แสนสิริเดินหน้ากลยุทธ์ด้านความยั่งยืนผ่านแนวคิด Green Property ตั้งเป้าบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ภายในปี 2050 โดยให้ความสำคัญกับการลดการใช้พลังงานของที่อยู่อาศัยตั้งแต่กระบวนการออกแบบ ก่อสร้าง ไปจนถึงการอยู่อาศัยจริงของลูกบ้านในระยะยาว ภายในเวทีสัมมนาพิเศษ “NEW ENERGY FOR THAILAND” ณ ห้องอินฟินิตี้ 1-2 โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ ที่ผ่านมา

อุทัย อุทัยแสนสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากการประเมินของบริษัทฯ การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจอยู่ที่ประมาณ 2 ล้านตันต่อปี โดยราว 98% อยู่ใน Scope 3 ซึ่งส่วนสำคัญมาจากการใช้พลังงานของลูกบ้านตลอดอายุการอยู่อาศัย แสนสิริจึงมุ่งลดการใช้พลังงานของบ้านตั้งแต่วันแรกที่ส่งมอบ เพื่อช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

โดยกลยุทธ์ Green Property วางอยู่บน 3 แนวทางหลัก ได้แก่ Green Architecture & Design ออกแบบบ้านให้ระบายอากาศดีและลดการพึ่งพาเครื่องปรับอากาศ, Green Construction ใช้ระบบก่อสร้างที่ช่วยลดของเสียและการใช้พลังงาน และ Green Procurement คัดเลือกวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมสร้างความร่วมมือกับเครือข่ายคู่ค้า

ปัจจุบัน แสนสิริ ใช้เทคโนโลยีสำคัญคือระบบก่อสร้าง Precast ซึ่งผลิตจากโรงงานที่ได้รับมาตรฐาน ISO 9001 และ ISO 14001 รวมถึงเครื่องหมาย Carbon Footprint จาก TGO ช่วยลดขยะในไซต์งาน ลดการขนส่งแรงงาน เพิ่มความแม่นยำในการก่อสร้าง และลดระยะเวลาก่อสร้างบ้านจากประมาณ 12 เดือน เหลือราว 6–7 เดือน ส่วนด้านนวัตกรรมวัสดุ แสนสิริร่วมวิจัยการนำ Graphene Oxide มาใช้ในผนัง Precast เพื่อช่วยลดความร้อนภายในบ้านประมาณ 2 องศาเซลเซียส ขณะเดียวกันได้ติดตั้ง Solar Panel แล้วประมาณ 3,800 หลัง ซึ่งช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้ราว 7,000 ตันต่อปี และติดตั้ง EV Charger ในบ้านระดับบนประมาณ 1,200 หลัง พร้อมเตรียมโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับรถยนต์ไฟฟ้าในโครงการอื่นเพิ่มเติม

นอกจากนี้ ยังพัฒนาแนวคิด Total Green Living Home บ้านต้นแบบที่สามารถลดการใช้พลังงานจากภายนอกได้ถึง 80% แม้ปัจจุบันต้นทุนยังอยู่ในระดับสูง แต่ถูกวางให้เป็นต้นแบบสำหรับการพัฒนาที่อยู่อาศัยประหยัดพลังงานในอนาคต อีกทั้งยังขยายแนวคิดจากระดับ “บ้าน” ไปสู่ Green Community โดยพัฒนาชุมชนที่รวมที่อยู่อาศัย พื้นที่พาณิชย์ โรงเรียน และสำนักงาน พร้อมศึกษาแนวทาง Solar Sharing เพิ่มพื้นที่สีเขียว และนำระบบ AI CCTV มาใช้ด้านความปลอดภัย ปัจจุบันมีชุมชนลักษณะดังกล่าว 18 แห่งทั่วกรุงเทพฯ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 3,800 ไร่ และมีมูลค่าโครงการรวมกว่า 100,000 ล้านบาท
ในขณะที่ด้านการเงิน บริษัทนำแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมมาเชื่อมโยงกับการระดมทุนผ่าน Green Loan และ Clean Bond โดยอ้างอิง Thailand Taxonomy และร่วมมือกับสถาบันการเงิน ได้แก่ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงเทพ และ ธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งช่วยลดต้นทุนทางการเงิน ขณะที่ลูกบ้านมีโอกาสประหยัดค่าไฟฟ้าและค่าน้ำได้ประมาณ 25–35% ในระยะยาว

ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวสะท้อนการวาง Green Property ให้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ตั้งแต่การออกแบบและก่อสร้าง ไปจนถึงการบริหารชุมชนและการใช้พลังงานของผู้อยู่อาศัย เพื่อเดินหน้าสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 ควบคู่กับการลดต้นทุนการอยู่อาศัยและยกระดับคุณภาพชีวิตของลูกบ้าน





