ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบัน กำลังขับเคลื่อนการเติบโตจากปัจจัยสำคัญจากโรงเรียนนานาชาติ ในทำเลศักยภาพ โดยเฉพาะย่านพระราม 3 ที่รับแรงหนุนจากการขยายตัวของ King’s College International School Bangkok ซึ่งมีแผนรองรับนักเรียนเพิ่มขึ้น 2,000 คน ในอนาคต ส่งผลให้เกิด Real Demand จากกลุ่มผู้ปกครองทั้งชาวไทยและต่างชาติ สะท้อนผ่านยอดขายโครงการ “คิงสแควร์ เรสซิเดนซ์” ที่ทำได้แล้ว 65% พร้อมประเมินโอกาสสร้างผลตอบแทนจากการปล่อยเช่าประมาณ 5% ต่อปี

พจมาน วรกิจโภคาทร หุ้นส่วนและหัวหน้าส่วนงานบริหารงานขายโครงการ บริษัท ไนท์แฟรงค์ ชาร์เตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า จากการเก็บรวบรวมข้อมูลของบริษัทพบว่า ตลาดโรงเรียนนานาชาติในกรุงเทพฯ ตลอดระยะเวลา 15 ปีเริ่มตั้งแต่ปี 2554ถึงปัจจุบัน มีจำนวนโรงเรียนนานาชาติเพิ่มขึ้นจาก 133 แห่ง เป็น 271 แห่ง หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 2 เท่า ขณะที่จำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้นจากกว่า 30,000 คน เป็นประมาณ 80,000 คน ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยปีละ 6.8% สะท้อนความต้องการด้านการศึกษานานาชาติที่ขยายตัวต่อเนื่อง และเป็นหนึ่งในปัจจัยสนับสนุนศักยภาพทำเลอสังหาริมทรัพย์โดยรอบ ประเมินได้จากโรงเรียนนานาชาติ King’s College International School Bangkok – พระราม 3 ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับโครงการ King Square และ KingBridge Tower เปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2563 ตั้งแต่ระดับเตรียมอนุบาลถึงเกรด 12 มีนักเรียนเพิ่มจาก 300–400 คนเป็นประมาณ 1,400–1,500 คนในปีนี้ ทำให้โรงเรียนมีแผนขยายอาคารเรียนเพิ่มเพื่อรองรับนักเรียนสูงสุด 2,000 คน และในอนคตในพื้นที่ใกล้กันยังมีโรงเรียนนานาชาติ Shrewsbury International School – เจริญกรุง ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ใกล้กับธนาคารกรุงศรีอยุธยา สำนักงานใหญ่ ซึ่งมีแผนจะเปิดให้บริการเพิ่มด้วย
ทั้งนี้ แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า “โรงเรียนนานาชาติ” ไม่ได้เป็นเพียงสถานศึกษาที่รองรับความต้องการของครอบครัวยุคใหม่ แต่ยังสามารถทำหน้าที่เป็นแม่เหล็กสำคัญในการสร้าง Real Demand และสนับสนุนศักยภาพของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในทำเลโดยรอบได้อย่างต่อเนื่อง สะท้อนความต้องการที่อยู่อาศัยจากครอบครัวไทยและต่างชาติ รวมถึงครูและบุคลากรของโรงเรียน โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยที่ช่วยลดเวลาเดินทางและตอบโจทย์คุณภาพชีวิตของครอบครัว
ขณะเดียวกัน ที่อยู่อาศัยระดับลักชัวรีที่สามารถเดินถึงโรงเรียนนานาชาติชั้นนำ หรือ Walk-to-School Luxury Residence ยังมีอุปทานจำกัดจากข้อจำกัดด้านที่ดิน ไนท์แฟรงค์จึงมองว่าพระราม 3 มีศักยภาพในการพัฒนาเป็น Extension of Sathorn ที่ผสานความสะดวกในการเข้าถึงย่านธุรกิจกับคุณภาพชีวิตในย่านที่อยู่อาศัยริมน้ำ โดย KingsQuare Residence เป็นหนึ่งในโครงการที่สอดรับกับแนวโน้มดังกล่าว ผ่านทำเลใกล้ King’s College International School Bangkok และการออกแบบที่ตอบโจทย์ครอบครัวยุคใหม่
ผู้ปกครองครองกำลังซื้อหลัก ดันยอดขายคิงสแควร์ เรสซิเดนซ์ แตะ 65%
การเติบโตของจำนวนนักเรียนในโรงเรียนนานาชาติ King’s College International School Bangkok – พระราม 3 ส่งผลโดยตรงต่อความต้องการที่อยู่อาศัยในโครงการ คิงสแควร์ เรสซิเดนซ์ ซึ่งมีกลุ่มลูกค้าหลักเป็นผู้ปกครองของนักเรียนโรงเรียนนานาชาติ King’s College International School Bangkok โดยปัจจุบันโครงการมียอดขายรวมแล้วประมาณ 65% แบ่งเป็นสัดส่วนคนไทยประมาณ 90% โดยข้อมูลกลุ่มผู้ซื้อระบุว่า ประมาณ 60% เป็นกลุ่มผู้ปกครองที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง ขณะที่อีกประมาณ 20% เป็นผู้ปกครองที่ซื้อเพื่อการลงทุน และผู้อยู่อาศัยย่านพระราม 3 อีก 10% ที่ซื้อเพื่อการปล่อยเช่าและการขายต่อในอนาคต
ในขณะเดียวกัน กลุ่มผู้ซื้อชาวต่างชาติคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10% ของยอดขายทั้งหมด เป็นกลุ่มผู้ปกครองชาวญี่ปุ่น จีน เกาหลี และออสเตรเลีย ซึ่งต้องการที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของครอบครัวระหว่างที่บุตรหลานศึกษาอยู่ในประเทศไทย ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยเพิ่มศักยภาพให้กับโครงการ เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนห้องพักของโครงการคิงสแควร์ เรสซิเดนซ์ ที่เตรียมรองรับไว้ประมาณ 222 ยูนิต ทำให้มีการประเมินว่าปริมาณที่อยู่อาศัยภายในโครงการอาจไม่เพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มครอบครัวที่ต้องการพักอาศัยใกล้โรงเรียน

เจาะตลาดเช่าผู้ปกครอง ค่าเช่าสูงสุด 120,000 บาทต่อเดือน คาด Yield 5% ต่อปี
สำหรับโครงการคิงสแควร์ เรสซิเดนซ์ ห้องพักประเภท 2 ห้องนอน ขนาดพื้นที่ประมาณ 100–140 ตารางเมตร มีการประเมินอัตราค่าเช่าอยู่ที่ประมาณ 90,000–120,000 บาทต่อเดือน หรือเฉลี่ยประมาณ 900 บาทต่อตารางเมตร โดยคาดการณ์อัตราผลตอบแทนจากการปล่อยเช่าที่ประมาณ 5% ต่อปี
โดยระดับค่าเช่าดังกล่าวสะท้อนถึงตลาดที่อยู่อาศัยสำหรับครอบครัวที่มีกำลังซื้อสูง และต้องการความสะดวกในการเดินทางระหว่างบ้านกับโรงเรียนเป็นสำคัญ นอกจากนี้ การที่โรงเรียนนานาชาติมีนักเรียนใหม่เข้ามาศึกษาในทุกปีการศึกษา ยังช่วยสร้างความต้องการที่อยู่อาศัยหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อผู้ปกครองกลุ่มเดิมย้ายออกหลังบุตรหลานสำเร็จการศึกษา ก็อาจมีผู้ปกครองกลุ่มใหม่เข้ามาทดแทน ทำให้เกิดโอกาสทั้งการปล่อยเช่าและการขายต่อในระยะยาว
ส่วนภาพรวมการเติบโตของโรงเรียนนานาชาติในย่านพระราม 3 สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของสถานศึกษาในฐานะปัจจัยขับเคลื่อนตลาดที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะโครงการที่สามารถตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้ปกครองทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้อย่างตรงจุด และการเพิ่มขึ้นของจำนวนนักเรียน ประกอบกับฐานกำลังซื้อที่มีความต้องการอยู่อาศัยจริง และการหมุนเวียนของผู้ปกครองในแต่ละปีการศึกษา เป็นปัจจัยสนับสนุนทั้งตลาดซื้อขายและตลาดเช่า ขณะที่จำนวนยูนิตที่มีจำกัดอาจช่วยเพิ่มโอกาสการรักษามูลค่าของอสังหาริมทรัพย์ในระยะยาว

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยธุรกิจโรงเรียนนานาชาติแข่งขันเดือด อุปทานโตเร็วกว่านักเรียน ดันค่าเทอมพยุงรายได้
- อุปทานโรงเรียนนานาชาติโตเร็วกว่าจำนวนนักเรียน ปี 2026 จำนวนโรงเรียนในไทยเพิ่มขึ้น 5.3% ขณะที่นักเรียนเพิ่มเพียง 3.8% สะท้อนการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในการดึงดูดและรักษาฐานนักเรียน
- นักเรียนเฉลี่ยต่อโรงเรียนลดลงต่อเนื่อง จาก 312 คนในปี 2025 เหลือ 307 คนในปี 2026 และคาดว่าจะลดลงเหลือ 304 คนในปี 2027 สะท้อนภาวะอุปทานขยายตัวเร็วกว่าความต้องการ
- โรงเรียนนานาชาติปรับขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้ โดยค่าเทอมเฉลี่ยในกรุงเทพฯ ปีการศึกษา 2026/2027 เพิ่มขึ้นราว 5% จากที่ปรับขึ้น 3% ในปี 2025/2026 เพื่อชดเชยการเติบโตของจำนวนนักเรียนที่ชะลอตัว
- รายได้ธุรกิจยังเติบโตแม้การแข่งขันสูง คาดว่ารายได้โรงเรียนนานาชาติจะเพิ่มจาก 1.28 แสนล้านบาทในปี 2026 เป็น 1.41 แสนล้านบาทในปี 2027 โดยมีแรงหนุนสำคัญจากการปรับขึ้นค่าเทอม แม้จำนวนนักเรียนเฉลี่ยต่อโรงเรียนลดลง
- สร้างจุดต่างชิงฐานนักเรียนในตลาดแข่งขันสูง โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ซึ่งมีโรงเรียนนานาชาติกระจุกตัวกว่า 45% ของทั้งประเทศ ผู้ประกอบการต้องยกระดับคุณภาพการศึกษา หลักสูตรเฉพาะทาง กิจกรรม สภาพแวดล้อม ความปลอดภัย และสังคมภายในโรงเรียน เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันระยะยาว





