ตลาดคอนโดมิเนียมในกรุงเทพฯมีการเปิดตัวโครงการใหม่ชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 2 มีการเปิดตัวคอนโดฯใหม่จำนวนทั้งสิ้น 2,332 ยูนิต ลดลงประมาณ 67% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แต่ขณะที่ยอดรวมของการเปิดตัวยูนิตใหม่ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 อยู่ที่ 9,501 ยูนิต เพิ่มขึ้น 42% เมื่อเทียบกับช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ทำให้คาดการณ์ว่าจำนวนคอนโดฯเปิดใหม่ทั้งหมดตลอดทั้งปี 2569 จะสูงถึงประมาณ 17,000 ยูนิต และตัวเลขนี้อาจปรับตัวสูงขึ้นได้อีกหากสถานการณ์ตลาดโดยรวมดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้
ด้านส่วนต่างของราคาคอนโดฯที่เสนอขายเฉลี่ยในโครงการเปิดใหม่อยู่ที่ประมาณ 150,420 บาทต่อตารางเมตร เนื่องจากโครงการคอนโดฯเปิดใหม่ในไตรมาส 2 ประมาณ 90% ตั้งอยู่ตามแนวรถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิท นอกเขตพื้นที่ศูนย์กลางธุรกิจ (นอก CBD) ซึ่งได้รับแรงหนุนจากทำเลศักยภาพที่ตั้งอยู่ตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้า BTS ทำให้ราคาเฉลี่ยพุ่งสูงขึ้นประมาณ 78.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ส่วนราคาเสนอขายเฉลี่ยสำหรับโครงการเปิดใหม่ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ยังแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2563 โดยมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 120,360 บาทต่อตารางเมตร
คนไทยชะลอการใช้เงินลงแบบชัดเจน ซึ่งส่งผลกระทบกับภาพรวมของการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากคนไทยส่วนใหญ่ขาดความเชื่อมั่นในภาวะทางเศรษฐกิจของประเทศทั้งจากปัจจัยภายนอกต่างๆ เช่น สถานการณ์ของสงครามในตะวันออกกลางที่มีผลต่อราคาน้ำมัน ราคาสินค้าต่างๆ ที่แพงขึ้น และมีผลโดยตรงต่อการใช้จ่ายของคนไทย สุรเชษฐ กองชีพ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและที่ปรึกษา บริษัทคุชแมน แอนด์ เวคฟีลด์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวแสดงความคิดเห็น พร้อมให้ข้อมูลว่า ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ส่วนใหญ่เลือกชะลอการเปิดตัวโครงการใหม่ในพื้นที่กรุงเทพฯช่วงครึ่งหลังของปี 2569 โดยเฉพาะโครงการคอนโดฯ ขณะที่ผู้ประกอบการหลายรายพยายามช่วยเหลือผู้ซื้อในการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดเพื่อกระตุ้นยอดโอน แม้ว่าคอนโดฯในบางทำเลของผู้ประกอบการบางรายยังคงได้รับความสนใจ แต่ ภาพรวมของตลาดยังคงซบเซาอย่างมาก จำนวนโครงการคอนโดฯระดับราคาที่เข้าถึงได้หรือโครงการที่มีราคาขายต่ำกว่า 100,000 บาทต่อตารางเมตรมีจำนวนลดลง

โดยผู้ประกอบการอสังหาฯบางรายเร่งขายโครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ เพื่อให้สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้มากขึ้นรวมถึงการหาพันธมิตรเพื่อช่วยทำตลาดและขายให้กับผู้ซื้อชาวต่างชาติ ซึ่งกลายเป็นกลยุทธ์ที่ผู้ประกอบการจำนวนมากให้ความสนใจ ขณะที่ผู้ประกอบการส่วนหนึ่งหันไปให้ความสำคัญกับตลาดภูเก็ตมากกว่าตลาดกรุงเทพฯ
ขณะที่ในช่วงไตรมาส 2 มีการเปิดตัวคอนโดฯใหม่จำนวนประมาณ 2,332 ยูนิต ซึ่งลดลงประมาณ 67% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่การเปิดตัวคอนโดฯใหม่ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 อยู่ที่ 9,501 ยูนิต ซึ่งเพิ่มขึ้น 42% เมื่อเทียบกับช่วงครึ่งแรกของปี 2568
ทำให้คาดการณ์ว่าจำนวนคอนโดฯใหม่ที่จะเปิดตัวตลอดทั้งปี 2569 อาจจะมากกว่าที่เคยประเมินไว้ตอนต้นปีที่ประมาณ 17,000 ยูนิต เพราะผู้ประกอบการบางรายเริ่มเปิดขายโครงการใหม่ รวมไปถึงมีการเปิดเผยแผนการพัฒนาใหม่มากขึ้ โดยคาดว่าจำนวนรวมคอนโดฯเปิดขายใหม่มีความเป็นไปได้ว่าจะมากกว่าที่คาดการณ์ แต่คงไม่เกิน 20,000 ยูนิต โดยยังคงต้องติดตามปัจจัยลบเรื่องของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หรือในภูมิภาคอื่นๆ ของโลก
โดยคอนโดฯใหม่ที่เปิดตัวในไตรมาสที่ 2 ประมาณ 90% ตั้งอยู่ตามแนวรถไฟฟ้า BTS สายสุขุมวิทที่อยู่นอกเขตศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) และส่วนที่เหลือตั้งอยู่ในพื้นที่รอบนอกของกรุงเทพฯ ส่งผลให้ราคาขายเฉลี่ยของคอนโดฯที่เปิดขายใหม่ในไตรมาสที่ 2 อยู่ที่ประมาณ 150,420 บาทต่อตารางเมตร เพราะทำเลที่ตั้งของโครงการที่อยู่ในแนวเส้นทางรถไฟฟ้า BTS ราคาขายเฉลี่ยมากกว่าไตรมาสที่แล้วถึงประมาณ 78.4% และราคาขายเฉลี่ยคอนโดฯที่เปิดขายใหม่ในช่วงครึ่งแรกปี 2569 ปรับเพิ่มขึ้นสูงที่สุดตั้งแต่ปี2563 เป็นต้นมา ส่วนราคาขายเฉลี่ยของคอนโดฯที่เปิดขายในครึ่งแรกปี 2569 อยู่ที่ประมาณ 120,360 บาทต่อตารางเมตร
แม้ว่าจะเป็นช่วงที่ตลาดคอนโดฯชะลอตัวลง เพราะว่าผู้ประกอบการพยายามจับกลุ่มผู้ซื้อที่มีศักยภาพหรือมีกำลังซื้อมากกว่ากลุ่มระดับราคาไม่แพง เนื่องจากปัญหาเรื่องของการขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่ทำได้ยากมากในช่วงที่ผ่านมา ประกอบกับทำเลที่ผู้ประกอบการเลือกเปิดขายโครงการใหม่อยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟฟ้าหรืออยู่ในระยะที่เดินได้ นอกจากนี้การที่เส้นทางรถไฟฟ้าขยายตัวออกไปตามพื้นที่โดยรอบมีผลต่อราคาขายคอนโดฯแบบชัดเจน เพราะต้นทุนที่ดินสูงขึ้น ราคาขายคอนโดฯจึงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ทั้งนี้โครงการคอนโดฯที่เปิดขายใหม่ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เป็นโครงการที่พัฒนาโดยผู้ประกอบการในตลาดหลักทรัพย์เกือบ 100% เพราะมีโครงการของผู้ประกอบที่ไม่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์เพียง 68 ยูนิตจากจำนวนทั้งหมด 9,501 ยูนิต เพราะผู้ประกอบการรายเล็ก รายกลาง หรือที่อยู่นอกตลาดหลักทรัพย์ชะลอการเปิดขายโครงการใหม่ เพื่อรอดูสถานการณ์ในช่วงครึ่งหลังของปี รวมไปถึงรอดูเรื่องของมาตรการจากรัฐบาลมากระตุ้นตลาดที่อยู่อาศัยหลังจากนี้
นอกจากนี้ผู้ประกอบการบางรายยังมีการปรับตัวเปิดขายโครงการสร้างเสร็จพร้อมอยู่มากขึ้น แต่เป็นโครงการขนาดเล็กจำนวนยูนิตไม่มากนัก และเน้นที่โครงการในระดับราคา 100,000 บาทต่อตารางเมตรขึ้นไป ซึ่งช่วง 1 – 2 ปีที่ผ่านมาแทบไม่มีโครงการคอนโดฯที่เปิดขายใหม่อยู่นอกแนวเส้นทางรถไฟฟ้าเลย เนื่องจากผู้ประกอบการต้องการกลุ่มผู้ซื้อจริง และต้องการให้ผู้ซื้อเห็นภาพของทำเลแบบจริงๆ ณ วันที่เปิดขาย อีกทั้งยังไม่ต้องการกลุ่มของนักลงทุนที่เก็งกำไรระยะสั้น ต้องการคนที่ซื้อจริง และต้องการโอนกรรมสิทธิ์จริงๆ มากกว่า ดังนั้น ผู้ประกอบการหลายรายจึงพยายามลดความเสี่ยงในเรื่องการโอนกรรมสิทธิ์ไม่ได้ด้วยการทำความเข้าใจการขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยกับคนที่สนใจ หรือการช่วยในเรื่องผ่อนก่อนอยู่ทีหลัง





