สัญญาณการชะลอตัวของเศรษฐกิจในประเทศและระดับโลกส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อเนื่องมายังภาคอสังหาริมทรัพย์อย่างเลี่ยงไม่ได้ กำลังซื้อของผู้บริโภคในปัจจุบันหดตัวลงอย่างเห็นได้ชัด อันเนื่องมาจากภาวะหนี้ครัวเรือนที่ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง ค่าครองชีพและอัตราดอกเบี้ย ทำให้ผู้บริโภคส่วนใหญ่เริ่มขาดสภาพคล่องทางการเงิน มั่นใจในการใช้จ่ายลดลง และเลือกที่จะชะลอการตัดสินใจซื้อสินทรัพย์ระยะยาวที่มีราคาสูงออกไปก่อน เพื่อลดภาระการก่อหนี้ ส่งผลให้ซัพพลายในตลาดยังคงค้างอยู่เป็นจำนวนมาก
ซ้ำเติมด้วยความท้าทายครั้งใหญ่จากการอนุมัติการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดของสถาบันการเงิน โดยพบว่าปัญหาอัตราการปฏิเสธสินเชื่อจากธนาคาร (Reject Rate) พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ โดยเฉพาะในกลุ่มที่อยู่อาศัยระดับราคาต่ำถึงปานกลาง ซึ่งเป็นกลุ่มดีมานด์หลักของประเทศ ธนาคารพาณิชย์ต่างเพิ่มความระมัดระวังในการพิจารณาอนุมัติวงเงินกู้เพื่อป้องกันปัญหาหนี้เสีย (NPL) ทำให้ผู้ซื้อที่มีความต้องการที่อยู่อาศัยจริง (Real Demand) จำนวนมาก ไม่สามารถผ่านเกณฑ์การอนุมัติสินเชื่อได้
สถานการณ์ดังกล่าวกลายเป็นโจทย์หินที่บีบให้ผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์หลายรายต้องเผชิญกับภาวะชะงัก ต้องปรับตัวอย่างหนักเพื่อความอยู่รอด ไม่ว่าจะเป็นการชะลอการเปิดตัวโครงการใหม่ การอัดแคมเปญลดแลกแจกแถมเพื่อระบายสต็อกเก่า ตลอดจนการหันมาให้ความสำคัญกับการคัดกรองสถานะทางการเงินของลูกค้าอย่างละเอียดก่อนการยื่นกู้จริง ท่ามกลางบรรยากาศในตลาดที่เต็มไปด้วยความซบเซาและความไม่แน่นอนเช่นนี้ การจะสร้างยอดขายให้เติบโตจึงไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป
แต่ดูเหมือนว่า “แสนสิริ” จะยังคงรักษาความเป็นผู้นำในฐานะผู้พัฒนาอสังหาฯได้อย่างเหนียวแน่น และสร้างปรากฎการณ์ความคึกคักสวนกระแสเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยความสำเร็จจากการเปิดตัวโครงการใหม่ที่ทุบสถิติยอดขายถล่มทลาย เขย่าตลาดให้ตื่นตัวอีกครั้ง ผ่าน 3 ไฮไลต์โครงการสำคัญ คือ
1. “LOVE Charoen Nakhon” คอนโดน้องใหม่ กระแสแรง

เริ่มต้นด้วยโครงการ LOVE Charoen Nakhon (เลิฟ เจริญนคร) หนึ่งในคอนโดไฮไลต์จากแบรนด์น้องใหม่ป้ายแดงที่จับกลุ่มคนรุ่นใหม่ บนทำเลศักยภาพที่กำลังเติบโตอย่างเจริญนคร ซึ่งล่าสุดทำยอดขาย (Presale) สุดปังไปแล้วเกือบ 40% สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในแบรนด์และการออกแบบที่ตอบโจทย์ดีมานด์ที่แท้จริง
2. ปรากฎการณ์ XT 10 Ekkamai แฟนคลับต่อแถวมาราธอน 7 วันเต็ม!

กลายเป็นกระแสทอล์กออฟเดอะทาวน์กับปรากฎการณ์ที่ผู้ซื้อและตัวแทนจำหน่าย ยอมมานอนกางเต็นท์ต่อแถวล่วงหน้าถึง 7 วันเต็ม! เพื่อรอคิวจองคอนโดมิเนียมระดับตัวท็อปอย่าง XT 10 Ekkamai (เอ็กซ์ที เทน เอกมัย) ซึ่งกระแสตอบรับในรอบพรีเซลที่เพิ่งจบไปหมาด ๆ นั้น ออกตัวแรงเกินต้าน สามารถกวาดยอดขายพุ่งพรวดทะลุ 2,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 35% ของมูลค่าโครงการเรียบร้อยแล้ว
3. ยืนหนึ่งตลาดลักชัวรี “นาราสิริ” โชว์ฟอร์มแกร่ง 2 ทำเลทอง


ไม่เพียงแต่ตลาดคอนโดมิเนียมเท่านั้น ในตลาดระดับบน (Luxury Market) แสนสิริยังคงโชว์ฟอร์มได้อย่างทรงพลัง ผ่านโครงการมาสเตอร์พีซในพอร์ต Sansiri Luxury Collection (SLC) อย่าง “นาราสิริ บรมราชชนนี” และ “นาราสิริ วิคตัวร์ กรุงเทพกรีฑา” โดยสามารถกวาดยอดขายในเฟสแรกไปได้อย่างรวดเร็วถึง 2,000 ล้านบาท จนทำให้บริษัทฯ ต้องเดินหน้าเปิดลุยต่อในเฟสใหม่มูลค่า 1,700 ล้านบาท ทันที คาดว่าภายในสิ้นปี 2569 จะสามารถสร้างยอดขายรวมได้มากกว่า 30% ตามเป้าหมาย
ความสำเร็จของแสนสิริในครั้งนี้ เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า แม้ในสภาวะที่ตลาดอสังหาฯ จะซบเซาและคนขาดกำลังซื้อ แต่หากผู้ประกอบการมีความเข้าใจใน Customer Insight อย่างแท้จริง มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นในด้านดีไซน์ ฟังก์ชัน และเลือกสรรทำเลที่มีศักยภาพสูง รวมถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์แสนสิริที่ได้รับความไว้วางใจในเรื่องคุณภาพและการดูแลหลังการขาย ก็ยังคงสามารถขับเคลื่อนยอดขายและสร้างความคึกคักให้กับตลาดอสังหาริมทรัพย์ได้อย่างต่อเนื่อง





