ESTAR เผยฟรีวีซ่า 6 เดือนยังไม่เอื้อภาคอสังหาฯ เผย 2 คอนโดฯทำเล “พร้อมพงษ์”ยอดขายสวนกระแสโควิด-19

อีสเทอร์น สตาร์ฯเผยมติครม.ฟรีวีซ่า 6 เดือน ยังไม่เอื้อภาคอสังหาฯ แต่อาจรับอานิสงส์พนักงานภาคธุรกิจท่องเที่ยว มีรายได้คงตัว ส่งผลมีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยเพิ่ม ด้านแผนพัฒนาโครงการทำเลสุขุมวิท ระบุปัจจุบันเปิดขายคอนโดฯโลว์ไรส์ 2 โครงการ “ควินทารา ภูม สุขุมวิท 39” ,”ควินทารา มาย‘เซน พร้อมพงษ์” ยอดขายพุ่งแล้ว 70%และ 50% พบลูกค้าคนไทยขานรับดี ปล่อยเช่าราคาสูง ผลตอบแทนการลงทุน 4% ต่อปี เชื่ออสังหาฯครึ่งปีหลังยังเผชิญความท้าทายจากหนี้ครัวเรือน ไลฟ์สไตล์ Gen Z ก็หันเช่าบ้านมากกว่าซื้อ วอนรัฐปรับเกณฑ์  LTV ใหม่ เอื้อต่อการกู้ซื้อบ้านและคอนโดฯหลังแรก
นายไพโรจน์ วัฒนวโรดม
นายไพโรจน์ วัฒนวโรดม กรรมการผู้จัดการ บริษัท อีสเทอร์น สตาร์ เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ ESTAR เปิดเผยว่า จากการที่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)รัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี มีมติให้ฟรีวีซ่านักท่องเที่ยวจีนและคาซัคสถาน ตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2566-29 กุมภาพันธ์ 2567 นั้นมองว่า การให้ฟรีวีซ่านักท่องเที่ยว ต้องมีความระมัดระวัง เรื่อง ความไม่พร้อมสถานที่ และเจ้าที่หน้าที่อำนวยความสะดวกกับนักท่องเที่ยว เพราะถ้าไม่พร้อมจะไม่เป็นการสร้างรายได้ มีแต่เสียชื่อเสียง รวมถึงความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวที่หลากหลาย ดังนั้นหน่วยงานรัฐบาลต้องมีความพร้อม เพราะ อาจทำให้ นักท่องเที่ยวชาติอื่นๆชะลอการเข้ามาเที่ยว เพราะความปลอดภัยและความเรียบร้อย

แต่ในส่วนของภาคอสังหาฯนั้นมองว่า มาตรการระยะสั้นนี้คงไม่มีผลกับการซื้อที่อยู่อาศัยของชาวต่างชาติ สำหรับในส่วนชาวจีนที่ผ่านมาก็เป็นการซื้อผ่านเอเจนท์อยู่แล้ว แต่มาตรการดังกล่าววหากช่วยกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวให้ฟื้นตัวดีขึ้น จะช่วยให้พนักงานโรงแรมหรือธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง มีรายได้ที่ต่อเนื่อง ก็จะส่งผลให้มีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยตามมา ภาคอสังหาฯก็จะได้รับอานิสงส์

สำหรับในส่วนแผนการพัฒนาโครงการของบริษัทในทำเลสุขุมวิทนั้น ที่ผ่านมา ESTAR ได้พัฒนาโครงการแนวสูงบนเส้นทำเลสุขุมวิทแล้ว 4 โครงการ คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 4,400 ล้านบาท โดยแต่ละโครงการต่างได้รับผลตอบรับที่ดีจากลูกค้า ได้แก่ โครงการควินทารา ทรีเฮาส์ สุขุมวิท 42 ปัจจุบันปิดการขายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว, โครงการควินทารา อาเท่ สุขุมวิท 52 มียอดขาย 98% คาดว่าจะปิดการขายและพร้อมโอนได้ภายในปีนี้,โครงการควินทารา ภูม สุขุมวิท 39 มียอดขาย 70% และควินทารา มาย’เซน พร้อมพงษ์ มียอดขาย 50%

“จากการวิเคราะห์ในศักยภาพทำเล พร้อมพงษ์ จัดอยู่หนึ่งใน 3 ของทำเล (อโศก พร้อมพงษ์ และทองหล่อ)ที่มีศักยภาพมากที่สุดบนเส้นถนนสุขุมวิท รวมไปถึงทั้งกรุงเทพฯ เพราะเป็นทำเลโซนชั้นในของเมือง อีกทั้งเส้นพร้อมพงษ์ยังเป็นย่านที่อยู่อาศัยชั้นดี เต็มไปด้วยบ้านหลังใหญ่และต้นไม้ขนาดใหญ่ จึงมีสภาพแวดล้อมที่ดี เงียบ สงบ และนับวันที่ดินจะหายาก จึงคุ้มค่าทั้งการซื้ออยู่อาศัยเองและซื้อไว้ลงทุนปล่อยเช่า ซึ่ง ณ ปัจจุบันราคาเฉลี่ยที่อยู่อาศัยย่านพร้อมพงษ์อยู่ที่ 220,000 บาท/ตารางเมตร ขณะที่ราคาที่ดินในช่วงปี 2566-2569 จะอยู่ที่ประมาณ 363,000 บาท/ตารางวา โดยหากซื้อลงทุน จะมี Capital Gain ที่ 4.0% ต่อปี และGoss Rental Yield 4.7% สามารถปล่อยเช่าได้ประมาณ 23,000-85,000 บาท/เดือน”นายไพโรจน์ กล่าว

จากความเป็นทำเลชั้นดี ในช่วงปี 2564 บริษัทฯจึงได้นำที่ดินกว่า 2 ไร่ ที่ตั้งอยู่ในซอยพร้อมพงษ์ หรือซอยสุขุมวิท 39 มาพัฒนาเป็นโครงการ “ควินทารา ภูม สุขุมวิท 39”ในรูปแบบขอคอนโดมิเนียมประเภท Low Rise สูง 8 ชั้น จำนวน 2 อาคาร โดยออกแบบให้เป็นห้องชุดแบบ 1 ห้องนอน พื้นที่ตั้งแต่ 28-38 ตารางเมตร และแบบ 2 ห้องนอน พื้นที่ตั้งแต่ 58-64 ตารางเมตร ในราคาเริ่มต้นเพียง 2.99-7 ล้านบาท รวม 323 ยูนิต มูลค่าโครงการ 1,300 ล้านบาท หากเมื่อคำนวณแล้วราคาขายเฉลี่ยของโครงการอยู่ที่ประมาณ 100,000 บาท/ตารางเมตร ซึ่งถือว่าราคาดีและคุ้มที่สุดในทำเลนี้ เนื่องจากพร้อมพงษ์เป็นทำเลยอดนิยมของทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ รวมถึงประชากรแฝงที่เข้ามาทำงานในย่านดังกล่าว

โดยแม้ว่าโครงการดังกล่าวจะเปิดขายในช่วงวิกฤติโควิด-19 ยังแพร่ระบาด แต่ปรากฏว่าได้รับผลตอบรับที่ดีจากคนไทย ซึ่งกลุ่มลูกค้าในย่านพร้อมพงษ์ หลักๆ แบ่งสัดส่วนเป็น 51% ส่วนใหญ่เป็นพนักงานบริษัทเอกชน ย่านพร้อมพงษ์-อโศก พนักงงานโรงแรม รวมถึงบุคลากรจากโรงพยาบาลชั้นนำ และ 21% คือกลุ่มเจ้าของกิจการในรัศมีรอบโครงการ รวมถึงกลุ่มผู้ปกครอง นักศึกษามหาวิทยาลัยในย่านนั้น นอกจากนี้อีก 8% จะเป็นพนักงานในหน่วยงานภาครัฐต่างๆ และอื่นๆ อีก 20% จะเป็นลูกค้าที่ตั้งใจเข้ามาซื้อเพื่อการลงทุน ทำให้มียอดขายสูงถึง 70% โดยยอดดังกล่าวเป็นชาวต่างชาติเพียงกว่า 10% เป็นลูกค้าชาวต่างชาติ ที่เป็นชาวจีนและยุโรป  ซึ่งราคาเฉลี่ยที่เปิดขายในช่วงแรกจะอยู่ที่ 90,000 บาทต่อตารางเมตร ปัจจุบันปรับขึ้นไปที่เฉลี่ย 12,000 บาท/ตารางเมตร หรือประมาณ 15% และสามารถปล่อยเช่าได้ในราคาตั้งแต่ 15,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป และคาดว่าสินค้าเหลือขายอีกประมาณ 30% ที่คิดเป็นมูลค่าโอนประมาณ 400 ล้านบาท จะสามารถปิดการขายได้ภายในปี 2567

ดังนั้นโครงการ “ควินทารา ภูม สุขุมวิท 39” จึงถูกวางคอนเซปต์และการออกแบบที่ให้สอดคล้องกับพื้นที่ทำเล โดยหยิบยกเอกลักษณ์ของบ้านเรือนไทย “เรือนไทยหมู่” มาสร้างเสน่ห์ความงดงามให้กับการอยู่อาศัย เชื่อมโยงอารมณ์ความรู้สึกเหมือนอยู่บ้านด้วยพื้นที่ส่วนกลางที่ชั้น 4 ที่ออกแบบให้ เสมือนชานพักผ่อนของทุกคนครอบครัว พร้อมสวนสวยที่ทอดยาวต่อเนื่องตลอดแนวอาคาร สร้างทัศนียภาพที่สวยงามและสอดคล้องเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ ขณะที่การเดินทางสัญจรเข้า-ออก โครงการนั้น แม้จะอยู่ในซอย แต่ก็ถือว่าอยู่ในทำเลที่เชื่อมต่อ เดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้า BTS สถานีพร้อมพงษ์ รถยนต์ และสามารถเข้าออกได้หลากหลายเส้นทางทั้งทางอโศก สุขุมวิท ทองหล่อ และเพชรบุรี นอกจากนี้ยังรายล้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกชั้นนำบนย่านลักชัวรี สไตล์ ได้แก่ ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียเอ็มโพเรียม อาหาร คาเฟ่ จำนวนมาก นอกจากนี้ยังใกล้กับสถาบันการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาศรีนครินทวิโรฒ ประสานมิตร โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย โรงเรียนนานาชาติเอกมัย รวมไปถึงโรงพยาบาลชั้นนำ อาทิ โรงพยาบาลสมิติเวช โรงพยาบาลกรุงเทพ และโรงพยาบาลคามิลเลียน เป็นต้น

“สุขุมวิทคือโซนผู้ดีเก่า ที่มีการศึกษและมีฐานะทางการเงิน จึงนำคอนเซ็ปต์มาออกแบบที่นี่ จึงเป็น SarRIED Man ที่มุ่งเน้นกลุ่มวัยทำงานที่มีเงินเดือนประมาณ 30,000-50,000 บาท/เดือน รวมไปถึงกลุ่มผู้ปกครองนักเรียน นักศึกษา ในสถาบันการศึกษาที่อยู่โซนสุขุมวิท และข้าราชการ พนักงานโรงแรม-โรงพยาบาล ด้วย”นายไพโรจน์ กล่าว

ส่วนอีกโครงการในทำเลสุขุมวิท ที่อยู่ระหว่างการเปิดขายในขณะนี้คือ โครงการ “ควินทารา มาย‘เซน พร้อมพงษ์”ตั้งอยู่บนพื้นที่ 2 ไร่ พัฒนาในรูปแบบขอคอนโดมิเนียม 8 ชั้น 2 อาคาร ขนาดตั้งแต่ 21-65 ตารางเมตร ราคาขายเริ่มต้นที่ 2.49-6 ล้านบาท หรือราคาเฉลี่ยที่ 111,000 บาทต่อตารางเมตร จำนวน 276 ยูนิต มูลค่าโครงการ 1,000 ล้านบาท  มีจุดเด่น ดีไซน์สไตล์วิถีความเป็นเซน คือเรียบง่าย สบาย และลงตัว การออกแบบห้องพักที่ทั้งแบบสตูดิโอ 1 ห้องนอน และมีขนาดแบบ 1 ห้องนอนใหญ่ อีกทั้งยังมีแบบ 2 ห้องนอน ขนาดเริ่มต้น โดยเปิดการขายเมื่อปลายปี 2565 ที่ผ่านมา ปัจจุบันมียอดพรีเซลแล้วกว่า 50%ขณะนี้อยู่ในระหว่างการก่อสร้าง โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จและพร้อมเปิดตัวในช่วงไตรมาส 4/2567

“ทั้งนี้บริษัทฯ คาดการณ์สถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ครึ่งหลัง 2566 ต่อจากนี้ อันเนื่องจากปัญหา อันได้แก่ ภาวะหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น ขณะที่ประชากรในประเทศไทยเป็นสังคมสูงวัยมากขึ้น สำหรับในประชากรกลุ่ม Gen Z ก็จะมีวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป คือนิยมเช่าบ้านมากกว่าซื้อ อีกทั้งในส่วนของราคาที่ดินที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ทำให้ต้นทุนการก่อสร้างสูง ที่อยู่อาศัยจึงปรับขึ้นสูงตาม จึงทำให้ผู้บริโภคหันไปอยู่ทำเลนอกเมืองมากขึ้น แต่ก็จะมีต้นทุนค่าครองชีพและเดินทางที่ตามมา ซึ่งภายใต้ข้อจำกัดเบื้องต้นจากปัจจัยดังกล่าว จึงทำให้ ESTAR มุ่งมั่นพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยบนความคุ้มค่า คุ้มราคา และมีไลฟ์สไตล์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคให้มากที่สุด และหากทางภาครัฐมีส่วนช่วยในการสนับสนุนหรือเพิ่มนโยบายการซื้อบ้านหลังแรกอย่างอีกครั้ง พร้อมปรับเกณฑ์มาตรการกำกับสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย (Loan to Value : LTV) ใหม่ เอื้อต่อการกู้ซื้อบ้านและคอนโดฯหลังแรก ก็จะเอื้อประโยชน์ให้กับลูกค้าและสร้างความคล่องตัวในภารอสังหาริมทรัพย์มากขึ้น” นายไพโรจน์ กล่าวในที่สุด

tag :
AP AssetWise EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC sansiri SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง