ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน,สุพิเชฐ ถาวรทวีวงษ์ รองผู้ว่าการ การประปานครหลวง (กปน.) และผู้ช่วยผู้ว่าการ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ร่วมแถลงชี้แจงข้อเท็จจริงและแนวทางการกำกับดูแลโครงการ Data Center ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ดำเนินมาตรการเร่งด่วนสั่งชะลอใบอนุญาตรายใหม่-สั่งทบทวนรายเดิม ด้านความปลอดภัยและการกักเก็บน้ำมัน หากพบทำผิด ดำเนินการตามกฎหมาย ยืนยันการใช้ไฟฟ้า-น้ำประปา ปัจจุบันยังไม่กระทบประชาชน

ชัชชาติ ผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า กทม. ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อข้อกังวลของประชาชน โดยเฉพาะกรณีการก่อสร้าง Data Center ใกล้โรงพยาบาลพระราม 9 ซึ่ง กทม. ได้มีคำสั่งชะลอการออกใบอนุญาตเพิ่มเติม ขณะเดียวกันหน่วยงานร่วมแถลงทุกภาคส่วนก็ได้ประสานความร่วมมือในการชะลอการอนุญาตเพิ่มเติมในส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเป็นการชั่วคราวเช่นกัน
โดยจากการตรวจสอบพบว่า ปัจจุบันในพื้นที่กรุงเทพฯ มี Data Center ประมาณ 30-40 แห่ง มีทั้งระบบภายในของบริษัทหรือระบบ Cloud ทั่วไปที่เปิดให้บริการมานานแล้ว แต่สำหรับ Data Center ขนาดใหญ่ในลักษณะ Stand Alone ที่ตั้งขึ้นเพื่อให้บริการเชิงพาณิชย์แก่หน่วยงานอื่นนั้น มีการยื่นขออนุญาตต่อ กทม. ในช่วงปี 2564-2565 รวมทั้งสิ้น 6 แห่ง ได้รับอนุญาตแล้ว 3 แห่งในช่วงปี 2565-2566 ส่วนอีก 3 แห่งได้สั่งชะลอและให้กลับไปทบทวนมาตรฐานที่เกี่ยวข้องก่อน
อย่างไรก็ตามยอมรับว่าที่ผ่านมากฎหมายยังมีช่องโหว่ เนื่องจาก Data Center เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ไม่มีนิยามจำกัดความเฉพาะ ทำให้ในอดีตผู้ประกอบการมักยื่นขออนุญาตก่อสร้างในลักษณะคลังสินค้า ส่งผลให้ไม่เข้าข้อกำหนดการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) หรือกฎหมายโรงงานอุตสาหกรรม
ดังนั้นรัฐบาลได้ประกาศกำหนดนิยามของ Data Center อย่างเป็นทางการแล้วเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 ซึ่งหลังจากนี้ กทม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะใช้คำนิยามนี้เป็นฐานในการทบทวนปรับปรุงกฎหมายควบคุมอาคาร ข้อกำหนด EIA และข้อกำหนดการจัดสรรพื้นที่ในผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการปรับปรุง เพื่อให้เหมาะสมกับรูปแบบธุรกิจปัจจุบันและคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนมากขึ้น
สำหรับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับ Data Center ที่ กทม. ได้รับในปัจจุบัน หลัก ๆ มี 2 กรณี คือกรณีความกังวลของประชาชนรอบโครงการใกล้ รพ.พระราม 9 และกรณีโครงการที่ทดสอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้าฉุกเฉินในเวลากลางคืนจนเกิดเสียงดังรบกวน ซึ่ง กทม. ได้เข้าตักเตือนและให้ผู้ประกอบการแก้ไขเวลาทดสอบเป็นช่วงกลางวันแล้ว
ทั้งนี้ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนรำคาญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเสียง แรงสั่นสะเทือน กลิ่นน้ำมัน หรือความร้อน สามารถแจ้งเรื่องร้องเรียนผ่านช่องทางต่าง ๆ ของ กทม. เพื่อให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่เข้าตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายส่วนท้องถิ่นในการระงับเหตุ
ส่วนกรณีข้อกังวลเรื่องการสำรองน้ำมันดีเซลสำหรับเครื่องปั่นไฟฉุกเฉินของโครงการในซอยรามคำแหง 28 ซึ่งมีกระแสข่าวว่ากักเก็บสูงกว่า 400,000 ลิตรนั้น ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ชี้แจงว่า จากการตรวจสอบใบอนุญาตพบว่า ได้รับอนุญาตให้เก็บจริงเพียงประมาณ 200,000 ลิตรเท่านั้น ดังนั้นหากตรวจพบการกักเก็บเกินกว่าที่ได้รับอนุญาต จะถือเป็นการลักลอบประกอบกิจการอย่างผิดกฎหมาย มีโทษจำคุกสูงสุด 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
นอกจากนี้กระทรวงพลังงานได้กำหนดนโยบายชะลอการออกใบอนุญาตคลังน้ำมันสำรองสำหรับเครื่องปั่นไฟฉุกเฉินของ Data Center รายใหม่ทั้งหมดจนกว่าบอร์ด Data Center จะมีการกำหนดหลักเกณฑ์ควบคุมใหม่ที่ชัดเจน ขณะเดียวกัน กทม. จะร่วมมือกับกรมธุรกิจพลังงานเดินหน้าตรวจเข้มข้นสถานประกอบการที่มีการจัดเก็บน้ำมันเพื่อใช้เองในกรุงเทพฯ ทั้งหมดจำนวน 56 แห่ง เพื่อสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยให้กับประชาชน
ด้าน เกษม สระทองฮัก ผู้ช่วยผู้ว่าการ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.)กล่าวว่า Data Center ในกรุงเทพฯ ไม่ใช่ขนาดใหญ่พิเศษเหมือนในพื้นที่ EEC โดยส่วนใหญ่มีขนาดความต้องการใช้ไฟประมาณ20 เมกะวัตต์ และใช้จริงเพียง 8 เมกะวัตต์ ซึ่ง กฟน. มีการจ่ายไฟแยกวงจรเฉพาะ ไม่ส่งผลกระทบหรือแย่งการใช้ไฟของภาคประชาชน
สุพิเชฐ รองผู้ว่าการ การประปานครหลวง กล่าวว่า Data Center รายใหญ่ในกรุงเทพฯ มีปริมาณการใช้น้ำเฉลี่ยประมาณ 7,800 ลูกบาศก์เมตรต่อเดือน ซึ่งต่ำกว่าการใช้น้ำของห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ที่ใช้น้ำประมาณ 30,000 – 40,000 ลูกบาศก์เมตรต่อเดือน และโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่ใช้น้ำ 20,000 ลูกบาศก์เมตรต่อเดือน จึงไม่มีผลกระทบต่อความเพียงพอของน้ำประปาในปัจจุบัน





