ประชุมกนง. 19 ธ.ค. รอบสุดท้ายปี 61 (อาจ) ปรับ ดบ. นโยบายอีกร้อยละ 0.25


ประชุมกนง. 19 ธ.ค. 2561…โอกาสขยับอัตราดอกเบี้ยนโยบายมีสูงขึ้น หลังการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความเหมาะสมในการเพิ่ม policy space

การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) รอบสุดท้ายของปี 2561 มีโอกาสสูงขึ้นที่ กนง. อาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกร้อยละ 0.25 หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนขึ้นถึงความจำเป็นในการปรับสมดุลของการดำเนินนโยบายการเงินเพื่อสร้างขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงิน (policy space) ในระยะข้างหน้า ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้รวบรวมประเด็นที่น่าสนใจที่ต้องติดตามที่อาจจะมีผลต่อการตัดสินใจเชิงนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน ดังนี้

 

โอกาสที่ กนง. อาจจะปรับสมดุลการดำเนินนโยบายการเงินมีสูงขึ้น เนื่องจากการให้น้ำหนักมากขึ้นกับการสร้างขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงิน (policy space) และรักษาเสถียรภาพทางการเงิน ในขณะที่ภาพการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวตามศักยภาพ แม้จะอยู่ในทิศทางที่ชะลอลง

 

• สัญญาณของสะสมของความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยเริ่มปรากฎชัดขึ้น อาทิ พฤติกรรมแสวงหาความเสี่ยง (search for yield) ที่เพิ่มขึ้นซึ่งสะท้อนจากการถือครองสินทรัพย์ทางการเงินที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นทดแทนเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ ตลอดจนการเพิ่มขึ้นของหนี้ภาคครัวเรือนที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นติดต่อกันกว่า 3 ไตรมาส ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการกู้ยืมในเพื่อซื้อรถยนต์และที่อยู่อาศัยที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่แนวโน้มของหนี้เสียของการกู้ยืมในกลุ่มนี้เริ่มมีสัญญาณขยับขึ้น ทั้งนี้ หากพฤติกรรมแสวงหาความเสี่ยงยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง อาจจะส่งผลต่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจในระยะยาว ขณะที่วัฎจักรของการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกที่ขยายตัวติดต่อกันกว่า 10 ปีอาจมีแนวโน้มชะลอลงในระยะข้างหน้า ดังนั้นปรับลดปัจจัยเสี่ยงต่อการสะสมความเปราะบางของเสถียรภาพเศรษฐกิจ และการสร้างขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงิน (policy space) เพื่อรองรับความเสี่ยงในระยะข้างหน้า คงมีความจำเป็นมากขึ้น

 

• ภาพการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยยังคงอยู่ในเกณฑ์ที่ดีอยู่ แม้ว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจสะดุดไปบ้างในไตรมาส 3/2561 ที่ผ่านมา ทั้งนี้ เครื่องชี้เศรษฐกิจไทยในเดือนตุลาคมที่กิจกรรมของเศรษฐกิจในประเทศมีสัญญาณฟื้นตัวอย่างชัดเจน อาจจะบ่งชี้ว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4/2561 น่าจะกลับมาขยายตัวในระดับที่ดีขึ้นและสอดคล้องกับการขยายตัวตามศักยภาพของเศรษฐกิจไทย ขณะที่การบรรลุข้อตกลงในการเลื่อนการเก็บภาษีการค้าจากจีนเพิ่มเติมของสหรัฐฯ ไปจนถึงช่วงต้นเดือนมีนาคม 2561 น่าจะช่วยคลายปัจจัยกดดันต่อภาคการส่งออกลงบางส่วน แม้ว่าความไม่แน่นอนในการบรรลุข้อตกลงทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ จะยังมีอยู่ในระดับสูง นอกจากนี้ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ และความชัดเจนของการลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ คงจะสนับสนุนโมเมนตัม ของการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้าให้สามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง

 

การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยไม่น่าจะเป็นปัจจัยหลักในการหนุนให้ค่าเงินบาทแข็งค่าเพิ่มเติมอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากการเคลื่อนไหวของค่าเงินส่วนหนึ่งเป็นผลจากอิทธิพลของเงินดอลลาร์ฯ รวมทั้ง ปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลก

 

• การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่องของเฟด รวมทั้ง ความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ในภูมิภาคต่างๆ ของโลกเป็นปัจจัยที่หนุนให้ค่าเงินดอลลาร์ฯ แข็งค่าต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่กดดันให้ค่าเงินในเอเชียอ่อนค่า โดยดัชนีค่าเงินดอลลาร์ฯ ปรับแข็งกว่ากว่า 5.1% เทียบกับช่วงปลายปี 2560 ซึ่งการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ฯ และอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรสหรัฐฯ ที่ปรับสูงขึ้น ส่งผลให้มีเงินทุนไหลกลับเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ อย่างไรก็ดี คงต้องยอมรับว่าปัจจัยเสี่ยงด้านเสถียรภาพของแต่ละประเทศที่เป็นปัจจัยกดดันให้ค่าเงินอ่อนค่าเพิ่มเติม ซึ่งประเทศที่มีพื้นฐานทางเศรษฐกิจต่างประเทศที่อ่อนแอมักจะประสบกับการไหลออกของเงินทุนอันส่งผลให้ค่าเงินอ่อนค่าลงค่อนข้างมาก แม้ว่าธนาคารกลางของประเทศเหล่านั้นจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ปัจจัยที่ส่งผลให้ค่าเงินบาทปรับตัวอ่อนค่าน้อยกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค ส่วนหนึ่งมาจากผลของเสถียรภาพต่างประเทศของไทยที่อยู่ในระดับแข็งแกร่ง กอปรกับ การพึ่งพาเงินทุนจากภายนอกประเทศในระดับต่ำ

 

• ส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยนโยบายระหว่างไทยและสหรัฐฯ ที่ยังอยู่ในระดับสูง ไม่น่าที่จะเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการดึงดูดเงินทุนไหลเข้ารอบใหม่ อันจะส่งผลกดดันให้ค่าเงินบาทแข็งค่าอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ คงต้องยอมรับว่าส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยของไทยและสหรัฐฯ และไทยมีความแตกต่างมากที่สุดในภูมิภาคเอเชียยกเว้นญี่ปุ่น หลังจากที่ธนาคารกลางของเกาหลีใต้ได้มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ขณะที่นักลงทุนต่างชาติเริ่มปรับลดการถือครองหลักทรัพย์ตราสารการเงินต่าง ๆ ในไทยลง โดยมีการขายสุทธิในตลาดพันธบัตรตั้งแต่ช่วงต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา อันน่าจะบ่งชี้ถึงความน่าสนใจในการลงทุนสินทรัพย์สกุลบาทที่อาจมีความน่าสนใจลดลง

ตารางที่ 1: การเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยและค่าเงินของธนาคารกลางในเอเชีย

ผลต่อเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางระดับสภาพคล่องในตลาดการเงินไทยที่อยู่ในระดับสูง ทำให้ผลของส่งผ่านอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่เพิ่มขึ้นต่อต้นทุนการเงินอยู่ในระดับจำกัด กล่าวคือขนาดของการส่งผ่านผลของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปยังตลาดเงินอาจจะถูกลดทอนลงบางส่วน ขณะที่การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์คงจะขึ้นอยู่กับการประเมินสภาวะแวดล้อมทางการเงินอื่นๆ นอกจากปัจจัยด้านต้นทุนทางการเงินด้วย อาทิ ความสามารถในการชำระหนี้ลูกหนี้ รวมถึงความต้องการสินเชื่อ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า คณะกรรมการนโยบายการเงินคงจะเว้นระยะเวลาเพื่อประเมินพัฒนาการของเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงท่าทีการดำเนินนโยบายการเงินรอบใหม่ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับพัฒนาการการเติบโตและความเสี่ยงต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย ทำให้การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของกนง. ในรอบนี้น่าจะเป็นลักษณะการปรับขึ้นนโยบายที่ไม่ต่อเนื่อง

tag :
AP EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC SC SC ASSET supalai การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวบ้าน ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง