ลลิลฯ ตั้งเป้าปี’ 62 โต 15 % สวนทางอสังหาฯ ชะลอตัว

ลลิลฯ เผยภาพรวมตลาดอสังหาฯ ปี 2562 ชะลอตัวจากหลายปัจจัยลบ แนะผู้ประกอบการปรับตัวรับมือ ด้านแผนปีนี้จ่อผุดแนวราบภายใต้ 2 แบรนด์หลัก  8-10 โครงการใหม่ รวมมูลค่า 4,000-4,500 ล้านบาท อัดงบซื้อที่ดิน 1,000 ล้านบาท เมินร่วมทุนพันธมิตร ฟุ้งกระแสเงินสดยังแกร่งที่ 500 ล้านบาท มั่นใจรายได้ทั้งปีแตะ 4,650 ล้านบาท เติบโต 15 %

 

นายไชยยันต์ ชาครกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ LALIN

นายไชยยันต์ ชาครกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ LALIN เปิดเผยถึงภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปี 2562 ว่า เป็นปีที่ผู้ประกอบการที่เป็นมืออาชีพอย่างแท้จริง ซึ่งมองว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังจะเติบโตได้ในอัตราที่ชะลอตัวลง คาดว่าภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยในปี 2562 จะขยายตัวได้ประมาณ 3-4 % แม้เศรษฐกิจไทยโดยรวมอาจจะขยายตัวได้ในปีนี้ที่ 4-4.3 % จากปัจจัยบวกของการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในไตรมาสแรกของปีนี้ตลอดจนการลงทุนของภาครัฐที่เป็นงบผูกพันต่อเนื่องจากปีก่อน

 

สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่จะกระทบต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ไทย นั้นคงหนีไม่พ้นการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน การปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น และมาตรการควบคุมสินเชื่อที่อยู่อาศัย (Loan to Value :LTV) จากทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แต่เกณฑ์ LTV ใหม่ที่เริ่มใช้วันที่ 1 เมษายน 2562 จะกระทบกับบริษัทไม่มากนัก  เพราะเน้นทำตลาดในกลุ่มลูกค้าที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง และลูกค้าส่วนใหญ่เป็นลูกค้าที่ซื้อบ้านหลังแรก

 

 

นายไชยยันต์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งที่ผู้ประกอบการจะต้องปรับตัวรับมือกับสถานการณ์ในปี 2562 คือ ลดสต๊อกเดิมที่มีอยู่ด้วยการเปลี่ยนเป็นเงินสดให้ได้มากที่สุด เพราะหลังจากไตรมาส 1/2562 จะเป็นช่วงที่มาตรการ LTV เริ่มมีผลบังคับใช้ในต้นเดือนเมษายนนี้ และจะทำให้ลูกค้าเริ่มเข้าถึงสินเชื่อได้ยากขึ้น จากเกณฑ์ที่มีความเข้มงวด การที่ระบายสต๊อกอาจจะเป็นการช่วยให้ธุรกิจมีสภาพคล่องที่สูงขึ้น สามารถช่วยให้ธุรกิจเดินต่อไปได้, ผู้ประกอบการที่อยู่นอกตลาดหลักทรัพย์ฯ หากจะเปิดตัวโครงการใหม่จะต้องทำการวิจัยตลาดให้ดีว่าสามารถที่จะแข่งขันได้, ต้องควบคุมหนี้สินไม่ให้สูงมากจนเกินไป เพราะเชื่อว่าสถาบันการเงินจะเข้มงวดสินเชื่อโครงการและสินเชื่อรายย่อยมากขึ้น เพราะฉะนั้นต้องมั่นใจในการขยายธุรกิจไม่ควรกู้สินเชื่อมากจนเกินไป, ควรพัฒนาโครงการในพื้นที่ที่มีความเชี่ยวชาญเท่านั้น มิเช่นนั้นจะประสบปัญหาตามมาในภายหลัง และควรปรับปรุงการบริหารภายในองค์กรให้ดียิ่งขึ้น

 

นายชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ LALIN

ด้านนายชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ LALIN กล่าวถึงแผนการดำเนินงานของบริษัทฯ ในปี 2562 ว่า จะเปิดตัวโครงการใหม่ทั้งสิ้น 8-10 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 4,000 – 4,500 ล้านบาท จะเน้นเปิดโครงการที่เป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ในรูปแบบมิกซ์ยูส ภายใต้แบรนด์ LALIN Town ที่จะมีทั้งโครงการทาวน์โฮมและบ้านเดี่ยว โดยที่แบรนด์บ้านเดี่ยว และบ้านแฝดยังคงใช้แบรนด์ LANCEO เป็นแบรนด์หลักในการพัฒนา ระดับราคา 3-6 ล้านบาท  และทาวน์โฮมจะใช้แบรนด์ LIO เป็นแบรนด์หลักในการพัฒนา ระดับราคา 2-3 ล้านบาท โดยเป็นการพัฒนาโครงการในกทม.-ปริมณฑล ประมาณกว่า 80% และต่างจังหวัดหัวเมืองท่องเที่ยวอีกเกือบ 20%  โดยส่วนใหญ่จะเป็นจังหวัดที่เคยเข้าไปพัฒนาแล้ว ซึ่งมีที่ดินรองรับแล้วบางส่วน แต่ทั้งนี้ต้องรอความชัดเจนของโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) ให้มากกว่านี้  ในไตรมาสแรกนี้จะเปิดตัวประมาณ 2-3 โครงการ รวมมูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท หรือโครงการละประมาณ 500-800 ล้านบาท โดยในปีนี้ตั้งงบซื้อที่ดินไว้ที่ 1,000 ล้านบาท จากปี 2561 ที่ตั้งงบซื้อที่ดินไว้ 900-950 ล้านบาท

 

 

ส่วนโครงการคอนโดมิเนียมฯ บริษัทยังคงชะลอแผนการพัฒนาต่อเนื่อง หลังจากที่ชะลอการพัฒนาคอนโดมิเนียมมาแล้ว 2-3 ปี เนื่องจากปริมาณซัพพลายของคอนโดมิเนียมในตลาดยังมีอยู่มากเกินไป และมีการแข่งขันที่รุนแรง ทำให้การพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมของบริษัทยังชะลอไปก่อน และหันมาเน้นโครงการแนวราบแทน ซึ่งเป็นโครงการที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในปัจจุบัน

 

สำหรับการร่วมทุนกับพันธมิตรเพื่อพัฒนาโครงการนั้น บริษัทฯ ยังไม่มีแผนแต่อย่างใด เพราะมองว่าสถานะทางการเงินยังมีความแข็งแกร่ง โดยปัจจุบันมีกระแสเงินสดอยู่ที่ 500 ล้านบาท และในไตรมาส 3/2561 ที่ผ่านมามีการควบคุมอัตราหนี้สินต่อทุน (D/E) ที่ระดับ 0.7:1

 

ปัจจุบันบริษัทมีสต๊อกพร้อมขายและโอนอยู่ที่ประมาณ 900-1,000 ยูนิต รวมมูลค่าประมาณ 2,000 ล้านบาท จากกว่า 30 โครงการ  และมีมูลค่ายอดขายรอโอน (Backlog) อยู่ที่ 900 ล้านบาท คาดว่าจะรับรู้รายได้เข้ามาในปีนี้ได้เต็มปี ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยหนุนให้กับรายได้ของบริษัทให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 4,650 ล้านบาท เติบโต 15 % จากรายได้ปีก่อนที่ทำได้ 4,080 ล้านบาท และคาดว่าในปีนี้จะมียอดขายรวมที่ 5,300 ล้านบาท จากปี 2561 มียอดขายที่กว่า 6,000 ล้านบาท

 

 

ส่วนแผนงานด้านการตลาด ในปีนี้บริษัทฯ จะดำเนินธุรกิจในเชิงรุกมากขึ้น รวมถึงการสร้างศักยภาพองค์กรให้เติบโตในตลาดทุนอสังหาริมทรัพย์อย่างมั่นคง โดยในปีนี้ บริษัทฯ วางเป้าหมายขึ้นเป็นผู้ประกอบการแนวหน้าของตลาด ภายใต้โครงการมิกซ์ยูส แบรนด์ ลลิล ทาวน์ ประกอบด้วย บ้านเดี่ยวและทาวน์โฮม ภายใต้ทำเลยุทธศาสตร์ทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัดหัวเมืองใหญ่ เมืองท่องเที่ยว และแหล่งงานสำคัญ โดยวางกลยุทย์การตลาด ภายใต้แนวคิด The Urban Destination For Living สร้างฐานลูกค้าใหม่ในกลุ่มอายุ 25-40 ปี ในขณะที่ยังรักษาฐานลูกค้าเก่าของลลิล และถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นเพื่อต่อยอด Brand Loyalty

 

tag :
AP EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC SC SC ASSET supalai การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวบ้าน ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง