“แอล ดับเบิลยู เอสฯ”ประเมินเปิดตัวโครงการใหม่กทม.-ปริมณฑลปี’68แนวโน้มชะลอตัว

แอล ดับเบิลยู เอสฯประเมินภาพรวมการเปิดตัวโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑลปี 2568 มีแนวโน้มชะลอตัว เมื่อเทียบกับปี 2567 ผลจากกำลังซื้อชะลอตัว สถาบันการเงินคุมเข้มปล่อยกู้ แถม“โครงการบ้านเพื่อคนไทย” แย่งดูดซับกำลังซื้อตลาดกลาง-ล่าง ขณะที่ปริมาณสินค้าคงเหลือมีอยู่สูงในระบบ และต้องใช้เวลาในการระบายอย่างน้อย 2-3 ปี

ประพันธ์ศักดิ์ รักษ์ไชยวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัทแอล ดับเบิลยู เอส วิสดอม แอนด์ โซลูชั่นส์​ จำกัด ในเครือบริษัทแอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงแนวโน้มการเปิดตัวที่อยู่อาศัยใหม่ในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑลปี 2568 ว่า มีแนวโน้มที่จะชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับปี 2567 โดยบริษัทได้คาดการณ์ความเป็นไปได้ในการเปิดตัวโครงการใหม่ที่คำนึงถึงอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ และกำลังซื้อ คือ

กรณีที่ดีที่สุด (Best Case) เป็นการคาดการณ์บนพื้นฐานจากสถานการณ์เศรษฐกิจไทยเติบโต 2.8-3% และ 3% ตามการคาดการณ์ของธนาคารแห่งประเทศไทยและสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่ประเมินว่าสถานการณ์การท่องเที่ยวจะเติบโตได้เท่ากับช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาดของ COVID-19 การลงทุนของภาครัฐเป็นไปตามแผนที่วางไว้ ภาคส่งออกยังคงเติบโตได้ การลงทุนของภาคเอกชนเติบโต และภาคการบริโภคภายในประเทศฟื้นตัวจากมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ครัวเรือนของภาครัฐและราคาพลังงานทรงตัวในระดับที่ไม่เกิน 100 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ทำให้อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ระดับไม่เกิน 1.5% จะทำให้ปี2568 มีการเปิดตัวโครงการอสังหาริมทรัพย์ใหม่ในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ประมาณ 62,000-65,000 ยูนิต คิดเป็นมูลค่าประมาณ 403,000 – 422,000 ล้านบาท หรือเติบโตประมาณ 3 – 7%  เมื่อเทียบกับปี 2567 ที่มีจำนวนโครงการเปิดตัวใหม่ในพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑลจำนวน 349 โครงการ รวม 60,386 ยูนิตมูลค่ารวม 407,204 ล้านบาท ลดลง 20.13% , 39.01% และ  25.18% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับปี 2566

ส่วนมูลค่าการโอนกรรมสิทธิที่อยู่อาศัยใหม่ทั่วประเทศในปี 2568 คาดว่าจะมีจำนวน 360,000-370,000 ยูนิต คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1.02-1.03  ล้านล้านบาท หรือเติบโต 1-2% จากปี 2567 ที่ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคาอาคารสงเคราะห์ คาดว่าจะมีการโอนกรรมสิทธิ์ 350,545 ยูนิต มูลค่า 1,012,760 ล้านบาท

กรณีปกติ (Base Case) เป็นการคาดการณ์บนพื้นฐานจากสถานการณ์เศรษฐกิจไทยเติบโตประมาณ  2-2.5% เป็นผลจากภาคการส่งออกชะลอตัว การลงทุนของภาครัฐล่าช้าจากแผนที่วางไว้ ในขณะที่ภาคการท่องเที่ยว การบริโภคภายในประเทศและการลงทุนของภาคเอกชนยังคงขยายตัวต่อเนื่อง และราคาพลังงานทรงตัวในระดับที่ไม่เกิน 100 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ทำให้อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ระดับไม่เกินร้อยละ 1.5  คาดว่าจะมีการเปิดตัวโครงการอสังหาฯใหม่เขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑลในปี 2568 ประมาณ 56,000 – 61,000 ยูนิต มูลค่าประมาณ 364,000 – 403,000 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปี 2567 หรือเติบโตไม่เกิน 2% และอัตราการโอนกรรมสิทธิมีแนวโน้มใกล้เคียงกับปี 2567 หรือประมาณ 1.012 ล้านล้านบาท

กรณีที่แย่ที่สุด (Worst Case) เป็นการคาดการณ์บนพื้นฐานจากสถานการณ์เศรษฐกิจไทยเติบโตน้อยกว่า 2% ภาคการส่งออกชะลอตัว การลงทุนของภาครัฐไม่สามารถทำได้ตามแผนที่วางไว้ ภาคการบริโภคภายในประเทศยังคงชะลอตัว ผลจากไม่สามารถแก้ไขปัญหาภาระหนี้ครัวเรือนที่สูงได้ ทำให้สถาบันการเงินยังคงเข้มงวดในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ในขณะที่ภาคการท่องเที่ยวและการลงทุนของภาคเอกชนยังคงขยายตัวต่อเนื่อง และราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นเกินกว่า 100 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล อัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ระดับเกินกว่า 2%   จะทำให้ปี 2568 มีการเปิดตัวโครงการอสังหาฯใหม่ ในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ลดลงมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปี 2567 หรือลดลงไม่น้อยกว่า 5% ในขณะที่อัตราการโอนกรรมสิทธิมีแนวโน้มที่จะติดลบเมื่อเทียบกับปี 2567 หรือมีมูลค่าน้อยกว่า 1.012 ล้านล้านบาท

“ปัญหาใหญ่ของภาคอสังหาฯ อยู่ที่สถาบันการเงินเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ทำให้อัตราการปฏิเสธสินเชื่อสูงถึง 70% โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่อาศัยระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ผนวกกับสถาบันการเงินเข้มงวดในการพิจารณาสินเชื่อโครงการ โดยมีข้อกำหนดว่าจะอนุมัติสินเชื่อโครงการเมื่อมียอดขายตั้งแต่ 30-50% ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องชะลอแผนการเปิดตัวโครงการใหม่ๆ หรือยกเลิกการเปิดตัวโครงการไป ในขณะที่สินค้าคงเหลือในระบบยังมีเพียงพอต่อการขายได้ในอีก 2-3 ปี โดยที่ไม่ต้องขึ้นโครงการใหม่ ทำให้ผู้ประกอบการอสังหาฯ หลายแห่งชะลอแผนการเปิดตัวโครงการใหม่ในปี 2568”

ในขณะที่โครงการ”บ้านเพื่อคนไทย”ของรัฐบาล เป็นอีกปัจจัยที่จะมาดูดซับกำลังซื้อที่อยู่อาศัยในระดับกลาง-ล่าง ที่เป็นกำลังซื้อที่มีสัดส่วนไม่น้อยกว่า 40% ของกำลังซื้อทั้งหมด ซึ่งบางทำเลของโครงการบ้านเพื่อคนไทย เช่น ทำเล ก.ม.11 ที่ใกล้กับแนวรถไฟฟ้า เป็นทำเลที่มีศักยภาพและสามารถดึงดูดกำลังซื้อจากกลุ่มผู้ซื้อระดับกลาง กลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่  จึงส่งผลให้ผู้ประกอบการอสังหาฯ จำเป็นต้องทบทวนและปรับแผนธุรกิจให้สอดรับกับกำลังซื้อในตลาด ผนวกกับมาตรการของรัฐ เช่น การลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองที่หมดอายุไปเมื่อวันที่ 31 ธันวาคมที่ผ่านมา ทำให้ต้นทุนในการซื้อที่อยู่อาศัยสูงขึ้น ถึงแม้บริษัทอสังหาฯ อาจจะยังคงลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองให้กับลูกค้าของตัวเอง เพื่อจูงใจให้มีการซื้อและโอนที่อยู่อาศัยก็ตาม แต่ก็ทำให้ต้นทุนในการทำธุรกิจของผู้ประกอบการสูงขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการอสังหาฯ จำเป็นที่จะต้องทบทวน และหามาตรการทางการตลาดที่เหมาะสมให้สอดคล้องกับกำลังซื้อในปัจจุบัน การชะลอแผนเปิดตัวโครงการใหม่ และเน้นการขายสินค้าคงเหลือที่เป็นต้นทุนเดิม จึงเป็นทางเลือกของผู้ประกอบการอสังหาฯ ในปี 2568

มูลค่าการเปิดตัวโครงการใหม่กรุงเทพฯ – ปริมณฑลปี 2567 ลดลงเกือบ 40%

ในขณะที่ปี 2567 ที่ผ่านมามีจำนวนโครงการเปิดตัวใหม่ในพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล  349 โครงการ จำนวน 60,386 ยูนิต มูลค่ารวม 407,204 ล้านบาท ลดลง 20.13 % , 39.01% และ 25.18% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับการเปิดตัวโครงการใหม่ในปี 2566  ทั้งหมด 437 โครงการ จำนวน 99,012 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 544,265 ล้านบาท  ในจำนวนนี้เป็นการเปิดตัวคอนโดมิเนียม 69 โครงการ จำนวน 26,750 ยูนิต มูลค่ารวม 120,574 ล้านบาท ลดลง 28.12%, 42.42% และ 22.69% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับการเปิดตัวคอนโดฯ 96 โครงการ จำนวน 46,464 ยูนิต มูลค่า 155,968 ล้านบาทในปี 2566 ส่วนบ้านพักอาศัยระดับราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาทมีการเปิดตัวใหม่จำนวน 165 โครงการ รวม 26,760 ยูนิต มูลค่า 125,234 ล้านบาท ลดลง 29.48%,  38.35% และ  34.86% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับจำนวนโครงการเปิดตัว  234 โครงการ จำนวน 43,410 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 192,264 ล้านบาทในปี 2566

ในขณะที่การเปิดตัวโครงการบ้านจัดสรรระดับราคาตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไปมีทั้งสิ้น 120โครงการ จำนวน 6,876 ยูนิต คิดเป็นมูลค่า 161,397ล้านบาท (ในจำนวนนี้มี 5 โครงการที่มีราคาขาย 6 – 15 ล้านบาท ราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาท และมากกว่า 10 ล้านบาทขึ้นไปอยู่ในโครงการเดียวกัน ทำให้มีการนับจำนวนโครงการซ้ำระหว่างบ้านพักอาศัยราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาท และมากกว่า 10 ล้านบาท) โดยจำนวนโครงการที่เปิดตัวใหม่เพิ่มขึ้น  3.44% ในขณะที่จำนวนหน่วย และมูลค่าโครงการลดลง  24.75%และ 17.66% ตามลำดับ เมื่อเทียบกับจำนวนการเปิดตัว 116 โครงการ จำนวน 9,138 หน่วย มูลค่า 196,033 ล้านบาท ในปี 2566

tag :
AP AssetWise EEC LPN MQDC ORI origin PS REIC sansiri SC SC ASSET การเคหะแห่งชาติ ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง