ผู้ประกอบการปรับตัวรับปัจจัยลบปี’62 ชะลอซื้อที่ดิน-เร่งระบายสต๊อกเก่า

ปัจจัยลบปี62พ่นพิษ ผู้ประกอบการระวังตัวแจ ชะลอซื้อที่ดินพัฒนาเพิ่ม หันเร่งระดับสต๊อกเก่าภายในครึ่งปีแรก  คาดภาพรวมทั้งปีโตประมาณ5%บวกลบ ระบุคอนโดฯส่วนแบ่งตลาดหดตัวแต่ยอดขายโอนยังครองแชมป์ จับตาบ้านมือสองกลับมาเป็นพระเอกปีหมูทอง  คาดการร่วมทุนต่างชาติปีนี้เพิ่มสัดส่วนเป็น30%

 


โครงการเปิดตัวใหม่ปี
62ลดลง5.3%

ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.) เปิดเผยในงานเสวนาภายใต้หัวข้อ “แนวโน้มภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2562…รุ่งหรือร่วง” ว่า ภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยกทม.-ปริมณฑล ในปี 2562 มีการเปิดตัวใหม่ในปี2562 ลดลงจากปี 2561 ประมาณ 5.3% ขณะที่หน่วยเหลือขายอาจอยู่ที่ประมาณ 5% สำหรับที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจะมีเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาประมาณ 6.8% ขณะที่หน่วยโอนในปีนี้คาดว่าจะลดลงที่ประมาณ 17.9% และมูลค่าการโอนก็ลดลงไปที่ 15.1%

 

โดยโครงสร้างตลาดที่อยู่อาศัยในปีนี้ จะเป็นบ้านใหม่ประมาณ 67% หากวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยบ้านที่ขายได้/การโอนกรรมสิทธิ์บ้านใหม่จะอยู่ที่ประมาณ 96%  ส่วนค่าเฉลี่ยบ้านสร้างเสร็จพร้อมโอน/การโอนกรรมสิทธิ์บ้านใหม่ มีอยู่ที่ประมาณ 110%  ซึ่งอาจจะมีซัพพลายโอเวอร์อยู่บ้าง ดังนั้นจะต้องระบายซัพพลายเก่าออกให้ได้มากที่สุด เพื่อที่จะสามารถเพิ่มซัพพลายใหม่เข้าไปได้และทำให้ตลาดเกิดความสมดุล ด้านค่าเฉลี่ยบ้านเสร้างเสร็จพร้อมโอน/หน่วยขายได้ทั้งหมด ประมาณ 105%

 

ซึ่งโดยภาพรวมปีนี้มองว่ายังไปได้ แต่ต้องระวังการเปิดตัวโครงการใหม่ แม้ยังไม่มีภาวะโอเวอร์ซัพพลาย แต่บ้านที่มีขายอยู่ในตลาดเป็นบ้านที่สร้างเสร็จแล้วในระดับที่สูง จึงไม่ควรเพิ่มหน่วยขายใหม่มากนัก”ดร.วิชัย กล่าว

 

ผู้ประกอบการชะลอซื้อที่ดินครึ่งปีแรกเร่งระบายสต๊อก

นายอธิป พีชานนท์ นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกชะลอตัวอย่างแน่นอน การลงทุนในประเทศต้องมีความแม่นยำสูง และสภาพคล่องมีความจำเป็นมากที่สุด ส่วนการเมืองต้องรอดูความชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง โดยส่วนใหญ่ในครึ่งปีแรกผู้ประกอบการจะเน้นระบายสต๊อกเก่าให้ได้มากที่สุด และจะไปเน้นเปิดตัวโครงการใหม่ได้ในครึ่งปีหลัง2562  ส่วนปัญหาการขาดแคลนแรงงานยังมีต่อเนื่อง ผู้ประกอบการต้องปรับตัวรับกับการก่อสร้างแบบใหม่ ซึ่งต้องมีการศึกษาข้อมูลไว้ล่วงหน้า เพื่อที่จะสามารถรับมือกับการแข่งขันได้ทัน

 

ทั้งนี้มองว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2562 ยังอยู่ในลักษณะอ่อนไหวต่อปัจจัยภายนอก โดยมีแรงหนุนจากสภาพคล่องของอัตราดอกเบี้ย และการลงทุนของภาครัฐ ส่งให้เกิดการลงทุนของภาคเอกชนและการบริโภคภายในประเทศ แต่มีความกังวลด้านการเมืองและเศรษฐกิจโลก เป็นตัวกดดัน การขยายตัวทางเศรษฐกิจต้องมาจากการบริโภคภายในประเทศ ,การลงทุนของภาคเอกชน,การลงทุนและใช้จ่ายของภาครัฐบาล แต่การส่งออกอาจขยายตัวได้เพิ่มขึ้นบ้าง แต่ยังไม่มั่นคงพอ

 

โดยช่องทางการแก้ไข รัฐบาลต้องเร่งการใช้จ่ายการลงทุน การเบิกจ่ายในโครงการของรัฐและตามแผนงานเมกะโปรเจกต์ด้านระบบสาธารณูโภคและโลจิสติกส์ อีกทั้งต้องเร่งสรุปปัญหาอุทกภัย-ภัยแล้ง เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้บริโภค อีกทั้งต้องช่วยกันไม่ให้เกิดภาวะการณ์ไม่สงบทางการเมือง และฟื้นฟูภาพลักษณ์ของประเทศ ขณะเดียวกันรัฐบาลต้องดำเนินนโยบายการเงินและการคลัง เพื่อรักษาเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาท และเงินทุนต่างประเทศที่ไหลเข้าออก  อีกทั้งต้องปฏิรูปโครงสร้างกฎหมายและภาษี เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

 

อย่างไรก็ตามโดยภาพรวมของตลาดอสังหาฯในปีนี้ คาดว่าจะมีอัตราการเติบโตประมาณ5%บวกลบ โดยอาคารชุดแม้ส่วนแบ่งตลาดจะลดลง แต่ก็ยังเป็นเซกเตอร์ที่มีปริมาณหน่วยขายและโอนมากที่สุด โดยเฉพาะในกทม.(แนวรถไฟฟ้า)  ขณะที่ทาวน์เฮาส์เป็นเซกเตอร์ที่มีการเติบโตสูงขึ้นมากจาก บ้านเดี่ยว คอนโดฯ โดยราคาสูงขึ้นเฉลี่ย 3-10%ต่อปี จากต้นทุนที่ดินที่สูงขึ้น โดยสามารถซื้อทาวน์เฮาส์ได้ขนาด 80-100 ตารางเมตร เมื่อเทียบกับคอนโดฯ ในระดับราคาเดียวกันจะซื้อได้เพียง 30 ตารางเมตรเท่านั้น

 

สำหรับปัจจัยบวกในปีนี้ยังมีให้เห็นคือ ธนาคารยังมีการแข่งขันขยายสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ,ดอกเบี้ยของสินเชื่อซื้อบ้านยังคงอัตราไม่สูง ,กำลังซื้อของผู้บริโภคภายในประเทศยังคงดีอยู่ ,ตลาดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (Asean Economics Community:AEC) จะเปิดโอกาสให้ความต้องการอสังหาฯไทยสูงขึ้น โดยเฉพาะอาคารสำนักงาน,เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์,นิคมอุตสาหกรรม,โรงแรม,คอนโดมิเนียม และอื่นๆ ซึ่งที่ผ่านมามีผู้ประกอบการบางรายไปซื้อที่ดินในทำเลAECไว้บ้างแล้ว แต่ก็ต้องมีความระมัดระวังในการลงทุนด้วย

 

นอกจากนี้รัฐบาลยังมีนโยบายเร่งรัดโครงการเมกะโปรเจกต์ต่างๆ,นโยบายการเปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษในหัวเมืองการค้าชายแดน รวมไปถึงโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(Eastern Economic Corridor : EEC)  ซึ่งจะเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดการลงทุนและความต้องการอสังหาฯมากขึ้น

 

ด้านปัจจัยลบ-ปัจจัยเสี่ยงในปี2562 ที่ต้องระวังคือ การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบและผังเมือง รวมถึง รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment :EIA) ยังเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาโครงการเช่นเดิม โดยราคาค่าทำสูงขึ้นจากหลักแสนเป็นหลักล้านแล้ว แต่ความล่าช้ายังเหมือนเดิม ต้นทุนการพัฒนาโครงการสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมาจากราคาที่ดิน โดยเฉพาะอาคารชุดสูงขึ้นมาก

 

“ตลาดในกทม.-ปริมณฑล ยังไปได้ ส่วนต่างจังหวัดต้องมีความระมัดระวัง  และผู้ประกอบการต้องศึกษาเรื่องเทคโนโลยีมากขึ้น  ขณะเดียวกันผู้ประกอบการอสังหาฯชะลอการซื้อที่ดิน เพราะธนาคารเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ หรือหากซื้อที่ดินแล้วก็ไม่ควรซื้อเกินความจำเป็น และควรที่จะนำมาพัฒนาทันที”นายอธิป กล่าวในที่สุด

จับตาบ้านมือสองพระเอกปีหมูทอง

นายพรนริศ ชวนไชยสิทธิ์ นายกสมาคอสังหาริมทรัพย์ไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมามีผู้ประกอบการต่างชาติสนใจมาร่วมทุนกับผู้ประกอบการไทยอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งบางรายไม่ต้องการพัฒนาโครงการแนวสูง แต่ต้องการพัฒนาในรูปแบบของเมืองมากกว่า ขณะที่สถาบันการเงินก็ยังเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ส่วนบ้านมือสองที่ถูกยึดเป็นNPAในสถาบันการเงินหลายหมื่นยูนิต บางโครงการอยู่ในทำเลที่ดีกว่าโครงการบ้านมือหนึ่ง ซึ่งถือเป็นโอกาสที่จะทำตลาดบ้านมือสองได้ในปี2562 นี้

 

ที่น่าห่วงในปีนี้คือสภาพคล่องของผู้ประกอบการแต่ละราย เพราะไม่รู้เลยว่าในอนาคตแบงก์พาณิชย์จะมีมาตรการอะไรออกมาอีก” นายพรนริศ กล่าว

 

สัดส่วนร่วมทุนต่างชาติเพิ่มเป็น30%

ดร.อาภา อรรถบูรณ์วงศ์ นายกสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวว่า ในปี 2561 ที่ผ่านมา ราคาขายคอนโดฯในกรุงเทพฯเพิ่มขึ้นเฉลี่ยอยู่ที่ 7.6% และแนวโน้มเฉลี่ยของราคาคอนโดฯเปิดขายใหม่ ในปี2562คาดว่ายังคงเพิ่มสูงขึ้น หรือทรงตัว แต่ในอัตราที่ลดลงซึ่งไม่ถึงขั้นติดลบ  ซึ่งจะสะท้อนกำลังซื้อจริงได้มากขึ้น สำหรับทำเลที่ดีมานดยังมีความต้องการสูง ได้แก่ จตุจักร,ห้วยขวาง และพญาไท-ราชเทวีส่วนพื้นที่ที่ควรหลีกเลี่ยงในการลงทุน ได้แก่ สายสีม่วง-นนทบุรี, สายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย และบางกอกน้อย-บางพลัด

 

สำหรับตลาดกลาง-บน ยังมีดีมานด์ เพราะมนุษย์เงินเดือนยังมีการปรับเงินเดือนอย่างต่อเนื่อง หากยังมีกำลังซื้อจากรายได้ประจำ ขณะเดียวกันผู้ประกอบการควรเน้นระบายสต๊อกตลาดระดับล่างรวมไปถึงเลี่ยงการพัฒนาโครงการในตลาดระดับล่าง และพิจารณาในทำเลที่ยังแข่งขันได้ เนื่องจากปัญหาหนี้ครัวเรือนและมาตรการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (Loan to Value: LTV)ของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)

 

ขณะที่ราคาที่ดินก็มีการปรับขึ้นสูงต่อเนื่อง เช่นเดียวกับค่าแรงก็ปรับเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน ดังนั้นราคาที่อยู่แบบฟรีโฮลด์ (Freehold) อาจราคาสูงไปสำหรับลูกค้าบางกลุ่ม ดังนั้น อสังหาฯแบบลีสโฮลด์ (Leasehold)จะมีบทบาทมากขึ้น ด้านการร่วมทุนระหว่างผู้ประกอบการไทยกับต่างชาติจะมีเพิ่มมากขึ้นจาก 26%  ในปี2561 เพิ่มเป็น 30% ในปีนี้ผู้ประกอบการที่จะจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯควรสำรองเงินสดไว้ให้ได้มากที่สุด

 

ดังนั้นกลยุทธ์ที่ผู้ประกอบการจะต้องเร่งดำเนินการคือ เร่งระบายสต๊อกระดับกลาง-ล่างให้มากที่สุด และเน้นการลงทุนคอนโดฯระดับกลาง-บน โดยตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่สร้างความแตกต่างที่เป็นดีมานด์เฉพาะกลุ่ม  ส่วนผู้ประกอบการที่จะนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ อาจจะมีความเสี่ยงเรื่องราคา

 

tag :
AP AssetWise EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC sansiri SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง