Home » Articles Posted by WASANA KLUNPRASERT

“เอสบี” ชี้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนรุกตลาดปี61ขยายฐานลูกค้าหวังดันยอดตามเป้า

เอสบีฯเดินหน้ารุกตลาดปี61 เต็มรูปแบบ หลังพบพฤติกรรมการซื้อสินค้าของผู้บริโภคเปลี่ยน ผนวกปัจจัยบวกส่งสัญญาณภาพรวมตลาดเฟอร์นิเจอร์เติบโตตามภาคอสังหาฯ เปิดตัวแคมเปญแรกแห่งปี “52 WEEKS OF DESIGN by SB DESIGN SQUARE” ดึง 52 อินทีเรียดีไซน์เนอร์ แชร์ไอเดียแต่งบ้านบนเว็บไซต์ เน้นชูจุดแข็งด้านการสร้างเครือข่าย Designer Connect หวังขยายฐานลูกค้าเพิ่ม คาดปีนี้อัตรายอดขายตามเป้า 7,800 ล้านบาท เติบโต10%     นางธัญญรักข์ ชวาลดิฐ กรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท เอสบี เฟอร์นิเจอร์  เปิดเผยถึงภาพรวมตลาดเฟอร์นิเจอร์ในปี 2561 ว่า มีสัญญาณทางการตลาดที่ดีขึ้น เนื่องจากผู้ประกอบการหลายรายต่างเริ่มมีการทยอยส่งมอบจำนวนยูนิตที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียม เพราะปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคมีการปรับเปลี่ยนไป นิยมอยู่คอนโดมิเนียมมากขึ้น เนื่องจากเดินทางสะดวกสบาย ผนวกกับแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ก็มีการปรับตัวทั้งในเรื่องดีไซน์และบริการ เพื่อมุ่งเน้นตอบสนองความต้องการและให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด รวมไปถึงมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อของรัฐบาล(ช้อปช่วยชาติ) เมื่อปลายปี 2560 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ภาคธุรกิจตลาดเฟอร์นิเจอร์ไตรมาสแรกกลับมาคึกคักอีกครั้ง และปัจจัยบวกเหล่านี้ก็ทำให้ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาของ เอสบีฯ มีอัตราการเติบโตเพิ่มมากขึ้น 5%  เมื่อเทียบกับเวลาในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว และตั้งเป้ายอดขายทั้งปีน่าจะเติบโตโดยรวมที่ 10%   สำหรับกลยุทธ์หลักในปีนี้คือ “Designer Connect” เน้นให้ความสำคัญกับการเข้าไปกระชับสัมพันธ์กับกลุ่มอินทีเรียดีไซน์เนอร์ ซึ่งแคมเปญแรกที่จะทำในปีนี้คือ “52 WEEKS OF DESIGN by SB DESIGN SQUARE” โดยมีวัตถุประสงค์หลัก 1.นำเสนอผลงานการออกแบบของ Designer คนไทย เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ ในการแต่งบ้านให้กับลูกค้า ที่จะได้เห็นมุมมองในการออกแบบของดีไซน์เนอร์แต่ละท่านในแต่ละสัปดาห์ ซึ่งจะมีผลงานออกแบบที่สวยงาม น่าสนใจเป็นประโยชน์กับลูกค้าอย่างมาก และวัตถุประสงค์ที่ 2.เพื่อให้ลูกค้าได้รับไอเดียใหม่ๆและคำแนะนำในการแต่งบ้านจากดีไซน์เนอร์มืออาชีพ

“แสนสิริ”เผยเทรนด์ออกแบบบ้านปี61แข่งดุ รายใหม่ชูความต่างด้านดีไซน์สู้รายใหญ่

แสนสิริฯเผยเทรนด์ออกแบบบ้านปี61 เน้นรูปแบบ Customizeตอบรับไลฟ์สไตล์ลูกค้าที่หลากหลาย ระบุผู้ประกอบการรายใหม่ต้องปรับตัวรับกระแสการแข่งขัน ด้าน”บุราสิริพัฒนาการ”หลังเปิดพรีเซลเพียง 1 เดือน ยอดขายพุ่งแล้ว50% สะท้อนกำลังซื้อบ้านหรูยังมีสูง     นายชัยจักร วทัญญู ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัท แสนสิริ จำกัด(มหาชน)หรือ SIRI เปิดเผยถึงเทรนด์การออกแบบบ้านในปี2561 ว่า ความต้องการของผู้อยู่อาศัยในปัจจุบันจะมีความต้องการที่แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นการออกแบบบ้านจะเป็นในรูปแบบของCustomize มากขึ้น เช่น บางคนมีความต้องการแบบรีสอร์ท บางรายต้องการบ้านที่มีสังคมมากๆ ดังนั้นการออกแบบบ้านจะเป็น Mass  Customization ที่มีจำนวนมากๆ เพื่อตอบรับสไตล์ของลูกค้า เพราะปัจจุบันลูกค้ามีประสบการณ์ในการใช้ชีวิตที่หลากหลาย มีการเดินทางและทำให้เห็นรูปแบบการดีไซน์ที่มากขึ้น   สำหรับการแข่งขันด้านการดีไซน์ในปีนี้ผู้ประกอบการก็ต้องพยายามปรับตัวให้สามารถสร้างสินค้าให้ตอบรับกับความต้องการของผู้บริโภคให้ได้มากขึ้น ฟังก์ชันพื้นที่ใช้สอยภายในบ้านจะต้องมีการCustomize ตอบโจทย์ลูกค้าเฉพาะเจาะจงมากขึ้น โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายใหม่ต้องพยายามดีไซน์บ้านเพื่อสร้างความแตกต่างและแข่งขันกับรายใหญ่ได้   สำหรับแบรนด์บ้านเดี่ยวของแสนสิริก็จะมีการแบ่งแยกให้สามารถตอบโจทย์ลูกค้าทุกเซกเมนต์ โดยบ้านของแสนสิริทุกโครงการแม้ว่าจะเป็นแบรนด์เดียวกัน แต่ทุกโครงการจะมีดีไซน์ที่ต่างกันไปปัจจุบันแสนสิริ มีบ้านเดี่ยวทั้งหมด 6 แบรนด์ ได้แก่ บ้านแสนสิริ  เป็นบ้านที่ถูกคัดสรรความสมบูรณ์แบบทุกเรื่องมาประกอบกัน  ระดับราคาตั้งแต่ 50 ล้านบาทขึ้นไป ,นาราสิริ เน้นความหรูหรา พิถีพิถัน ราคาตั้งแต่ 30-80 ล้านบาท ,เศรษฐสิริ เหมาะเป็นบ้านของผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิต  ราคาตั้งแต่ 8-25 ล้านบาท ,บุราสิริ เป็นแบรนด์ที่ตอบรับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าที่ต้องการการพักผ่อน ราคาเริ่มต้นที่ 7-22 ล้านบาท ,สราญสิริ เน้นความเป็นครอบครัว เพื่อให้ทุกคนในครอบครัวสามารถใช้ร่วมกันได้ ราคาเริ่มต้นที่ 5 ล้านบาทขึ้นไป และคณาสิริ เหมาะสำหรับครอบครัวที่เพิ่งเริ่มต้น ราคาขายเริ่มต้นตั้งแต่ 3ล้านบาทขึ้นไป   สำหรับโครงการ “บุราสิริ พัฒนาการ”ตั้งอยู่บนพื้นที่ 55 ไร่ เป็นบ้านเดี่ยว 2 ชั้น ขนาดตั้งแต่ 75-150 ตารางวา ราคาตั้งแต่ 14.39-28 ล้านบาท จำนวน 162 ยูนิต มูลค่าโครงการกว่า 2,400 ล้านบาท โดยเปิดพรีเซลไปเมื่อวันที่ 24-25 มีนาคม 2561 ที่ผ่านมา โดยระยะเวลาเพียง1 เดือนสามารถทำยอดขายได้แล้ว 40 ยูนิตหรือประมาณ 50% ของเฟสแรก ถือว่าเป็นกระแสตอบรับที่ดี สะท้อนว่ากลุ่มลูกค้าในย่านดังกล่าวยังมีกำลังซื้อสูง      

“พฤกษา”ดึง”ตูน-บอดี้สแลม”เป็น Brand Endorser

พฤกษาฯเผยภาพรวมตลาดอสังหาฯไตรมาส1/61 โต25% พบซัพพลายจำนวน 211,000 ยูนิต เพิ่มขึ้น 4% คาดไตรมาส2การแข่งขันยังเดือด หนี้ครัวเรือนลดลงจากมาตรการรัฐและเศรษฐกิจฟื้นตัว ระบุหลังประกาศรีแบรนด์ครบรอบ 25 ปี ล่าสุดดึงนักร้องดัง “ตูน-บอดี้สแลม”เป็น Brand Endorser เซ็นสัญญา 1ปี ตั้งยอดขายรวมปีนี้แตะ 53,700 ล้านบาท และเป้ารายได้55,000 ล้านบาท      นางสุพัตรา เป้าเปี่ยมทรัพย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน)หรือPSH เปิดเผยถึงภาพรวมตลาดอสังหาฯในไตรมาส1/2561 ที่ผ่านมา ตลาดรวมมีอัตราการเติบโต25% ในส่วนของบริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด(มหาชน)หรือPS มีรายได้และผลกำไรที่ดีกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาจากการเปิดตัว 15 โครงการ มูลค่า 9,500 ล้านบาท แบ่งเป็นแนวราบ 14 โครงการ และคอนโดฯ 1 โครงการ   ทั้งนี้พบว่าตลาดที่อยู่อาศัยไตรมาส 1/2561 มีซัพพลายอยู่ในตลาด 211,000 ยูนิต เพิ่มขึ้น 4%จากปีที่ผ่านมา คิดเป็นมูลค่ารวม 871,000 ล้านบาท โตขึ้น 11% ขณะที่ภาพรวมการเปดตัวโครงการใหม่ไตรมาส1/2561ในกทม.-ปริมณฑล มีจำนวน 110 โครงการ

CPNทุ่มงบลงทุนกว่า5พันล้าน ผุด”เซ็นทรัล วิลเลจ”หวังดูดนักชอปไทย-เทศ

“ซีพีเอ็น”ทุ่มงบกว่า 5,000 ล้านบาท เนรมิตที่ดิน 100 ไร่ ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ ผุด”เซ็นทรัล วิลเลจ”ลักชัวรี่เอาท์เล็ท รวมร้านค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต และรร. เจาะกลุ่มขาช้อปไทย-เทศ คาดมีผู้ใช้บริการ 10,000 คนต่อวัน หรือประมาณ 6 ล้านคนต่อปี  พร้อมเปิดให้ตัวไตรมาส3/62     นางสาววัลยา จิราธิวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานพัฒนาธุรกิจและโครงการ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน)หรือCPN  เปิดเผยว่า บริษัทฯได้ใช้งบประมาณกว่า 5,000 ล้านบาทในการลงทุนพัฒนาโครงการใหม่ คือ “เซ็นทรัล วิลเลจ” ซึ่งเป็นแพลทฟอร์มใหม่ของบริษัทฯและในประเทศไทยคือ โครงการลักซ์ชัวรี่เอาท์เล็ทสมบูรณ์แบบ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐที่จะสร้างให้ไทยเป็นจุดหมายปลายทาง แห่งการท่องเที่ยวและช้อปปิ้งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่สมบูรณ์แบบ  โดยโครงการดังกล่าวตั้งอยู่บนที่ดิน 100 ไร่ พื้นที่ 40,000 ตารางเมตร ใกล้กับสนามบินสุวรรณภูมิ ขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้าง คาดว่าจะแล้วเสร็จสมบูรณ์เปิดบริการได้ภายในไตรมาส3/2562   โครงการดังกล่าวใช้ระยะเวลาในการศึกษานานกว่า 6 ปี โดยมีบริษัทดิ เอาท์เล็ท จำกัด จากต่างประเทศมาเป็นที่ปรึกษาโครงการ ที่ทำให้กับเอาต์เล็ทต่างประเทศมาจำนวนมาก เช่น ญี่ปุ่น  ไต้หวัน เป็นต้นโดยภายในโครงการมีหลายเฟส แต่ตั้งเป้าที่จะก่อสร้างให้แล้วเสร็จพร้อมกัน ทั้งเอาท์เล็ท,ซูเปอร์มาร์เก็ต ที่แบ่งสัดส่วนเป็นร้านค้าลักซ์ชัวรี่แบรนด์เนม 20% ซึ่งมีอินเตอร์แบรนด์ระดับหรูหลายแบรนด์ที่เจรจาและพร้อมที่จะเข้ามาเปิดชอปในเอาท์เล็ทนี้ ที่เหลือเป็นร้านอาหาร ร้านสินค้าไทย แบรนด์ สินค้าที่เป็นเครือของเซ็นทรัลเองด้วยรวมทั้งหมดกว่า 235 ร้านค้า นอกจากนี้ยังมีโรงแรมขนาด 200 ห้อง ที่อยู่ระหว่างเจรจากับเชนต่างชาติที่จะเข้าบริหาร   “โดยทำเลที่ตั้งของเราถือว่ามีความเหมาะสมอย่างมาก เพราะอยู่ใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ เดินทาง 10 นาทีก็ถึง ส่วนคนในเมืองเดินทางเฉลี่ย 45 นาทีก็ถึง อีกทั้งสนามบินสุวรรณภูมิเป็นสนามบินอันดั1ที่มีจำนวนผู้โดยสารมากที่สุดในเอเซีย ตะวันออกเฉียงใต้หรือกว่า 55 ล้านคนในปี 2560 และติด 1 ใน 10 อันดับของสนามบินที่มีจำนวนผู้โดยสารมากที่สุดในเอเซียด้วย และคาดว่าในปี2563ส่วนขยายของสนามบินจะแล้วเสร็จ จะรองรับผู้โดยสารสูงถึง 60 ล้านคนต่อปี”นางสาววัลยา กล่าว   สำหรับกลุ่มเป้าหมายของโครงการเอาท์เล็ท เซ็นทรัล วิลเลจ นี้ จะมุ่งเน้นคนไทย สัดส่วน 65% และคนต่างประเทศ สัดส่วน 35% ซึ่งในทำเลย่านนั้นจะมีประชากรมากกว่า 12 ล้านคนที่มีกำลังซื้อพอสมควรและยังจับกลุ่มใหม่ที่เรียกว่า Young Affluent อายุระหว่าง 25-40 ปี ที่เป็นคนรุ่นใหม่ ประสบความสำเร็จรวดเร็ว มีรายได้สูง เป็นนักช้อปปิ้งแบรนด์เนม รู้จักเปรียบเทียบสินค้า ต้องการสินค้าดีมีคุณภาพ ซึ่งจากการเก็บข้อมูลของประเทศไทยจะมีประมาณ 2 ล้านคน   ขณะที่กลุ่มเป้าหมายนักท่องเที่ยวต่างประเทศนั้น ในปีที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาในประเทศไทยมากถึง 35 ล้านคนและคาดว่าจะเพิ่มเป็น 37 ล้านคนในปี2561 นี้ กลุ่มเป้าหมายหลักคือจีน รัสเซีย ทั้งนี้คาดว่า จะมีผู้เข้ามาในเซ็นทรัล วิลเลจ นี้ประมาณ10,000 คนต่อวัน หรือประมาณ 6 ล้านคนต่อปี   นางสาววัลยา กล่าวเพิ่มเติมว่า ในแต่ละปีบริษัทฯจะใช้งบลงทุนเฉลี่ยประมาณ 10,000 – 15,000 ล้านบาท ในการพัฒนาโครงการต่างๆ ซึ่งในปีนี้โครงการใหม่ที่เปิดตัวคือ เซ็นทรัล วิลเลจ ส่วนโครงการที่เตรียมเปิดบริการในปีนี้เช่น เซ็นทรัล ภูเก็ตส่วนที่สอง ในช่วงเดือนกันยายน 2561 นี้ ,โครงการเซ็นทรัล ไอซิตี้ มาเลเซีย สาขาที่ 34 จะเปิดให้บริการเดือนพฤศจิกายนนี้ และ เซ็นทรัลเวิลด์ที่ปรับปรุงครั้งใหญ่ คาดว่าจะแล้วเสร็จสมบูรณ์และเปิดบริการได้ทั้งหมดปลายปีนี้ นอกจากนั้นมีอีก 3 สาขาที่จะปรับปรุงครั้งใหญ่ จากปัจจุบันมีสาขาเปิดบริการ 32 แห่ง   อย่างไรก็ตามในปีที่ผ่านมา บริษัทมีรายได้รวม 34,594 ล้านบาทเติบโต 18% จากปี 2559 และมีกำไรสุทธิ 13,568 ล้านบาท เติบโต47%   ด้านดร.ปกรณ์ พรรธนะแพทย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานปฎิบัติการ กล่าวว่า เซ็นทรัล วิลเลจ เป็นลักซ์ชัวรี่ เอาท์เล็ท ที่มีจุดเด่นแตกต่าง 4 ประการ คือ 1.ความหลากหลายของลักซ์ชัวรี่แบรนด์เนม ทั้งไทยและต่างประเทศ กว่า 235 แบรนด์ สินค้าหลากหลายเช่น เสื้อผ้า อุปกรณ์กีฬา นาฬิกา สินค้าไลฟ์สไตล์ สินค้าตกแต่งบ้านเป็นต้น และสินค้าต่างๆชอปกลุ่มเซ็นทรัลด้วย  2.ราคา เป็นสิ่งสำคัญของเอาท์เล็ท ด้วยส่วนลด 35-70% มีทุกวัน  3.การให้บริการที่มุ่งมั่น หลากหลาย เทียบเท่าศูนย์การค้า ทั้งร้านอาหาร ร้านสินค้า จุดบริการนักท่องเที่ยว สนามเด็กเล่น ซูเปอร์มาร์เก็ต โรงแรม 4.ทำเลที่ตั้งใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ เดินทางไปยังโครงการเพียง 10นาที และยังเป็นประตูสู่ภาคตะวันออก ด้วยจำนวนรถยนต์ที่วิ่งผ่านกว่า 200,000 คันต่อวัน หรือ 75 ล้านคันต่อปี รองรับการขยายตัวของเมืองด้วยแผนการขยายสนามบินและรถไฟฟ้า  

“คูโดส”ผนึกสตาร์ทอัพสิงคโปร์ นำสินค้านวัตกรรมใหม่เจาะตลาดไทย-อาเซียน

กลุ่ม”คูโดส”ผนึก”อิกลูโฮม สตาร์ทอัพชื่อดังจากสิงคโปร์ นำสินค้ากลุ่มอินโนเวชั่น-ยูนิเวอร์แซล จำหน่ายในไทยและอาเซียน นำร่องผลิตภัณฑ์ล็อคประตูดิจิตอล 3 รุ่น  มุ่งเจาะกลุ่มสำนักงาน โรงแรม ที่อยู่อาศัย  หลังชิมลาง 6 เดือน กวาดยอดแล้ว 35 ล้านบาท ตั้งเป้ายอดขายปีนี้แตะ 320 ล้านบาท โต 15-20%     นายสันติ ศรีวิชาญกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซี.ไอ.ที.จำกัด ผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์และอุปกรณ์ห้องน้ำแบรนด์“KUDOS”เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีสินค้าจากประเทศจีนเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก รวมไปถึงการเข้าสู่ยุคดิจิทัล ซึ่งถือว่าเป็นความท้าทายในการทำตลาดของผู้ประกอบการ หากไม่ปรับตัวก็ไม่สามารถอยู่ได้ บริษัทฯจึงมองถึงเมกกะเทรนด์ไปในช่วง 5 ปีข้างหน้า ที่เริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เรื่องดิจิทัล และการรักษาสิ่งแวดล้อม ดังนั้นบริษัทจึงแตกไลน์สินค้าเพื่อตอบโจทย์3 ปัจจัยดังกล่าว  เพราะมองว่าในอนาคตสินค้าบางเซกเตอร์จะเปลี่ยนแปลงไป ตามที่อยู่อาศัยที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นสมาร์ทโฮมมากขึ้น     ดังนั้นในปี2561 นี้บริษัทจึงได้ปรับแนวธุรกิจ โดยให้น้ำหนักกับการทำตลาดในกลุ่มสินค้านวัตกรรม ที่ขับเคลื่อนด้วยดีไชน์ผสมผสานเทคโนโลยีใหม่ๆ รวมถึงการให้บริการที่ครอบคลุมความต้องการลูกค้าเป็นหลัก และล่าสุดได้ร่วมมือกับ บริษัท อิกลูโฮม จำกัด(Igloohome) บริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีจากสิงคโปร์  เพื่อขยายไลน์สินค้าในกลุ่มอินโนเวชั่น และ ยูนิเวอร์แซล นำเข้าผลิตภัณฑ์ล็อคประตูดิจิตอลจากอิกลูโฮม มาจำหน่ายในประเทศไทยและกลุ่มประเทศอาเซียน เจาะเข้าสู่ตลาดอาคารสำนักงาน  โรงแรม และที่อยู่อาศัยเป็นหลัก    ในเบื้องต้นจะนำเข้าผลิตภัณฑ์ล็อคประตูดิจิตอล มา 3 รุ่นก่อนได้แก่ รุ่นDeadbolt และรุ่น Keybox ราคาขายอยู่ที่ 8,900 บาทและรุ่น Mortise ราคาขายอยู่ที่ 15,000 บาท ซึ่งได้เริ่มชิมลางจำหน่ายไปเมื่อเดือนตุลาคม 2560 ที่ผ่านมา ปรากฏว่าระยะเวลา 6 เดือน สามารถทำยอดขายได้ที่ 35ล้านบาท โดยสัดส่วน90% เป็นการขายผ่านโครงการ และอีก 10% เป็นการขายผ่านออนไลน์ และผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดของคูโดส จะจัดแสดงและวางขายในงานสถาปนิก ’61  ระหว่างวันที่     1 – 6 พฤษภาคม 2561 ณ ชาเลนเจอร์ฮอลล์ 1-3 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ด้วย   อีกทั้งภายในเดือนมิถุนายนนี้ มีแผนที่จะวางจำหน่ายที่สยามดิสคัฟเวอรี่  โดยคาดว่าภายในปี 2562 จะมียอดขายจากกลุ่มสินค้าดังกล่าว 10,000 ชุด คิดเป็นมูลค่า 100 ล้านบาท ซึ่งจากความแกร่งของทั้ง 2 กลุ่ม มั่นใจว่าในอนาคตอาจจะมีการนำเทคโนโลยีต่างๆมาใช้ในห้องครัวและห้องน้ำเพิ่มมากขึ้นด้วย   ทั้งนี้ผลจากการเปิดตัวสินค้าในกลุ่มนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ ในปีที่ผ่านมา ทำให้กลุ่มดังกล่าวมีการขยายตัวสูงถึง200% ซึ่งในปีนี้จะมีการผลักดันสินค้าใหม่ออกมาอย่างต่อเนื่องในขณะที่กลุ่มผลิตภัณฑ์ทั่วไปมีอัตราการขยายตัวเท่าๆ กับในปีที่ผ่านมา โดยตามแผนในปี 2561 จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ใน 4กลุ่ม ได้แก่  กลุ่มก๊อกน้ำ ฝักบัว กลุ่มผลิตภัณฑ์ยูนิเวอร์แซลและกลุ่มอินโนเวชั่น ซึ่งจะช่วยผลักดันให้ยอดขายเติบโตสูงกว่าตลาดรวมสุขภัณฑ์ ที่คาดว่าในปี2561 นี้ จะขยายตัวประมาณ 5% จากมูลค่าตลาดรวมที่ 10,000-15,000 ล้านบาทซึ่งเป็นผลมาจากการขยายตัวของเศรษฐกิจ ส่งผลดีต่อการตัดสินใจซื้อและความเชื่อมั่นของลูกค้า และที่สำคัญ การขยายตัวจากความต้องการของโครงการใหม่ๆในตลาดอสังหาริมทรัพย์   อย่างไรก็ตาม ในอนาคตบริษัทจะพยายามเพิ่มสัดส่วนการขายผ่านโครงการและลูกค้าโดยตรงให้มีสัดส่วนอยู่ที่ 50% นอกจากนี้ได้ตั้งเป้าใน 3 ปีข้างหน้า จะมียอดขายจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 20% จากปัจจุบันอยู่ระดับ 5% หรือในปี 2563 บริษัทจะมียอดขายรวม 500 ล้านบาท ซึ่งเป็นมาจากการเปิดตัวสินค้าใหม่ๆในกลุ่มนวัตกรรมและอินโนเวชั่น และการขยายสาขาทั้งในและต่างประเทศ  โดยเป็นการเปิดสาขาใหม่ในรูปแบบโมเดิร์เทรดของโฮมโปร ที่ในอีก 3 ปีจะมีการลงทุนสาขาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องประมาณ 20 สาขา   โดยในปีนี้ บริษัทฯตั้งเป้ายอดขายที่ 320 ล้านบาท เติบโตขึ้น15-20% เมื่อเทียบกับยอดขายในปีที่ผ่านมาที่ทำได้ 280 ล้านบาท โดยเป็นยอดขายผ่านร้านค้าและสาขาในโมเดิร์นเทรด70% ,การขายผ่านโครงการ 20% และขายผ่านกลุ่มลูกค้าโดยตรง 10%   “โอกาสของสินค้าในกลุ่มนวัตกรรมและอินโนเวชั่นในปีนี้ คือตลาดโครงการใหม่ จากข้อมูลของศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์คาดว่าจะมียูนิตเกิดใหม่ทั้งประเทศประมาณ 100,000ยูนิต แบ่งเป็นในกรุงเทพฯ 55%และซัพพลายใหม่ในต่างจังหวัด 45%โดยในจำนวนนี้เป็นคอนโดฯ จำนวน 60,000 ยูนิต และที่เหลือเป็นส่วนของโครงการแนวราบ”นายสันติ กล่าวในที่สุด    

“เอพี”ประกาศผุด2โครงการใหม่ไตรมาส2/61มูลค่า2.2พันล้านบาท

เอพีฯเผยดีมานด์บ้านเดี่ยวเซกเมนต์กลางบนแนวโน้มสดใส วางแผนบุกตลาดไตรมาส 2 ต่อเนื่อง เตรียมประกาศเปิดตัวบ้านเดี่ยวโครงการใหม่ภายใต้แบรนด์ ‘CENTRO’ บน 2 ทำเลศักยภาพ ‘รังสิตคลอง 4 – วงแหวน’ และ ‘ราชพฤกษ์ – สวนผัก’ มูลค่าโครงการรวม 2,200 ล้านบาท พร้อมขน 25 โครงการ อัดแคมเปญ‘ULTIMATE PRIZE’รวมมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท หวังดันยอดขายแนวราบตามเป้า       นายรัชต์ชยุตม์ นันทโชติโสภณ รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานพัฒนาธุรกิจกลุ่มสินค้าบ้านเดี่ยว บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) หรือAP  เปิดเผยถึง ดีมานด์สินค้าบ้านเดี่ยวเซกเมนต์กลางบน ในระดับราคา 5 – 15 ล้านบาทขึ้นไปนั้น ได้รับการตอบรับที่ดีต่อเนื่อง การันตีจากอัตราการเติบโตด้านยอดขายสินค้าแนวราบ ในไตรมาส 1 ของเอพีที่ผ่านมา มีการปรับตัวสูงขึ้นถึง 64%

RML ลงนามร่วมทุนกับพันธมิตรญี่ปุ่น “โตเกียว ทาเทโมโนะ”

  นายเอเดรียน ลี (ที่ 3 จากซ้าย)  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร บริษัท ไรมอน แลนด์ จำกัด(มหาชน)หรือ RML ถ่ายภาพร่วมกับมร.คะทสึฮิโตะ โอซะวะ (ที่ 1 จากซ้าย) กรรมการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และหัวหน้าฝ่ายธุรกิจต่างประเทศ และมร.คะซุฮิโระ เบทซึเนะ กรรมการผู้จัดการ  (ที่ 2 จากซ้าย) บริษัท โตเกียว ทาเทโมโนะ จำกัด ในโอกาสลงนามร่วมทุนพัฒนาโครงกา รคอนโดมิเนียม ระดับไฮเอนด์  2 โครงการแรก โดยไรมอน แลนด์ ถือหุ้นในสัดส่วน 51% และโตเกียว ทาเทโมโนะ เอเชีย บริษัทในเครือของ โตเกียว ทาเทโมโนะ ในส่วนของธุรกิจต่างประเทศ ถือหุ้นในสัดส่วน  49% เมื่อเร็วๆ นี้ ณ โรงแรมดับเบิ้ลยู กรุงเทพ  

อสังหาฯสระบุรีบุกตลาดกทม. ชิมลางผุดคอนโดฯมูลค่ากว่า800ล้านบาท

อสังหาฯภูธรนอร์ธแลนด์ฯขยายธุรกิจรุกตลาดกทม.นำร่องคอนโดฯโลว์ไรส์ ย่านเทิดไท มูลค่ากว่า 800 ล้านบาท ไม่หวั่นการแข่งขันเดือด ชูจุดแข็งประสบการณ์สูง ราคาขายถูก ได้เปรียบต้นทุนก่อสร้าง ระบุหากดีมานด์ตอบรับดี 2 ปีแรกจ่อผุดแนวราบ-สูง ปีละ2 โครงการ ประกาศ 3 ปีเตรียมเข้าจดทะเบียนตลาดmai รายได้แตะ1,000 ล้านบาท     นายนพดล ธรรมวิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท นอร์ธแลนด์ ดีเวลลอปเม้นต์ จำกัด ผู้พัฒนาโครงการอสังหาฯแนวราบในจ.สระบุรี มากว่า 20 ปี และเมื่อต้นปีที่ผ่านมาได้ร่วมกับกลุ่มนายเลิศมงคล วราเวณุชย์ พัฒนาโครงการ D8 “Luxury Vertical House” ย่านเอกมัย-รามอินทรา เปิดเผยว่า จากประสบการณ์ในการพัฒนาโครงการทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮาส์ ในจ.สระบุรี และมองว่าตลาดดังกล่าวมีดีมานด์ที่จำกัด หากต้องการที่จะมีอัตราการเติบโต ก็ต้องมองหาตลาดที่ใหญ่สามารถพัฒนาโครงการได้มากขึ้น จึงมองว่าตลาดกทม.มีดีมานด์ที่มาก และด้วยประสบการณ์ในการพัฒนาโครงการมากกว่า 20 ปีประกอบการมีเครือข่ายที่มากพอสมควร จึงมั่นใจว่าจะสามารถแข่งขันในตลาดกทม.ได้อย่างแน่นอน   ดังนั้นในปลายปี 2561 นี้ตนจึงมีแผนที่จะพัฒนาคอนโดฯโลว์ไรส์ในย่านเทอดไท ใกล้สถานีบีทีเอสบางหว้า จำนวน 2 อาคาร ซึ่งมีที่ดินรองรับแล้ว พื้นที่ประมาณ 3 ไร่เศษ ขนาดตั้งแต่ 25-26 ตารางเมตร ราคาตั้งแต่ 1.5 ล้านบาทขึ้นไป หรือประมาณ 70,000บาท/ตารางเมตร จำนวน 400 ยูนิต มูลค่าโครงการกว่า 800 ล้านบาท  ซึ่งแม้จะเป็นผู้ประกอบการรายเล็กที่เพิ่งเข้ามาทำตลาดในกทม.แต่บริษัทฯได้สร้างจุดขายโครงการด้วยการเน้นเรื่องพื้นที่ส่วนกลางที่มากกว่าผู้ประกอบการรายอื่น มีแลนด์สเคปที่ให้ความรู้สึกเสมือนอยู่บ้าน และราคาขายที่ถูกกว่า เนื่องจากมีบริษัทรับเหมาก่อสร้างสของครอบครัว ทำให้ลดต้นทุนไปได้ประมาณ 5%   โดยสาเหตุที่เลือกทำเลดังกล่าวในการรุกตลาดกทม.ครั้งแรกนั้น เนื่องจากมองว่าทำเลเทอดไท เป็นต้นทางของสายสีเขียวอ่อน เส้นทางสนามกีฬา-บางหว้า จึงน่าจะมีดีมานด์ค่อนข้างมาก

“ดี – แลนด์ กรุ๊ป” ร่วมสนับสนุนโครงการ “วันครอบครัวและวันผู้สูงอายุ ปี 2561”

    นางสาวลลิดา เปลี่ยนดี ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารการตลาด บริษัท ดี-แลนด์ กรุ๊ป จำกัด พร้อมทีมงาน ร่วมสนับสนุนกิจกรรมกับองค์การบริหารส่วนตำบลไทรน้อย ในโครงการวันครอบครัวและวันผู้สูงอายุ ปี 2561 โดยภายในงานมีการเปิดอบรมประชุมให้ความรู้ในการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุ ตรวจสุขภาพ กิจกรรมการแข่งขันกีฬา และรดน้ำขอพรผู้สูงอายุ ณ องค์การบริหารส่วนตำบลไทรน้อย เมื่อเร็วๆ นี้  

“สิงห์ เอสเตท”บุกตลาดฮ่องกง2วันกวาดยอดขาย200ล้านบาท

สิงห์ เอสเตทฯปลื้มหลังนำโครงการคอนโดฯ “ดิ เอส สุขุมวิท36”โรดโชว์ฮ่องกง 2 วัน กวาดยอดขาย 200 ล้านบาท ส่งผลยอดขายรวมพุ่งกว่า 60%ประกาศไตรมาส3เล็งตระเวนขายประเทศแถบเอเชียต่อเนื่อง ด้านการก่อสร้างคาดแล้วเสร็จต.ค.63     นายณัฐวุฒิ มัธยมจันทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการพัฒนาธุรกิจพักอาศัย บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน)หรือ S  เปิดเผยว่า หลังจากที่บริษัทฯได้เปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมในระดับลักชัวรี ดิ เอส สุขุมวิท 36 (THE ESSE at SUKHUMVIT 36) เมื่อช่วงปลายปี 2560 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการร่วมทุนกับทาง ฮ่องกง แลนด์ บริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ระดับเอเชีย โดยที่ผ่านมาถือได้ว่าได้รับความสนใจจับจองโครงการจากกลุ่มลูกค้าไทยและต่างชาติอย่างต่อเนื่อง   “ปีนี้บริษัทฯ ได้วางแผนนำโครงการออกงานโรดโชว์ที่ต่างประเทศตลอดทั้งปี  ประเดิมงานแรกของปีด้วยการออกโรดโชว์โครงการ ดิ เอส สุขุมวิท 36 ที่ฮ่องกงเมื่อช่วงเดือนมีนาคม 2561 ที่ผ่านมา ซึ่งกลุ่มนักลงทุนฮ่องกงถือว่าเป็นตลาดหลักสำคัญที่สนใจลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ในเมืองไทย รวมถึงยังมีฐานลูกค้าที่มาจากพาร์ทเนอร์อย่าง ฮ่องกง แลนด์ โดยรวมยอดขายจากโรดโชว์ 2 วันอยู่ที่ 200 ล้านบาท ซึ่งทำให้ขณะนี้โครงการฯ มียอดขายรวมแล้วกว่า 60% โดยมีสัดส่วนของลูกค้าชาวต่างชาติ 20% ของทั้งโครงการและตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนลูกค้าต่างประเทศให้ได้ถึง 40% อีกทั้งคาดว่าปีนี้จะมีการนำโครงการออกโรดโชว์อีกครั้งในช่วงไตรมาส 3 ซึ่งยังคงมุ่งไปยังประเทศในแถบเอเชียเป็นหลัก” นายณัฐวุฒิ กล่าว