Branded Residences ไทย ผงาดผู้นำเอเชียแปซิฟิก มูลค่ารวมทะลุ 200,000 ล้านบาท

ตลาด Branded Residences ในประเทศไทยยังคงเติบโตอย่างโดดเด่น และก้าวขึ้นเป็นตลาดผู้นำของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในด้านจำนวนโครงการที่สร้างเสร็จแล้ว พร้อมติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลกในด้านจำนวนโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนา โดยมีแนวโน้มการเติบโตในระยะข้างหน้าอยู่ในระดับสูง ปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากความต้องการที่อยู่อาศัยระดับ Ultimate Class การขยายตัวของกลุ่มผู้ซื้อที่มีกำลังซื้อสูง และการเข้ามาของแบรนด์ระดับโลกที่ช่วยยกระดับมูลค่า เพิ่มความแตกต่าง และสร้างเอกลักษณ์ให้แก่โครงการ ทั้งนี้ ประเทศไทยมีอุปทาน Branded Residences สะสมประมาณ 18,801 ยูนิต คิดเป็นมูลค่ารวมราว 220,000 ล้านบาท ขณะที่ในปี 2569 ซาวิลส์ (ประเทศไทย) คาดการณ์ว่าจะมีอุปทานเปิดขายใหม่ประมาณ 650 ยูนิต เพิ่มขึ้นราว 32% จากปีก่อนหน้า โดยกรุงเทพมหานครและภูเก็ตยังคงเป็นตลาดหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโตของตลาดในประเทศ

หนึ่งในความเคลื่อนไหวสำคัญที่สะท้อนศักยภาพของตลาด คือ การเปิดตัว Rosewood Residences Bangkok โดย SC ร่วมกับ Tokyo Tatemono Group โดยที่ดินแปลงดังกล่าวมีรายงานว่าซื้อขายกันในราคาสูงกว่า 3.5 ล้านบาทต่อตารางวา คิดเป็นมูลค่ารวมมากกว่า 3,500 ล้านบาท ซาวิลส์ (ประเทศไทย) ประเมินการแข่งขันของตลาด Branded Residences ในระยะต่อไปจะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการสร้างชื่อเสียงผ่านแบรนด์ระดับโลกเท่านั้น แต่จะครอบคลุมถึงการนำเสนอคุณภาพการออกแบบ ทำเลศักยภาพ และประสบการณ์การอยู่อาศัยที่แตกต่าง โดยโครงการที่มีองค์ประกอบเหล่านี้อย่างครบถ้วน มีโอกาสสร้างราคาพรีเมียมเหนือกว่าคอนโดมิเนียมระดับหรูทั่วไป ภายใต้แนวโน้มดังกล่าว ราคาคอนโดมิเนียมระดับ Ultimate Class ในย่านลุมพินีอาจขยับขึ้นสู่ระดับ มากกว่า 1 ล้านบาทต่อตารางเมตรในระยะอันใกล้ โดยมีแรงสนับสนุนจากต้นทุนที่ดินระดับสูง การพัฒนาโครงการที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และความต้องการที่อยู่อาศัยระดับอัลตราลักซ์ชัวรี ทั้งนี้ การปรับตัวของราคาจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการดูดซับอุปทาน กำลังซื้อของกลุ่มเป้าหมาย และคุณภาพของแต่ละโครงการควบคู่กันไป

10 อันดับประเทศที่มีจำนวนโครงการ Branded Residences มากที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

จากรายงานของ Savills Global Residential Development Consultancy พบว่า ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยังคงเป็นหนึ่งในกลไกขับเคลื่อนการเติบโตที่สำคัญของตลาด Branded Residences ทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ในช่วงทศวรรษข้างหน้า แนวโน้มการเติบโตของตลาดจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดของตลาดหลักที่มีอยู่เดิมเพียงอย่างเดียว แต่จะขึ้นอยู่กับความครอบคลุมและความหลากหลายของตลาดในภูมิภาคด้วย โดบพบว่าปัจจุบัน เอเชียแปซิฟิกเป็นภูมิภาคที่มีจำนวนโครงการ Branded Residences ที่ก่อสร้างแล้วเสร็จมากเป็นอันดับสองของโลก คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 23% ของจำนวนโครงการทั้งหมดทั่วโลก และยังมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะมีโครงการใหม่ทยอยส่งมอบเพิ่มเติมอีก 187 โครงการภายในปี 2575 หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 97% แม้อัตราการเติบโตดังกล่าวจะสะท้อนถึงศักยภาพของตลาดในเชิงปริมาณ แต่เมื่อพิจารณาในเชิงอัตราการเติบโตสัมพัทธ์ พบว่ายังอยู่ในระดับใกล้เคียงกับภูมิภาคอเมริกา และต่ำกว่ายุโรป รวมถึงภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกา ซึ่งกำลังก้าวขึ้นเป็นภูมิภาคที่มีอัตราการเติบโตสูงที่สุดในอุตสาหกรรมนี้

ปัจจัยสนับสนุนสำคัญประการหนึ่งคือการสะสมความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในหลายประเทศของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ส่งผลให้จำนวนผู้มีความมั่งคั่งสูง (High-Net-Worth Individuals: HNWIs) และผู้มีความมั่งคั่งสูงมาก (Ultra-High-Net-Worth Individuals: UHNWIs) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกัน มูลค่าทรัพย์สินของมหาเศรษฐีทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นถึง 121% ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ยังเป็นปัจจัยสนับสนุนกำลังซื้อในตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับหรู โดยเฉพาะ Branded Residences ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ซื้อภายในภูมิภาคเอเชียด้วยกันเอง (Intra-Asian Buyers) มากขึ้น แนวโน้มดังกล่าวช่วยขยายฐานลูกค้าและลดการพึ่งพากำลังซื้อจากนักลงทุนต่างชาติที่อยู่นอกภูมิภาค

เมื่อพิจารณาเป็นรายประเทศ พบว่าประเทศไทยและเวียดนามเป็นสองตลาดที่มีพัฒนาการโดดเด่น อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยพบว่าเป็นประเทศที่มีจำนวนโครงการที่ก่อสร้างแล้วเสร็จมากที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีมูลค่าราว 220,000 ล้านบาท ด้วยอุปทานสะสมทั้งหมดประมาณ 18,801 ยูนิต และมีแนวโน้มการเติบโตที่น่าสนใจเป็นพิเศษ โดยนอกจากจะเป็นหนึ่งในตลาด Branded Residences ที่มีความเคลื่อนไหวสูงแล้ว ยังมีแผนพัฒนาโครงการในอนาคต (Development Pipeline) ที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค โดยคาดว่าจำนวนโครงการจะเพิ่มขึ้นถึง 152% ภายในปี 2575 นอกจากนี้ ประเทศไทยยังติดอันดับ 10 ประเทศแรกของโลกที่มีจำนวนโครงการ Branded Residences ซึ่งอยู่ระหว่างการวางแผนพัฒนาหรือเตรียมเปิดตัวในอนาคตมากที่สุด สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพในการดึงดูดการลงทุนและการขยายตัวของตลาดในระยะยาว

อุปทาน Branded Residence เปิดขายใหม่ในประเทศไทยจำแนกรายปี ในช่วงปี 2557-2569F

ภัทรชัย ทวีวงศ์ ผู้อำนวยการอาวุโส แผนกวิจัยตลาดและประชาสัมพันธ์ ซาวิลส์ (ประเทศไทย) ประเมินตลาด Branded Residences ในประเทศไทยยังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครและจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นตลาดสำคัญที่ได้รับความสนใจจากผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และแบรนด์ระดับนานาชาติ สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่อยู่อาศัยระดับลักซ์ชัวรีและอัลตราลักซ์ชัวรีที่มาพร้อมเอกลักษณ์ของแบรนด์และบริการระดับโรงแรม

สำหรับในปี 2569 กรุงเทพมหานครมีพัฒนาการที่น่าสนใจจากการเปิดตัว Upper House Branded Residences แห่งแรกของโลก ใจกลางกรุงเทพฯ ซึ่งสามารถสร้างยอดขายรวมกว่า 10,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลาเพียง 6 เดือนนับจากเปิดขาย โดยยูนิตบางส่วนมีราคาขายสูงกว่า 850,000 บาทต่อตารางเมตร ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนถึงศักยภาพของตลาดที่อยู่อาศัยระดับบนในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะโครงการที่นำเสนอเอกลักษณ์ของแบรนด์ระดับโลกควบคู่กับทำเลที่ตั้งและมาตรฐานการอยู่อาศัยระดับพรีเมียม

ขณะเดียวกัน InterContinental Residences Bangkok Asoke โครงการ Branded Residences ระดับอัลตราลักซ์ชัวรีที่พัฒนาโดย CG Capital ร่วมกับ IHG Hotels & Resorts ซึ่งเปิดตัวในช่วงปลายปี 2568 ยังคงได้รับความสนใจจากตลาดและมีอัตราการขายที่แข็งแกร่ง สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของแบรนด์โรงแรมระดับนานาชาติในการเพิ่มความแตกต่างและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่โครงการที่อยู่อาศัยระดับหรูในประเทศไทย

ภัทรชัย ทวีวงศ์

นอกจากนี้ ซาวิลส์ (ประเทศไทย) ยังพบความเคลื่อนไหวสำคัญจาก SC ซึ่งร่วมมือกับ Tokyo Tatemono Group พัฒนาโครงการ Rosewood Residences Bangkok โครงการที่อยู่อาศัยระดับลักซ์ชัวรีภายใต้แบรนด์ Rosewood Residences ที่นำเสนอความเป็นส่วนตัวและเอกสิทธิ์ในการอยู่อาศัย โดยมีจำนวนจำกัดเพียง 85 ยูนิต ในอาคารสูง 37 ชั้น โครงการตั้งอยู่บนที่ดินเดิมของอาคารศรีเฟื่องฟุ้ง ซึ่งมีขนาด 2-1-87 ไร่ และมีรายงานว่าที่ดินดังกล่าวถูกซื้อในปี 2567 ในราคาที่สูงกว่า 3.5 ล้านบาทต่อตารางวา คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 3,500 ล้านบาท ซึ่งซาวิลส์ (ประเทศไทย) ราคาขายต่อตารางเมตรของโครงการ Rosewood Residences Bangkok อาจสูงกว่า 550,000 บาทต่อตารางเมตร

ความเคลื่อนไหวของโครงการเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ตลาด Branded Residences ในประเทศไทยกำลังพัฒนาไปสู่การแข่งขันที่เน้นทั้งชื่อเสียงของแบรนด์ ทำเลที่ตั้ง คุณภาพการออกแบบ และมาตรฐานการบริการ โดยกรุงเทพมหานครยังคงเป็นตลาดสำคัญสำหรับโครงการระดับลักซ์ชัวรีและอัลตราลักซ์ชัวรี ขณะที่ภูเก็ตยังมีศักยภาพจากการเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวระดับนานาชาติ ซึ่งสนับสนุนความต้องการที่อยู่อาศัยเพื่อการพักผ่อนและการลงทุนจากผู้ซื้อทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

ซาวิลส์ (ประเทศไทย) คาดการณ์ว่า ในปี 2569 ตลาด Branded Residences ในประเทศไทยจะมีอุปทานเปิดขายใหม่ประมาณ 650 ยูนิต เพิ่มขึ้นประมาณ 32% จากปีก่อนหน้า โดยอุปทานส่วนใหญ่ยังคงกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพมหานครและจังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็นตลาดหลักที่ได้รับความสนใจจากผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และแบรนด์ระดับนานาชาติ

สำหรับตลาดกรุงเทพมหานคร การเปิดตัวโครงการ Branded Residences ระดับลักซ์ชัวรีและอัลตราลักซ์ชัวรีอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่ลุมพินี พระราม 4 และย่านใจกลางเมืองชั้นใน กำลังเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการยกระดับราคาที่อยู่อาศัยระดับ Ultimate Class ในทำเลเหล่านี้ให้สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะโครงการที่มีจุดเด่นด้านทำเลที่ตั้ง การออกแบบ สถาปัตยกรรม และความร่วมมือกับแบรนด์ระดับโลก

นอกจากนี้ การกลับมาเปิดขายอีกครั้งของโครงการ NIMIT Lumpini Park North ประกอบกับโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาในย่านหลังสวนของ CG Capital รวมถึงโครงการ Capella Residences และโครงการคอนโดมิเนียมระดับลักซ์ชัวรีของแสนสิริบนที่ดินย่านสารสิน ล้วนเป็นปัจจัยที่อาจสนับสนุนการปรับตัวสูงขึ้นของระดับราคาเสนอขายในตลาดคอนโดมิเนียมระดับบน โดยเฉพาะในทำเลลุมพินี หลังสวน และสารสิน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีข้อจำกัดด้านที่ดินและมีโครงการที่อยู่อาศัยระดับหรูตั้งอยู่เป็นจำนวนจำกัด ภายใต้บริบทดังกล่าว ซาวิลส์ (ประเทศไทย) ประเมินว่า ตลาดอาจได้เห็นราคาขายคอนโดมิเนียมระดับ Ultimate Class ในทำเลศักยภาพสูงของกรุงเทพมหานครขยับขึ้นสู่ระดับมากกว่า 1 ล้านบาทต่อตารางเมตรในระยะอันใกล้ โดยมีแรงสนับสนุนจากต้นทุนที่ดินระดับสูง การพัฒนาโครงการที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และการนำเสนอที่อยู่อาศัยที่ผสานความเป็นส่วนตัวเข้ากับมาตรฐานการบริการระดับโรงแรม ทั้งนี้ การที่ราคาจะสามารถยืนเหนือระดับดังกล่าวได้อย่างยั่งยืนยังขึ้นอยู่กับคุณภาพของโครงการ ความต้องการซื้อที่แท้จริง และความสามารถในการรองรับราคาของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายด้วย

อุปทาน Branded Residences ในประเทศไทยที่เปิดขายใหม่ จำแนกรายปี และรายพื้นที่ ในช่วงปี2557-2569F

 

ตลาดที่อยู่อาศัยภายใต้แบรนด์ Branded Residences ยังคงได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์มีแนวโน้มร่วมมือกับแบรนด์ที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ ทั้งในกลุ่มธุรกิจโรงแรม ไลฟ์สไตล์ และแฟชั่น เพื่อสร้างความแตกต่างและเพิ่มมูลค่าให้แก่โครงการ ความร่วมมือดังกล่าวช่วยเสริมสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวของโครงการ พร้อมนำเสนอสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการที่ได้มาตรฐานโรงแรมระดับสากล ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มความน่าสนใจให้แก่ผู้ซื้อในตลาดระดับบน

สำหรับในปี 2568 ที่ผ่านมาการเปิดตัวโครงการ The Residences at InterContinental Bangkok และ The Residences at InterContinental Phuket Kamala สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทที่เพิ่มขึ้นของแบรนด์โรงแรมระดับนานาชาติในตลาด Branded Residences ของประเทศไทย โดยกรุงเทพมหานครยังคงเป็นตลาดสำคัญสำหรับโครงการที่อยู่อาศัยระดับลักซ์ชัวรี ขณะที่ตลาดยังขยายตัวไปยังเมืองท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะจังหวัดภูเก็ต ชลบุรี และหัวหิน ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากความต้องการซื้อของชาวต่างชาติ ตลอดจนความต้องการที่อยู่อาศัยเพื่อการพักผ่อนและการลงทุน

ในด้านทำเลที่ตั้ง พื้นที่ริมทะเลยังคงเป็นที่นิยมสำหรับโครงการที่อยู่อาศัยระดับหรูและ Branded Residences เนื่องจากสามารถตอบสนองความต้องการด้านไลฟ์สไตล์ การพักผ่อน และการใช้ชีวิตในบรรยากาศแบบรีสอร์ตได้อย่างชัดเจน เมื่อเทียบกับทำเลบนพื้นที่เนินเขา ทั้งนี้ ความน่าสนใจของทำเลยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ต้องพิจารณาควบคู่ไปกับชื่อเสียงของแบรนด์ คุณภาพโครงการ และบริการที่นำเสนอ

สำหรับตลาด Branded Residences ในประเทศไทย โครงการส่วนใหญ่มุ่งเน้นกลุ่มที่อยู่อาศัยระดับไฮเอนด์ (High-end) ซึ่งมีระดับราคาประมาณ 150,000–249,999 บาทต่อตารางเมตร คิดเป็นสัดส่วน 42% ของตลาด รองลงมาคือกลุ่มอัปสเกล (Upscale) ซึ่งมีระดับราคาประมาณ 100,000–149,999 บาทต่อตารางเมตร คิดเป็นสัดส่วน 23% สะท้อนให้เห็นถึงการกระจุกตัวของอุปทานในกลุ่มที่อยู่อาศัยระดับกลางถึงระดับบน โดยเฉพาะโครงการที่มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการร่วมมือกับแบรนด์ที่มีชื่อเสียงในระดับโลก

ซาวิลส์ (ประเทศไทย) มองว่า การพัฒนาโครงการ Branded Residences มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องในอนาคต โดยได้รับแรงสนับสนุนจากความต้องการอสังหาริมทรัพย์ระดับหรูและความนิยมในโครงการที่นำเสนอเอกลักษณ์ของแบรนด์ควบคู่กับบริการระดับโรงแรม นอกจากนี้ โครงการ Branded Residences ยังมีแนวโน้มสามารถกำหนดราคาขายสูงกว่าอสังหาริมทรัพย์ระดับหรูที่ไม่มีแบรนด์ โดยมีราคาเฉลี่ยสูงกว่าประมาณ 31% ซึ่งสะท้อนถึงมูลค่าเพิ่มที่ผู้ซื้ออาจให้ความสำคัญกับชื่อเสียงของแบรนด์ มาตรฐานการบริการ และประสบการณ์การอยู่อาศัยที่แตกต่าง อย่างไรก็ตาม ศักยภาพในการกำหนดราคาพรีเมียมยังขึ้นอยู่กับทำเล คุณภาพของโครงการ กลุ่มเป้าหมาย และสภาวะตลาดในแต่ละพื้นที่ด้วย

tag :
AP EEC LPN MQDC ORI origin REIC sansiri SC SC ASSET ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ พีระพงศ์ จรูญเอก ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เปิดตัว เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง