แสนสิริ เดินหน้าต่อยอดความสำคัญกับกลุ่มมิตซุย ฟุโดซัง ผสานความแข็งแกร่งระดับโลก กางโรดแมปความร่วมมือปี 2568-2569 มูลค่าร่วมทุน 28,000 ล้านบาท กับโครงการแนวราบ “เศรษฐสิริ เกรท วงแหวน-จตุโชติ” บ้านเดี่ยวระดับลักชัวรี มูลค่า 3,000 ล้านบาท ตอบโจทย์ผู้ที่มองหาความคุ้มค่าในทุกมิติของการใช้ชีวิตและการลงทุน กระแสตอบรับแรง ปิดการขายเฟสแรกภายในช่วงพรีเซลเพียง 2 วัน

บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เดินหน้าต่อยอดความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ กลุ่มมิตซุย ฟุโดซัง (Mitsui Fudosan Group) พันธมิตรด้านอสังหาฯชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น ที่ร่วมพัฒนาโครงการคุณภาพกับแสนสิริมาอย่างต่อเนื่อง สู่การพัฒนาโครงการล่าสุดอย่าง “เศรษฐสิริ เกรท วงแหวน-จตุโชติ” มูลค่า 3,000 ล้านบาท ถ่ายทอดแนวคิดการอยู่อาศัยระดับลักชัวรี ตอบโจทย์ผู้ที่มองหาความคุ้มค่าในทุกมิติของการใช้ชีวิตและการลงทุน ซึ่งนับเป็นโครงการบ้านเดี่ยวโครงการแรกของความร่วมมือระหว่างทั้งสองบริษัทในปี 2569
ความร่วมมือครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้กลยุทธ์ Strategic Partnership ของแสนสิริ ที่มุ่งสร้างการเติบโตร่วมกับพันธมิตรระดับโลก โดยเฉพาะกลุ่มมิตซุย ฟุโดซัง ตามโรดแมปความร่วมมือพัฒนาโครงการร่วมปี 2568-2569 (มูลค่า JV สองปีร่วม 28,000 ล้านบาท) มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาโครงการที่มีศักยภาพสูงและสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ในระยะยาว ทั้งยังมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นภาพรวมภาคอสังหาริมทรัพย์ไทย และร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ผ่านการลงทุนและพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยระดับลักชัวรีอย่างต่อเนื่อง พร้อมต่อยอดความร่วมมือระหว่างทั้งสององค์กรในอนาคต เพื่อร่วมกันพัฒนาโครงการคุณภาพในทำเลศักยภาพ และสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการอสังหาริมทรัพย์ไทยอย่างต่อเนื่อง

โดยโครงการร่วมทุนล่าสุด “เศรษฐสิริ เกรท วงแหวน-จตุโชติ” บ้านเดี่ยวระดับลักชัวรี บนทำเลศักยภาพจตุโชติ–วงแหวน โดดเด่นด้วยดีไซน์ Berlin Architecture พร้อมออกแบบทุกฟังก์ชันให้เชื่อมต่อกันอย่างลงตัว รองรับการใช้ชีวิตของครอบครัวขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านแบบบ้านจำนวน 4 แบบ พื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 287 – 504 ตารางเมตร บนที่ดินเริ่มต้น 100 ตารางวาขึ้นไป พร้อมพื้นที่ส่วนกลางขนาดใหญ่กว่า 10 ไร่ และทะเลสาบขนาดใหญ่ใจกลางโครงการ ราคาเริ่มต้น 18.99 – 30 ล้านบาท ที่ได้รับการตอบรับอย่างดี โดยสามารถปิดการขายเฟสแรกได้ภายในช่วงพรีเซลเพียง 2 วัน และเดินหน้าเปิดเฟสใหม่ทันที ตอกย้ำทั้งศักยภาพของทำเลกรุงเทพฯ ตอนเหนือ สอดคล้องกับข้อมูลจากกรมธนารักษ์ที่พบว่าราคาที่ดินในย่านนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึงปีละ 8-12% ขณะที่ข้อมูลจากพลัส พร็อพเพอร์ตี้ ระบุว่าราคาบ้านเดี่ยวกลุ่มรีเซล (Resale) ยังมีอัตราการเติบโตต่อเนื่องถึงปีละ 7-9%
ทั้งนี้ ความสำเร็จของการร่วมทุนในครั้งนี้ ยังแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของแสนสิริในด้านศักยภาพทางธุรกิจและสถานะทางการเงินที่มั่นคง โดยผลประกอบการงวด 3 เดือน สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2569 แสนสิริ มีรายได้รวมอยู่ที่ 6,691ล้านบาท และกำไรสุทธิอยู่ที่ 864 ล้านบาท โต 6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ตอกย้ำ ความเชื่อมั่นจากพันธมิตร นักลงทุน และผู้บริโภคที่มีต่อแสนสิริในฐานะผู้นำอสังหาริมทรัพย์ของไทยในระยะยาว





