SCB มองเงินบาทในช่วง 3 เดือนข้างหน้าอ่อนค่าในกรอบ แนะลูกค้าทำธุรกรรมป้องกันความเสี่ยงเงินบาทผันผวน

กลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB FM) มองว่า เงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐจะยังผันผวนสูงและมีแนวโน้มอ่อนค่าลงได้ จาก 1) นโยบายการเงินโลกที่จะสวนทางกันมากขึ้น เพราะธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และ ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่อง ขณะที่ธนาคารกลางจีน (PBOC) ผ่อนคลายนโยบายการเงิน และ 2) ความไม่แน่นอนของการเมืองไทยยังมีอยู่ ทั้งเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลและการดำเนินนโยบายภาครัฐในระยะต่อไป ซึ่งจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ทาง SCB FM ประเมินว่า เงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐน่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 34.35-35.35 ในช่วง 1 ถึง 3 เดือนข้างหน้านี้ จึงแนะให้ลูกค้าป้องกันความเสี่ยงเงินบาทอ่อนค่า โดยลูกค้านำเข้าอาจพิจารณาซื้อ Call Spread
นายแพททริก ปูเลีย
นายแพททริก ปูเลีย ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB FM เปิดเผยว่า เงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐในไตรมาสที่ผ่านมาอ่อนค่าลงจากหลายปัจจัยด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐหลังนักลงทุนปรับมุมมองว่า Fed อาจขึ้นดอกเบี้ยต่อได้ เศรษฐกิจจีนที่ชะลอลงกว่าที่ตลาดคาดทำให้เงินหยวนซึ่งมีความสัมพันธ์กับเงินบาทสูงอ่อนค่าลง และความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศที่ส่งผลให้เงินทุนไหลออกจากตลาดการเงินไทย ทั้งตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรรัฐบาล เงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐจึงอ่อนค่าลงราว 1.30% ในไตรมาสที่ 2 ปีนี้ อย่างไรก็ดี หากเปรียบเทียบกับสกุลเงินอื่นในภูมิภาคพบว่า การอ่อนค่าของเงินบาทยังน้อยกว่า ทำให้ดัชนีค่าเงินบาท (NEER) แข็งค่าขึ้นราว 1.20%

อัตราแลกเปลี่ยนที่ผันผวนสูง ทำให้มีลูกค้าเข้ามาทำธุรกรรมป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน (FX hedging) กับทางธนาคารเพิ่มขึ้นในไตรมาสที่ผ่านมา โดยธนาคารประเมินว่าปริมาณการทำธุรกรรม FX forward ในไตรมาสที่ 2 ปีนี้ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนราว 10% ซึ่งธุรกรรมส่วนหนึ่งมาจากกลุ่มธุรกิจทองคำที่มีการซื้อขายมากขึ้นในช่วงที่ราคาทองคำผันผวนสูง และการส่งเงินกลับต่างประเทศ (Dividend payout) ของกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่มักจะมีมากในไตรมาสที่ 2 ของปี

นายแพททริก กล่าวต่อว่าสำหรับในระยะต่อไป นโยบายการเงินโลกจะมีความแตกต่างกันมากขึ้น โดยถึงแม้ Fed อาจไม่ขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนมิถุนายน แต่ก็มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยต่อในเดือนกรกฎาคมเนื่องจากเงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มลดลงช้า ส่วนในยุโรป ECB น่าจะขึ้นดอกเบี้ยต่อได้อีก 2 ครั้งในปีนี้ อย่างไรก็ดี PBOC ล่าสุดได้ลดดอกเบี้ย 7-days reverse repo จาก 2.0% มาอยู่ที่ 1.90% ทำให้นโยบายการเงินของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วและกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาสวนทางกันมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้เงินทุนเคลื่อนย้ายสู่ EMs อาจลดลง และกดดันให้เงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าต่อได้ นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนของการเมืองไทยก็ยังมีอยู่ ทั้งเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลและการดำเนินนโยบายภาครัฐในระยะต่อไป ซึ่งจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและทิศทางค่าเงินบาท ทาง SCB FM ประเมินว่า เงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐน่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 34.35-35.35 ในช่วง 1 ถึง 3 เดือนข้างหน้านี้

ด้วยเหตุนี้ จึงแนะให้ลูกค้าป้องกันความเสี่ยงเงินบาทอ่อนค่า โดยลูกค้านำเข้าอาจพิจารณาซื้อ Call Spread ระยะเวลา 3 เดือน โดยมีราคาใช้สิทธิที่ 34.60 และป้องกันความเสี่ยงถึงระดับราคาที่ 35.30 ส่วนลูกค้าส่งออกที่สามารถรอได้ SCB FM แนะนำรอจังหวะขายเงินดอลลาร์สหรัฐ Spot ภายในระยะราว 3 เดือนข้างหน้า ซึ่งน่าจะได้ช่วงราคา 35.20-35.40 เพื่อเข้าทำธุรกรรม FX Forward ต่อไป

tag :
AP AssetWise EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC sansiri SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง