มาตรการ DSR กลุ่มเปราะบาง… กระทบการโตสินเชื่อรายย่อย 0.5%

จากกระแสข่าวช่วงประมาณ 1 เดือนที่ผ่านมา น่าจะเป็นสัญญาณที่ยืนยันได้ว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อยู่ระหว่างการดำเนินการใน 2 เรื่องสำคัญเพื่อดูแลประเด็นที่เกี่ยวกับปัญหาหนี้ครัวเรือน ได้แก่ 1. การกำหนดแนวทางการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้ากลุ่มเปราะบาง ควบคู่ไปกับ 2.การเตรียมกำหนดมาตรฐานกลางสำหรับการปล่อยสินเชื่อโดยพิจารณาจากภาระหนี้ต่อรายได้ (DSR) โดยขณะนี้ ยังคงอยู่ระหว่างรอการเปิดเผยรายละเอียดอย่างเป็นทางการจากธปท. อย่างไรก็ดี ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง พร้อมกับประเมินผลในเบื้องต้น เฉพาะสำหรับมาตรการส่วนแรก นั่นคือ การกำหนดแนวทางการปล่อยสินเชื่อสำหรับลูกค้ากลุ่มเปราะบางที่อาจจะเกิดขึ้นไว้ดังนี้
โดยเป้าหมายแรกของการกำหนดแนวทางการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้ากลุ่มเปราะบาง เน้นที่กลุ่มผู้กู้ที่มีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาท/เดือน นำร่องโดยธนาคารพาณิชย์และบริษัทลูกของธนาคาร ซึ่งจะต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นในการอนุมัติสินเชื่อก้อนใหม่ (New Booking) ให้กับลูกค้ากลุ่มดังกล่าว ทั้งนี้ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธ.พ.)    และบริษัทลูกจะต้องคำนึงถึงความสอดคล้องกันระหว่างความสามารถในการชำระคืนหนี้และสถานะของรายได้ของผู้กู้กลุ่มนี้มากขึ้นในการพิจารณาอนุมัติผลิตภัณฑ์สินเชื่อรายย่อยก้อนใหม่  หรือให้วงเงินเพิ่มเติมแก่ลูกค้าเดิม โดยหลังจากที่รวมภาระของสินเชื่อก้อนใหม่แล้ว สัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ (DSR) ของลูกค้ากลุ่มนี้ ไม่ควรอยู่สูงกว่าระดับ 70%

 

จากรายงานของศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า จากข้อมูลในเบื้องต้น คาดว่า ผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่สถาบันการเงินจะต้องอนุมัติอย่างระมัดระวังมากขึ้นให้กับกลุ่มผู้กู้ที่มีความเปราะบาง น่าจะอยู่ในกลุ่มสินเชื่อรายย่อย ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อซึ่งมีที่อยู่อาศัย/ยานพาหนะเป็นหลักประกัน (Home for Cash/Car for Cash) และสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ ซึ่งสร้างภาระการผ่อนชำระเป็นเวลานาน รวมถึงสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน สินเชื่อส่วนบุคคลที่หักงวดผ่อนชำระจากบัญชีธนาคาร และสินเชื่อสำหรับการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันอื่นๆ ขณะที่อาจมีข้อยกเว้นสำหรับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งได้รับการดูแลจากเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย หรือมาตรการ LTV ไปแล้วก่อนหน้านี้  รวมถึงสินเชื่อซึ่งผู้กู้มีวัตถุประสงค์ในการประกอบอาชีพ เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อสภาพคล่องของผู้ประกอบการ

 

 

สำหรับผลกระทบจากเงื่อนไขที่เข้มงวดขึ้นสำหรับการปล่อยสินเชื่อแก่ผู้กู้กลุ่มเปราะบางของ ธ.พ. นั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสินเชื่อธ.พ. น่าจะอยู่ในกรอบประมาณ 1-20% ของยอดสินเชื่อรายย่อยปล่อยใหม่รวมของธ.พ.และบริษัทลูกแต่ละแห่ง หากยังคงมีลักษณะการปล่อยสินเชื่อในแบบเดิมก่อนที่มาตรการมีผล ซึ่งระดับของผลกระทบจะมีความแตกต่างกันตามโครงสร้างของฐานลูกค้า และการกระจุกตัวของพอร์ตผลิตภัณฑ์สินเชื่อรายย่อย โดยธ.พ.และบริษัทลูกที่เน้นขยายฐานลูกค้าในกลุ่มที่มีรายได้ระดับกลาง-ล่าง และ/หรือมีความเชี่ยวชาญเฉพาะในผลิตภัณฑ์สินเชื่อเพียงบางประเภท ก็อาจต้องเพิ่มความเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อก้อนใหม่ และเตรียมวางแนวทางและกลยุทธ์เพื่อปรับตัวในระยะข้างหน้า

ส่วนผลต่อภาพรวมสินเชื่อรายย่อยของระบบธนาคารพาณิชย์นั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ผลกระทบจากเงื่อนไขการปล่อยกู้กลุ่มเปราะบางดังกล่าวต่ออัตราการเติบโตของสินเชื่อรายย่อยของระบบธ.พ.ไทยปีนี้ น่าจะอยู่ที่ประมาณ 0.5% ซึ่งอาจกดดันให้ภาพรวมการเติบโตของสินเชื่อรายย่อยของระบบธ.พ.ไทยที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ไว้ที่ 6.5% มีโอกาสชะลอลงมาอยู่ที่ 6.0% ซึ่งเป็นกรอบล่างของช่วงประมาณการที่ 6.0-7.0% โดยในการวิเคราะห์ผลกระทบดังกล่าว มีสมมติฐานหลัก 2 ข้อ คื

1.ธ.พ. และบริษัทลูกทยอยเริ่มเดินตามแนวทางดูแลการปล่อยสินเชื่อโดยคำนึงถึงสัดส่วน DSR ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมตั้งแต่ในช่วงไตรมาส 3/2562 เป็นต้นไป

2.ธ.พ.และบริษัทลูกไม่สามารถขยายฐานลูกค้ารายย่อยไปยังกลุ่มอื่นๆ ซึ่งไม่มีปัญหาความเปราะบางทางการเงิน มีสัดส่วน DSR ไม่สูง หรือมีฐานรายได้สูงกว่า 30,000 บาทต่อเดือนมาทดแทนได้

อย่างไรก็ดี ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ผลกระทบสุทธิที่ท้ายสุด ยังคงขึ้นอยู่กับรายละเอียดที่ชัดเจนของแนวทางจากธปท. และความยืดหยุ่นในการรับมือ/บริหารจัดการ และปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการปล่อยสินเชื่อของธ.พ.และบริษัทลูก ที่คงจะต้องมีการเพิ่มสัดส่วนน้ำหนักการปล่อยสินเชื่อไปยังลูกค้ากลุ่มอื่นที่มีความสามารถในการชำระหนี้มากขึ้นในช่วงที่เหลือของปี นอกจากนี้แนวทางการดูแลการปล่อยสินเชื่อในเชิงคุณภาพดังกล่าว น่าจะช่วยทำให้ธนาคารพาณิชย์สามารถติดตามดูแลลูกค้าที่เป็นกลุ่มเสี่ยงได้อย่างรวดเร็วและใกล้ชิดมากขึ้น ซึ่งย่อมจะช่วยให้คุณภาพหนี้ของสินเชื่อที่ปล่อยใหม่ดีขึ้น และช่วยลดแรงกดดันต่อการบริหารจัดการปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ลงได้อีกทางหนึ่ง

เมื่อมองต่อไปในระยะข้างหน้า ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า จุดจับตาที่อาจมีผลกระทบมากกว่าจะอยู่ที่มาตรฐานการปล่อยสินเชื่อโดยพิจารณาภาระหนี้ต่อรายได้ (DSR) ซึ่งขณะนี้ น่าจะอยู่ระหว่างการเตรียมกำหนดนิยาม/ประเภทของรายได้ โดยเฉพาะการคำนวณรายได้กรณีที่ผู้กู้ไม่มีรายได้ประจำ รวมไปถึงการคำนวณภาระหนี้สิน และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ซึ่งจะทำให้สถาบันการเงินแต่ละแห่ง สามารถประเมินข้อมูลความสามารถในการชำระหนี้และรายได้สุทธิของผู้กู้ ตลอดจนความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อบนมาตรฐานเดียวกัน ทั้งนี้ หากมาตรฐานกลางสำหรับการคำนวณสัดส่วน DSR มีความเข้มงวดมากขึ้น ก็อาจส่งผลกระทบต่อการพิจารณาสินเชื่อก้อนใหม่ของสถาบันการเงินให้แก่ผู้กู้รายย่อยที่มีภาระหนี้บางส่วนอยู่ก่อนแล้วได้ในอนาคต    

 

tag :
AP EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC SC SC ASSET supalai การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวบ้าน ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง