWC สร้างสถิติสูงสุดใหม่ (New High) อย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านรายได้รวม กำไรสุทธิ และ EBITDA แม้จะมีสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางระหว่างอิสราเอลและอิหร่านที่ส่งผลกระทบในช่วงต้นปี แต่บริษัทยังคงสามารถดึงดูดกลุ่ม “Quality Demand” หรือนักท่องเที่ยวคุณภาพจากทั่วโลกได้สำเร็จ โดยมีรายได้รวมอยู่ที่ 6,776 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดใหม่ และกำไรสุทธิ 1,986 ล้านบาท พร้อมมูลค่าพอร์ตโฟลิโอทรัพย์สินเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 221,000 ล้านบาท
โดยยังคงเดินหน้ากลยุทธ์ “Boost the Quality” หรือการยกระดับคุณภาพของการท่องเที่ยวไทย เพื่อรองรับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวโลกที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะกลุ่มนักเดินทางคุณภาพสูงที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัย มาตรฐานสากล และประสบการณ์เฉพาะตัวมากขึ้น แม้เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความผันผวนและความไม่แน่นอนขากผลกระทบของสงครามระหว่างอิสราเอและอิหร่าน แต่ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำคัญของโลก โดยเฉพาะกลุ่มประชุม สัมมนา และอีเวนต์ระดับนานาชาติ เนื่องจากไทยยังมีจุดแข็งด้านความปลอดภัย การบริการ และวัฒนธรรมที่แตกต่างจากหลายประเทศ

สถานการณ์ตั๋วเครื่องบินในปัจจุบันมีความผันผวนสูงมาก นักท่องเที่ยวบางกลุ่มต้องเผชิญกับราคาตั๋วที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาลจากการแย่ง Flight เดินทาง โดยเฉพาะเส้นทางผ่านเกาหลีและญี่ปุ่น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคดังกล่าว แต่ AWCยังโชคดีที่กลุ่ม Quality Demand ยังคงเลือกเดินทางมายังประเทศไทย
ดังนั้นบริษัทจึงได้มุ่งเน้นการดึงกลุ่มนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูง หรือ Quality Travelers เข้ามาในประเทศไทยมากขึ้น พร้อมยกระดับสินทรัพย์และโครงการต่างๆ ให้ตอบโจทย์ตลาดพรีเมียม โดยเฉพาะกลุ่ม Ultra-Luxury และ Experience Tourism ที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์มากกว่าการเข้าพักเพียงอย่างเดียว
โดยเฉพาะการการเติบโตของกลุ่มโรงแรมในเมืองเชียงใหม่และพัทยาที่เป็นไฮไลท์สำคัญ โดยตลาดโรงแรมเชียงใหม่เติบโตสูงที่สุดในตลาด มีอัตราการเติบโตโดดเด่นถึง 26% ซึ่งสูงที่สุดในตลาดประเทศไทย โดยได้รับอานิสงส์จากกลุ่มนักท่องเที่ยวเอเชียที่สนใจการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ศิลปะ และความเชื่อ (สายมู) โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนในเดือนมีนาคมเพิ่มขึ้นถึง 46% เมื่อเทียบกับปีก่อน
ส่วนเมืองพัทยาสามารถดึงดูดอุปสงค์ระดับโลกผ่านกิจกรรมระดับนานาชาติ หลังจากมีการปรับภาพลักษณ์สู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำหรับกลุ่มครอบครัวและนักท่องเที่ยวคุณภาพ (Quality Demand) ผ่านโรงแรม Marriott Resort and Spa มีอัตราการเข้าพักอยู่ที่ 74%และ Meliá Pattaya มีอัตราการเข้าพัก (Occupancy) สูงถึง 83% ในไตรมาส 1 ซึ่งช่วยดึงดูด Global Demand เข้าสู่พื้นที่
ขณะที่กลุ่มโรงแรมในกรุงเทพฯอยู่ในช่วงการทำ Repositioning หลายโรงแรมให้เป็นสไตล์ “Lifestyle” มากขึ้น เช่น แบรนด์ Inside ที่เน้นประสบการณ์ F&B บนชั้นดาดฟ้า ทำให้สามารถขยับราคาห้องพักได้สูงกว่าโรงแรมในระดับเดียวกันถึง 2 เท่า
ดังนั้นบริษัทได้วางเป้าหมายในอนาคตจะขับเคลื่อนผ่านกลยุทธ์ “Sustainable Growth Strategy” มุ่งเป้ายกระดับมูลค่าสินทรัพย์ให้สูงกว่า 300,000 ล้านบาทภายใน 5 ปี พร้อมรักษามาตรฐานความยั่งยืนอันดับ 1 ของโลกจาก S&P Global เนื่องจากการเติบโตในกลุ่มธุรกิจโรงแรม (Hospitality)ได้รับแรงหนุนจากการกลับมาของนักท่องเที่ยวจีนคุณภาพ และการขยายตัวของกลุ่มนักท่องเที่ยวระยะไกล (Long-haul) โดยนักท่องเที่ยวจีนเติบโต 24% ซึ่งสูงกว่าภาพรวมของประเทศที่เติบโต 12% เนื่องจากความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง Marriott ในโปรแกรม Loyalty (Bonvoy)

ส่วนนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางของAWC เติบโต 24% สวนทางกับภาพรวมตลาดประเทศไทยที่ลดลง 10% โดยเฉพาะในกลุ่ม Luxury Resort และกลุ่มนักท่องเที่ยวระยะไกล (Long-haul) กลุ่มอเมริกาและยุโรปเพิ่มขึ้น 11% โดยเป็นกลุ่มที่เลือกเดินทางมาไทยเพื่อเลี่ยงสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคอื่น และกลุ่มตะวันออกกลาง เติบโตสวนกระแสตลาดที่ลดลง โดย AWC สามารถดึงดูดลูกค้ากลุ่มนี้ได้เพิ่มขึ้นถึง 24%
ด้านกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ (Commercial)บริษัทได้เปลี่ยนกลยุทธ์จากโมเดลการเช่าแบบเดิมไปสู่การสร้างประสบการณ์และจุดหมายปลายทางที่ผสมผสานการทำงานและไลฟ์สไตล์ โดยธุรกิจค้าปลีก (Retail)จะเน้นการเติมเต็มประสบการณ์ผ่าน Attraction ระดับโลก เช่น Jurassic World Real Immersive Experience และ Skyflyer เครื่องเล่นลอยฟ้าที่สูงที่สุดในเอเชียตั้งอยู่ที่ Asiatique The Riverfront Destination
ส่วนอาคารสำนักงาน (Office) The Empire We Imagine ได้มีการพลิกโฉมอาคาร Empire สู่จุดหมายด้านไลฟ์สไตล์ระดับโลกที่ผสานการทำงานและการใช้ชีวิตอย่างไร้รอยต่อ รอรับกลุ่มเป้าหมายใหม่ ผู้เช่ากลุ่ม Wellness คลินิกดูแลสุขภาพ และ Medical Treatment เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอาคารใจกลาง CBD โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงการตามมาตรฐานสากลภายใต้กรอบ “Better Planet, Better People, Better Prosperity” การยกระดับมาตรฐานคุณภาพอากาศภายในอาคารให้ดีที่สุด โดยได้รับการรับรองมาตรฐาน Core Platinum ซึ่งเป็นระดับสูงสุด ระบบหมุนเวียนอากาศ (Air Circulation) และการกรองอากาศที่เข้มข้น สามารถลดค่าฝุ่นละอองจากภายนอกได้ถึง 80% เช่น ค่าฝุ่นภายนอกนอกอาคารอยู่ที่ 60 ภายในอาคารจะเหลือเพียงประมาณ 10เท่านั้น

ปัจจุบัน AWC มีโรงแรมที่อยู่ในแผนลงทุนจำนวน 24 แห่ง และมีทรัพย์สินรวม 58 โครงการ โดยในจำนวนนี้มี 27 โครงการ อยู่ระหว่างศึกษาแผนเพิ่มมูลค่า โดยการปรับตำแหน่งทางการตลาด เพื่อยกระดับราคาห้องพัก ดึงดูดลูกค้ากำลังซื้อสูง และเพิ่มผลตอบแทนของสินทรัพย์ในระยะยาว พร้อมการสร้าง “Lifestyle Destination” ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะในแต่ละพื้นที่ มากกว่าการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบเดิม ๆ โดยจะเชื่อมโยงประสบการณ์ด้านวัฒนธรรม ศิลปะ การบริการด้านสุขภาพ หรือ เวลเนส กีฬา และความบันเทิงเข้าไว้ด้วยกัน
โดยหนึ่งในโครงการสำคัญ คือ เอเชียทีค พัทยา ที่ AWC เตรียมพัฒนาให้เป็น Active Wellness Lifestyle Destination เพื่อผลักดันพัทยาสู่เมืองท่องเที่ยวด้านสุขภาพ กีฬา และไลฟ์สไตล์ระดับโลก โดยบริษัทจะร่วมมือกับพันธมิตร รวมถึงเชิญนักกีฬาและเซเลบริตี้เข้ามาช่วยโปรโมทเมืองพัทยาในระดับสากล

ภาพรวมผลการดำเนินงานของ AWC ในไตรมาสแรกประสบความสำเร็จอย่างสูง โดยสร้างสถิติใหม่และเติบโตเกินกว่าเป้าหมายที่วางไว้ แม้จะเผชิญกับความท้าทายด้านต้นทุนและการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคทั่วโลก กลยุทธ์หลักในปีนี้คือการมุ่งเน้น “กลุ่มลูกค้าคุณภาพ” (Quality Group) โดยชูจุดแข็งเรื่องความปลอดภัยและมาตรฐานระดับสากล พร้อมทั้งการปรับภาพลักษณ์สินทรัพย์ (Repositioning) เพื่อเพิ่มมูลค่าและขยายขีดความสามารถในการทำกำไร นอกจากนี้บริษัทยังให้ความสำคัญกับความยั่งยืนผ่านโครงการระดับท้องถิ่นและการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ
ส่วนแผนลงทุนระยะยาว 5ปี AWC วางงบลงทุนไว้ประมาณ 100,000 ล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ 10,000-20,000 ล้านบาท โดยจะทยอยลงทุนตามจังหวะตลาด เพื่อรักษาความสมดุลด้านกระแสเงินสดและผลตอบแทนการลงทุน โดยปีนี้มีแผนการลงทุนกว่า 8,000 ล้านบาทเพื่อขับเคลื่อนโครงการต่างๆ ให้บรรลุเป้าหมาย ครอบคลุมหลายโครงการมีทั้งโครงการขนาดเล็กและโครงการขนาดใหญ่ เช่น โรงแรมแฟร์มอนท์ (Fairmont) ซึ่งเป็นโครงการสำคัญที่จะเข้ามาเสริมพอร์ตโฟลิโอ นอกจากนี้ยังมีการลงทุน (AWC Growth Fund)สำหรับบางโครงการจะอยู่ในรูปแบบของหน่วยธุรกิจพิเศษ (SPV) โดยปัจจุบัน AWC ถือหุ้นอยู่ประมาณ 18%- 25%ร่วมกับกลุ่ม TCC และมีแผนจะซื้อโครงการเหล่านี้กลับเข้ามาในพอร์ตหลักของ AWC เมื่อโครงการเริ่มสร้างกระแสเงินสดได้แล้ว ซึ่งคาดการณ์ไว้ในช่วงปี 2571-2572
ส่วนทิศทางการดำเนินงานของ AWC ในครึ่งปีหลัง จะมุ่งเน้นไการรักษาสมดุลระหว่าง “คุณภาพ” (Quality) และ “ปริมาณ” (Volume) โดยใช้กลยุทธ์เชิงรุกในการดึงดูดลูกค้ากลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงผ่านประสบการณ์ที่ยูนิค (Unique Experience) และความเชื่อมั่นในความปลอดภัย แม้จะมีความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลกก็ตาม โดยเน้นการสร้างความเชื่อมั่นในเรื่องความปลอดภัยและมาตรฐานการบริการระดับสากล เพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่ต้องการ “Quality” จริง ๆ โดยเฉพาะในการจัดประชุมระดับสากล การชูเอกลักษณ์ความเป็นไทยเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ซึ่งยังคงมองว่าประเทศไทยเป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ

ปีที่แล้วมีการเปิดโรงแรมใหม่ 3 แห่ง รวมประมาณ 928 ห้อง สร้างรายได้รวมประมาณ 720 ล้านบาท ซึ่งยังไม่ได้รับรู้เต็มปี เนื่องจากช่วงเวลาเปิดดำเนินการของแต่ละโรงแรมแตกต่างกัน คาดว่าในปี 2569นี้ โรงแรมเหล่านี้จะสามารถรับรู้รายได้เต็มปี และช่วยเสริมพอร์ตโรงแรมของ AWC ได้อย่างต่อเนื่อง ในส่วนของ EBITDA หากดูแบบ same store ผลกระทบจากการลดลงของนักท่องเที่ยวก็ยังมีผลต่อกลุ่มโรงแรมในกรุงเทพฯ ทำให้ EBITDA แบบ same store ปรับลดลง 6% แต่ทรัพย์สินใหม่ที่เพิ่มเข้ามาในปีที่ผ่านมา ช่วยลดหรือบรรเทาผลกระทบ ทำให้ Total Portfolio EBITDA ของโรงแรมลดลงเพียง 4%
โดยในช่วงปลายปีนี้ AWC จะเปิดตัวโครงการลานนาทีค ที่จังหวัดเชียงใหม่ ในส่วนของลานนาทีค กาแล เฟส 1 เป็นรีเทล ประมาณ 17,000 ตารางเมตร ภายใต้แนวคิด Art & Culture Lifestyle Destination พร้อมดึงแบรนด์โรงแรมระดับโลก เช่น โอกุระ รีสอร์ท ในรูปแบบเรียวกังแห่งแรกของไทย และแบรนด์ลักชัวรีจากเครือ แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล เข้ามาเสริมพอร์ต
นอกจากนี้อยู่ระหว่างเตรียมรีแบรนด์โรงแรมเวสทิน สิเหร่ เบย์ ป็น ริตซ์-คาร์ลตัน ภูเก็ต รวมทั้งจะเปิดตัวโรงแรม Fairmont Bangkok สุขุมวิท ประมาณ 419 ห้อง ส่วนโครงการแลนด์มาร์กบริเวณเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ ในปีที่แล้วมี Occupancy อยู่ที่ 80% ปีนี้วางเป้ามากกว่า 91% รวมไปถึงการรับรู้รายได้เต็มปีของ Jurassic ของ Skyflyers แต่ยังยังชะลอการก่อสร้างอาคารสูง 100 ชั้น เพื่อรอดูความพร้อมของตลาด และใช้พื้นที่ข้างเคียงพัฒนาเป็นพื้นที่กิจกรรมและประสบการณ์ด้านรีเทลและความบันเทิงแทน โดยจะนำโดมจากงาน World Expo ที่นครโอซากา ประเทศญี่ปุ่น จำนวน 2 โดม มาสร้างเป็น Attraction ระดับโลก ขนาด 1,600 ตารางเมตร ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กใหม่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยตั้งเป้าเปิดให้บริการภายในไตรมาส 3 ปีนี้ ส่วนโครงการเวิ้งนครเกษม เยาวราช จะเปิดในส่วนอาคาร Heritage Building ที่อยู่ในพื้นที่คลองโอ่งอ่าง เป็นโครงการระยะแรกของเวิ้งนครเกษม เยาวราช





