“เน็กซัส”เผยปี61ต่างชาติตบเท้าลงทุน-ซื้ออสังหาฯไทยต่อเนื่อง

เน็กซัสฯ ชี้ครึ่งปีแรก61คอนโดฯเปิดตัวใหม่สูง 14,094 หน่วย จาก 31 โครงการ จับตาสินค้าลักชัวรี่เปิดตัวที่ราคา 400,000 บาท/ตารางเมตรตามราคาที่ดินที่ปรับตัวสูง ระบุผู้ประกอบการในตลาดหลักทรัพย์ฯยังกินส่วนแบ่งตลาด 62% และปรับแผนรุกแนวราบ-ลงทุนตลาดเช่าเพื่อบริหารต้นทุน รับรู้รายได้ระยะยาว ด้านต่างชาติยังตบเท้าลงทุน-ซื้ออสังหาฯไทยต่อเนื่อง คาดครึ่งปีหลังตลาดคอนโดฯ ระดับลักชัวรี่กลางเมืองยังโตต่อเนื่อง

 

 

นางนลินรัตน์ เจริญสุพงษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เน็กซัส พรอพเพอร์ตี้ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2561 ตลาดอสังหาริมทรัพย์กรุงเทพฯ ยังคงคึกคักต่อเนื่อง และมีประเด็นสำคัญในตลาดที่น่าจับตามองอยู่หลายประเด็น ทั้งในแง่ของการลงทุน ราคาที่ดิน และ แนวโน้มช่วงครึ่งปีหลัง และตลาดปี2562 ดยในช่วงไตรมาสแรกของปี 2561 มีโครงการคอนโดมิเนียมเกิดใหม่ โดยผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่ และรายย่อยจำนวน 14,094 หน่วยจาก 31 โครงการ ซึ่งเพิ่มขึ้นใกล้เคียงกับที่ประมาณการไว้ก่อนหน้านี้ทำให้มีจำนวนห้องชุดทั้งหมดในตลาดอยู่ที่ 564,000 หน่วย และจากการที่ที่ดินในใจกลางเมืองมีราคาปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้พัฒนาไม่สามารถหาที่ดินพัฒนาโครงการได้เหมาะสม โดยสัดส่วนโครงการที่อยู่ย่านรอบใจกลางเมือง หรือCBD FRINGE(New Business Zone)มีสัดส่วนถึง76%  ห้องชุดที่เกิดใหม่จึงเกิดขึ้นบริเวณ โซนสุขุมวิทตอนปลาย (29%) โซนพญาไท-รัชดาภิเษก-พระราม 9 (23%) โซนตากสิน เพชรเกษม (17%)เป็นหลัก 

 

สำหรับพื้นที่ชานเมือง(Outer City:Suburban)จะมีสัดส่วน 20% โดยทำเลที่น่าสนใจในครึ่งปีหลังนี้น่าจะเป็นบริเวณแจ้งวัฒนะ และ รามอินทรามากขึ้น จากแผนการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีชมพูที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น  และพื้นที่ใจกลางเมือง หรือ INNER CITY(Heart of BKK)มีสัดส่วน 4% อาทิ สาทร,สีลม,หลังสวน,เพลินจิต,สยาม และสุขุมวิท ไม่เกินทองหล่อ

 

อย่างไรก็ตาม  คาดว่าภายในสิ้นปีนี้หรือต้นปีหน้า ราคาคอนโดมิเนียมในกลุ่มซูเปอร์ลักชัวรี่กลางเมือง ทำเลสุขุมวิท ไม่เกินทองหล่อ ที่เปิดตัวราคาตารางเมตรละ400,000 บาท จะมีให้เห็นมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากราคาที่ดินที่เพิ่มสูงขึ้น  ในขณะที่ตลาดซิตี้คอนโดฯจะขยายตัวออกไปในส่วนต่อขยายรถไฟฟ้ามากขึ้น ทำให้ราคาไม่ปรับตัวสูงขึ้นมากนัก

 

นางนลินรัตน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผู้พัฒนาหลักในตลาดคอนโดมิเนียมจะเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งมีสัดส่วนมากกว่า 62% ของตลาด คิดเป็นประมาณ 8,7000 ยูนิต  แต่สำหรับในช่วงไตรมาสแรกนี้ ผู้พัฒนาโครงการรายกลางและรายใหม่เริ่มมีสัดส่วนมากขึ้น รวมทั้งผู้พัฒนาจากต่างชาติด้วย โดยมีผู้พัฒนาโครงการรายกลางและรายใหม่เปิดตัวโครงการประมาณ 38%  ของจำนวนห้องชุดใหม่ในตลาด หรือ 5,400 ยูนิต  ซึ่งจะเห็นได้ชัดว่าตลาดยังน่าดึงดูดให้ผู้ประกอบการรายใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ผู้ประกอบการขนาดกลางหลายรายยังมี Roadmap ที่จะนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯภายใน 1 – 2 ปีนี้อีกด้วย

 

 

ในขณะเดียวกันแผนธุรกิจและการพัฒนาโครงการสำหรับผู้ประกอบการรายใหญ่ กลับมาให้ความสำคัญกับตลาดที่มีความยั่งยืนมากขึ้นเปลี่ยนแปลงสัดส่วนการลงทุน ระมัดระวังการซื้อที่ดินกลางเมืองบ้าง โดยเพิ่มพัฒนาตลาดบ้านแนวราบที่การเช่าที่ดินระยะยาว เพื่อพัฒนาโครงการที่มีรายได้ค่าเช่ามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น โรงแรมหรืออาคารสำนักงาน และเริ่มมองหาการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ต่างประเทศมากขึ้นด้วย

 

สำหรับการร่วมทุนกับชาวต่างชาตินั้นยังมีให้เห็นอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมามีบริษัททุนขนาดใหญ่จากจีนที่เปิดตัวโครงการชัดเจน โดยมิได้อาศัยบริษัทไทยที่มีชื่อเสียงเข้าร่วมทุนถึง 20%  ของจำนวนห้องชุดที่เปิดในตลาดกรุงเทพฯ  และเป็นโครงการขนาดใหญ่มูลค่ารวมมากกว่า 30,000 ล้านบาท แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในการลงทุนในประเทศไทย สำหรับต่างชาติที่เคยเข้ามาลงทุนก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็น ญี่ปุ่น ฮ่องกง สิงคโปร์ ก็ยังคงมองหาโอกาสในการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เริ่มเห็นคอนโดมิเนียมที่ตอบสนองความต้องการของคนญี่ปุ่นมากขึ้น และในปีนี้จะมีกลุ่มทุนญี่ปุ่นที่จะเข้ามาพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ต่อเนื่องอีกไม่ต่ำกว่า 4 – 5 โครงการ

 

 

ส่วนนักลงทุนรายย่อยต่างชาติ ยังคงให้ความสนใจเข้ามาลงทุนซื้อคอนโดมิเนียมอย่างต่อเนื่องเช่นกัน และมีจำนวนมากขึ้น โดยปัจจัยหลักที่ทำให้นักลงทุนรายย่อยตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยในประเทศไทย มาจาก 4 ประเด็นหลัก คือ 1.ราคาสินค้าที่ยังคงถูกกว่ามาก เมื่อเทียบกับตลาดในประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งนักลงทุนจากฮ่องกงและญี่ปุ่น ประกอบกับระยะการเดินทางก็ไม่ไกล  2.การซื้อคอนโดมิเนียมไว้เสมือนเป็นบ้านหลังที่ 2 เพื่อพักผ่อนและปล่อยเช่า ก่อนหน้านี้จะเห็นเทรนด์นี้ เฉพาะในสินค้าประเภทลักชัวรี่ และซูเปอร์ลักชัวรี่เท่านั้น แต่ปัจจุบันตลาดไฮเอนด์และตลาดระดับกลางก็เริ่มมีนักลงทุนให้ความสนใจมากขึ้น

 

3.การกระจายความเสี่ยงด้านการลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนจากประเทศจีน ยังต้องการย้ายเงินลงทุนมายังต่างประเทศเพื่อกระจายความเสี่ยง  ประกอบกับผู้พัฒนาโครงการรายใหญ่ในประเทศเองก็ออกไปนำเสนอสินค้าในต่างประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง มีการสร้างความเชื่อมั่นด้วยการไปเปิดสำนักงานย่อย เพื่อบริการลูกค้าอีกด้วย จึงทำให้ตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะในเอเชียเติบโตอย่างต่อเนื่อง และ4. อัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในอัตราที่ต่ำกว่า  เมื่อเทียบกับบางประเทศ เช่น ญี่ปุ่น

 

อีกส่วนที่น่าจับตามองคือ ในช่วงที่ผ่านมามีนักลงทุนเข้ามามองหาซื้อห้องชุดในโควตาต่างชาติ 49% เพื่อไปเสนอให้นักลงทุนรายย่อยในต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  เพราะมองเห็นโอกาสในการทำกำไร ในขณะเดียวกันก็ยังเชื่อมั่นว่ามีผู้ซื้อรายย่อยในประเทศต่างๆ ยังคงมองหาคอนโดมิเนียมในเมืองไทยอย่างต่อเนื่อง ทำให้ตลาดนี้ก็น่าจะยังคงเติบโตได้ต่อไป

 

สำหรับนักลงทุนรายใหม่ที่มีเงินทุนจากธุรกิจครอบครัวรุ่นพ่อแม่เริ่มจับมือกันมาร่วมทุน      เพื่อพัฒนาโครงการที่พักอาศัยแนวใหม่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคอนโดมิเนียมหรือบ้านพักอาศัยระดับหรู โดยกลุ่มนี้      ก็เหมือน Startup ในธุรกิจอื่นๆ มีต้นทุนในการบริหารจัดการต่ำ มีความคล่องตัวสูง บางกลุ่มก็มีตลาดรองรับสินค้า  ที่พัฒนาอย่างชัดเจนซึ่งอยู่ในเครือข่ายของธุรกิจหลัก และไม่เฉพาะตลาดที่อยู่อาศัยเท่านั้น ยังรวมไปถึง โรงแรมแนวใหม่ อพาร์ตเมนต์  Co-working space หรือLifestyle retail ต่างๆ

 

นอกจากนี้หลายๆ โครงการอสังหาริมทรัพย์ได้นำ Platform การใช้ชีวิตที่ตอบสนองกับ Lifestyle คนไทยที่เปลียนแปลงไปอย่างรวดเร็ว มาเพิ่มเป็นจุดขายในการพัฒนาโครงการ ไม่ว่าจะเป็นระบบสั่งการหรือการให้บริการผ่าน mobile application ต่างๆ smart robot หรือ smart lockerเป็นต้น ซึ่งแน่นอนก็จะตอบสนองความต้องการของคนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี โอกาสในตลาดสำหรับคนที่มีที่อยู่อาศัยแล้วที่จะมี Platform ที่สามารถตอบสนองความต้องการของที่อยู่อาศัยเดิม น่าจะเป็นสิ่งที่น่าจับตามองในระยะเวลาอันสั้นนี้ ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งระบบ Smart lockerหรือระบบการบริการต่างๆ ที่เพิ่มความปลอดภัย การพักผ่อนหย่อนใจ และความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตมากขึ้น

 

 

ย่างไรก็ตามโอกาสทางการตลาดสำหรับที่อยู่อาศัยในครึ่งปีหลัง2561 ยังคงเห็นความเติบโตในตลาดต่างชาติ ในขณะที่ราคาก็ยังคงปรับตัวสูงขึ้นจากต้นทุนที่สูงขึ้น คอนโดมิเนียม 7 – 8 ชั้น ขนาดโครงการจะเล็กลงจากผู้พัฒนารายใหม่ ยังคงเห็นต่อเนื่อง รวมถึงบ้านลักชัวรี่ระดับราคาสูงก็ยังคงมีความต้องการต่อเนื่อง และยังมีผู้ให้ความสนใจ ทำเลการพัฒนาโครงการ ถ้าเป็นโครงการกลางเมืองจะขยับจากทองหล่อไปเอกมัยมากขึ้น โดยทำเลซอยสุขุมวิท 31 – 49 ก็เริ่มเข้าไปในซอยที่ลึกขึ้น อีกทั้งการบริการหลังการขายก็จะเป็นเทรนด์ในปีนี้และปีต่อๆไปด้วย

 

“เนื่องจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีต่างชาติเข้ามาซื้อและมาลงทุนมากขึ้นดังนั้นสถานการณ์เศรษฐกิจ การเมืองและการลงทุนรวมทั้งค่าเงินของประเทศเหล่านั้นก็จะมีผลกระทบต่อตลาดอสังหาประเทศไทยมากกว่าแต่ก่อน” นางนลินรัตน์ กล่าวในที่สุด

 

 

tag :
AP EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC SC SC ASSET supalai การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวบ้าน ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง