ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ เผยตลาดที่อยู่อาศัยกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ไตรมาส 2 ปี’69 อาคารชุดยอดขายพุ่ง 19.5%

ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ รายงานสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ และ 5 จังหวัดปริมณฑล ไตรมาส 2 ปี 2569 พบว่า ตลาดส่งสัญญาณปรับตัวเชิงโครงสร้างเพื่อสร้างสมดุลใหม่ โดยผู้ประกอบการชะลอการเปิดโครงการใหม่ ส่งผลให้หน่วยเหลือขายสะสมลดลง 10.2% เหลือ 202,414 ยูนิต ขณะที่ยอดขายได้ใหม่เพิ่มขึ้น 2.6% โดยมีแรงผลักดันหลักจาก ตลาดอาคารชุดที่มียอดขายพุ่งขึ้นถึง 19.5% มีอัตราดูดซับเฉลี่ย 2.4% ต่อเดือน จะใช้เวลาขายอุปทานคงเหลือประมาณ 39 เดือน สวนทางกับ ตลาดบ้านจัดสรรที่ยอดขายชะลอตัวลง 11.4% อัตราดูดซับทรงตัวที่ 1.4% ต่อเดือน จะใช้เวลาขายอุปทานคงเหลือถึง 67 เดือน

ดร.มานะ นิมิตรวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) กล่าวว่า ตลาดที่อยู่อาศัยกรุงเทพฯ และปริมณฑลกำลังเผชิญหน้ากับยุคแห่งการเปลี่ยนผ่าน ทั้งจากการขยายตัวของโครงข่ายระบบรางที่กระจายความเจริญสู่รอบนอก และต้นทุนราคาที่ดินกับค่าก่อสร้างที่สูงขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการต้องเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่ม มากกว่าแค่การแข่งขันด้านราคา

นอกจากนี้ กำลังซื้อยังแยกออกเป็นสองขั้วอย่างชัดเจน โดยกลุ่มระดับบน เติบโตจากความต้องการทำเลย่านธุรกิจ ต้องการพื้นที่ใช้สอยขนาดใหญ่ เสริมด้วยนวัตกรรมบ้านสุขภาพ และความปลอดภัยระดับสูงสุด ในขณะที่กลุ่มตลาดกลาง-ล่าง ยังเผชิญแรงกดดันจากอัตราการปฏิเสธสินเชื่อ ดังนั้น ทิศทางการพัฒนาโครงการในระยะถัดไปจำเป็นต้องพิจารณาทำเล ระดับราคาให้สอดคล้องกับระดับรายได้ รวมถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปสู่ Smart Home & AI และ ESG เป็นสำคัญ

โดยการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์กำลังมีจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดในเชิงพื้นที่คือ การขยายตัวของเมืองกรุงเทพฯ ไม่ได้เป็นแบบกระจุกตัวในใจกลางเมืองอีกต่อไป แต่ขยายตัวเป็นโครงข่าย จนเกิดศูนย์กลางย่อยในหลายพื้นที่ โดยทำเลทองยุคใหม่ขับเคลื่อนด้วย 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ การเข้าถึงระบบราง, ใกล้แหล่งงาน ศูนย์การค้า, โรงพยาบาล และไลฟ์สไตล์ครบครัน ทำให้เกิด 2 ทำเลยุทธศาสตร์สำคัญ คือ New CBD (พระราม 9 – รัชดา) ซึ่งราคาที่ดินยังพัฒนาอาคารสำนักงานและคอนโดมิเนียมพรีเมียมได้ดี ดึงดูดทั้งนักลงทุนต่างชาติและคนทำงานรุ่นใหม่ และ EBD หรือ Eastern Business District (โซนบางนา – สุวรรณภูมิ – EEC) ทำเลที่รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรม โลจิสติกส์ และเมกะโปรเจกต์ ซึ่งกลายเป็นทำเลทองที่โดดเด่นอย่างมากสำหรับโครงการบ้านเดี่ยวระดับลักชัวรี

สิทธิเพ็ญ สิทธัตถพงษ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า จากผลสำรวจตลาดที่อยู่อาศัยใน 27 จังหวัดทั่วประเทศ ไตรมาส 2 ปี 2569 มีหน่วยเสนอขายรวม (Total Supply) 359,433 ยูนิต มูลค่า 2,022,507 ล้านบาท  พื้นที่กรุงเทพมหานครและ 5 จังหวัดปริมณฑล มี Total Supply สูงถึง 214,083 ยูนิต คิดเป็น 59.6% และมีมูลค่า 1,356,788 ล้านบาท คิดเป็น 67.1% ของทั้งประเทศ สะท้อนว่ากรุงเทพฯ-ปริมณฑลยังคงเป็นตลาดหลักที่มีขนาดและมูลค่าสูงที่สุดของประเทศ

เมื่อวิเคราะห์ภาวะตลาดกรุงเทพฯ และ 5 จังหวัดปริมณฑล ทั้งในด้านอุปสงค์และอุปทานพบว่า Total Supply มีจำนวน 214,083 ยูนิต ลดลง 9.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกับปีที่แล้ว (อาคารชุด 85,249 ยูนิต ลดลง 5.8%, บ้านจัดสรร 128,834 ยูนิต ลดลง 11.9%) มีหน่วยขายได้ใหม่ (New Supply) ลดลง 15.6% โดยเป็นการเปิดตัวลดลงในกลุ่มบ้านจัดสรร จำนวนถึง 28.6% ขณะที่มูลค่าเปิดขายใหม่ลดลงถึง 51.9%  สะท้อนว่าผู้ประกอบการเน้นเปิดโครงการในระดับราคาที่จับต้องได้ง่ายขึ้น และเป็นที่น่าสังเกตุในส่วนของหน่วยขายได้ใหม่ (New Sales) ภาพรวมจำนวนหน่วยเพิ่มขึ้น 2.6% YoY มูลค่าเพิ่มขึ้น 8.6% (เป็นการเพิ่มขึ้นของอาคารชุดถึง 19.5%  ขณะที่บ้านจัดสรรจำนวนหน่วยขายได้ใหม่ลดลง 11.4% ) ด้านหน่วยเหลือขายสะสม (Remaining Supply) ลดลง 10.2% เหลือ 202,414 หน่วย มูลค่า 1,283,972 ล้านบาท ส่งผลให้อัตราดูดซับต่อเดือน (Absorption Rate) ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 1.8% ต่อเดือน (อาคารชุดปรับขึ้นเป็น 2.4% ส่วนบ้านจัดสรรอยู่ที่ 1.4%) จึงคาดว่าจะใช้เวลาขายอุปทานคงเหลือประมาณ 52 เดือน (อาคารชุดใช้เวลาขายอุปทานคงเหลือประมาณ 39 เดือน ขณะที่บ้านจัดสรรประมาณ 67 เดือน)

กรุงเทพมหานคร” อุปสงค์คอนโดฯ ฟื้น ผู้ประกอบการปรับพอร์ตสู่ราคาที่เข้าถึงได้

พื้นที่กรุงเทพมหานคร ภาพโดยรวมอุปทานกำลังปรับสู่สินค้าราคาต่ำลง และเห็นการฟื้นตัวในกลุ่มอาคารชุด แต่บ้านจัดสรรยังคงชะลอตัว โดยมีหน่วยเสนอขายรวม (Total Supply) รวม 88,528 หน่วย ลดลง 6.0% มูลค่า 692,411 ล้านบาท ลดลง 8.2%  มีโครงการเปิดขายใหม่ (New Supply) เพิ่มขึ้น 77.2% แต่มูลค่าเปิดขายใหม่ลดลง 35.2% สะท้อนการปรับราคาเฉลี่ยต่อหน่วยลดลงจาก 20.0 ล้านบาท เหลือ 7.3 ล้านบาท สำหรับหน่วยขายได้ใหม่ (New Sales) เพิ่มขึ้น 3.8% โดยมาจากอาคารชุด หน่วยขายได้เพิ่มขึ้น 14.7% ขณะที่บ้านจัดสรรขายได้ลดลง 18.4% ส่งผลให้ภาพรวมหน่วยเหลือขายสะสม (Remaining Supply) ลดลง 6.7% เหลือจำนวนประมาณ 82,712 ยูนิต อัตราดูดซับรวมอยู่ที่ 2.2% ต่อเดือน จะใช้เวลาขายอุปทานคงเหลือประมาณ 43 เดือน (อาคารชุด ใช้เวลาประมาณ 43 เดือน บ้านจัดสรรใช้เวลาประมาณ 42 เดือน)

ด้านทำเลที่น่าสนใจ อาคารชุดโซนสุขุมวิท มียอดขายใหม่ เพิ่มขึ้น 138.6%  อัตราดูดซับ 5.2% จะใช้เวลาขายอุปทานคงเหลือประมาณเพียง 16 เดือน ขณะที่บ้านจัดสรรโซนบึงกุ่ม-คันนายาว-สะพานสูง ทำยอดขายได้ใหม่เพิ่มขึ้น  52.4% ส่วนพื้นที่พึงระวัง กลุ่มบ้านจัดสรรอยู่ในกลุ่มราคาเกิน 10 ล้านบาทขึ้นไปในบางทำเล เช่น พระโขนง-บางนา และสุขุมวิท ที่เปิดตัวใหม่แต่ยอดขายยังตอบรับต่ำมาก

“นนทบุรี” ชะลออุปทานใหม่ตลาดเร่งระบายอุปทานคงค้าง

พื้นที่จังหวัดนนทบุรีมี Total Supply 31,687 ยูนิต ลดลง 9.0% มีการชะลอเปิด New Supply อย่างมีนัยสำคัญโดยลดลงถึง 67.7%  ส่งผลให้ New Sales เพิ่มขึ้น 5.8%  ส่งผลให้ Remaining Supply ลดลง 9.6% เหลือ 30,269 ยูนิต อัตราดูดซับเฉลี่ย 1.5% ต่อเดือน ซึ่งจะใช้เวลาขายอุปทานคงเหลือประมาณ 64 เดือน ในด้านทำเลเด่นอาคารชุดโซนบางใหญ่-บางบัวทอง-บางกรวย-ไทรน้อย มียอดขายเติบโต 59.0% อัตราดูดซับ 3.3% จะใช้เวลาขายอุปทานคงเหลือประมาณ 27 เดือน ขณะที่พื้นที่พึงระวัง ตลาดบ้านจัดสรรทั้งสองโซนหลัก คือโซนบางใหญ่-บางบัวทอง-บางกรวย-ไทรน้อย และเมืองนนทบุรี-ปากเกร็ด ยังเผชิญภาวะขายช้า โดยจะใช้เวลาขายอุปทานคงเหลือประมาณ 72–76 เดือน

“ปทุมธานี” อุปสงค์คอนโดฯ ใกล้มหาวิทยาลัย โตเด่น แต่อุปทานบ้านจัดสรรสะสมยังน่าห่วง

พื้นที่จังหวัดปทุมธานีมี Total Supply รวม 46,024 ยูนิต ลดลง 12.2%  New Supply ลดลงถึง 93.6% แต่ New Sales รวมกลับเพิ่มขึ้น 9.9% โดยได้รับแรงขับเคลื่อนจาก อาคารชุดที่มียอดขายใหม่เพิ่มขึ้น 70.2% ส่งผลให้หน่วยเหลือขาย Remaining Supply ลดลง 13.1% เหลือ 43,708 หน่วย อัตราดูดซับรวมอยู่ที่ 1.7% ต่อเดือน จะใช้เวลาขายอุปทานคงเหลือประมาณ 57 เดือน ด้านทำเลเด่น อาคารชุดโซนคลองหลวง  มียอดขายเพิ่ม 59.1% มีอัตราดูดซับสูงถึง 7.9% ต่อเดือน จะใช้เวลาขายอุปทานคงเหลือประมาณ 10 เดือน ขณะที่พื้นที่พึงระวัง ตลาดบ้านจัดสรรเผชิญความเสี่ยงสต็อกล้น จะใช้เวลาขายอุปทานคงเหลือประมาณ สูงถึง 92 เดือน โดยเฉพาะโซนหนองเสือที่มีอัตราดูดซับต่ำเพียง 0.2% จะใช้เวลาขายอุปทานคงเหลือนานถึง 490 เดือน และคลองหลวงจะใช้เวลาขายอุปทานคงเหลือสูงถึง 108 เดือน

“สมุทรปราการ” อุปทาน-อุปทาน รอเวลาปรับสมดุลย์ตลาด

พื้นที่จังหวัดสมุทรปราการมี Total Supply 30,189 ยูนิต ลดลง 14.4% New Supply ลดลง 45.1% (ทั้งหมดเป็นบ้านจัดสรร ไม่มีอาคารชุดเปิดใหม่)  แม้ New Sales จะชะลอตัวลง 29.6%  แต่เพราะลดการเปิดโครงการใหม่ทำให้ Remaining Supply ลดลง 13.7% เหลือ 29,035 ยูนิต อัตราดูดซับเฉลี่ยอยู่ที่ 1.3% ต่อเดือน และจะใช้เวลาขายอุปทานคงเหลือประมาณ อยู่ที่ 75 เดือน  ทำเลเด่น คืออาคารชุดโซนเมืองสมุทรปราการ-พระประแดง-พระสมุทรเจดีย์ ยอดขายโต 18.2% อัตราดูดซับ 2.8% จะใช้เวลาขายอุปทานคงเหลือประมาณ 32 เดือน และพื้นที่พึงระวังคือบ้านจัดสรรโซนบางพลี-บางบ่อ-บางเสาธง มียอดขายลดลง 40.1% จะใช้เวลาขายอุปทานคงเหลือนานถึง 92 เดือน

“สมุทรสาคร” อานิสงส์แหล่งงานอุปสงค์บ้านจัดสรรพุ่งทะลุเท่าตัว

พื้นที่จังหวัดสมุทรสาครมี Total Supply 11,169 ยูนิต ลดลง 10.2% New Supply มีเฉพาะบ้านจัดสรรขณะที่ช่วงเดียวกันของปีก่อนไม่มีการเปิดโครงการใหม่เลย และที่น่าสนใจคือ New Sales ขยายตัวก้าวกระโดดถึง 107.8% ขับเคลื่อนโดยบ้านจัดสรร  ส่งผลให้ Remaining Supply ลดลง 13.6% เหลือ 10,427 ยูนิต อัตราดูดซับรวม 2.2% ต่อเดือน จะใช้เวลาขายอุปทานคงเหลือลดลงเหลือ 42 เดือน ด้านทำเลเด่น บ้านจัดสรรโซนเมืองสมุทรสาคร ยอดขายพุ่ง 168.7% จะใช้เวลาขายอุปทานคงเหลือ 38 เดือน พื้นที่พึงระวังอาคารชุดโซนกระทุ่มแบน-บ้านแพ้ว มียอดขายชะลอตัวรุนแรง อัตราดูดซับต่ำเพียง 0.4% จะใช้เวลาขายอุปทานคงเหลือนานถึง 252 เดือน

“นครปฐม” อุปทานชะลอเปิดโครงการใหม่ ตลาดรอเวลาระบายสต็อกนาน

พื้นที่จังหวัดนครปฐมมี Total Supply 6,486 ยูนิต ลดลง 14.6% New Supply ลดลง 91.6%  New Sales ลดลง 32.0% การลดลงของการเปิดโครงการใหม่ส่งผลให้ Remaining Supply ลดลง 13.8% เหลือ 6,263 ยูนิต อัตราดูดซับ 1.1% ต่อเดือน จะใช้เวลาขายอุปทานคงเหลือประมาณ 84 เดือน โดยทำเลเด่น คือ อาคารชุดในเขตเมือง และพุทธมณฑล-ศาลายา ยังคงระบายตัวได้ดีจากอานิสงส์ย่านมหาวิทยาลัย จะใช้เวลาขายอุปทานคงเหลือประมาณ 15–48 เดือน ขณะที่พื้นที่พึงระวัง เป็นบ้านจัดสรรโซนกำแพงแสน และบางเลน-ดอนตูม อัตราดูดซับต่ำมากเพียง 0.5% ต่อเดือน ส่งผลให้จะใช้เวลาขายอุปทานคงเหลือประมาณ 183–186 เดือน

tag :
AP EEC LPN MQDC ORI origin REIC sansiri SC SC ASSET ข่าว ข่าวคอนโด ข่าวอสังหาริมทรัพย์ ข่าวอสังหาฯ คอนโด คอนโดมิเนียม คอนโดฯ จับมือ ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ทาวน์โฮม ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธอส. บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) บ้าน บ้านเดี่ยว พฤกษา พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ภูเก็ต ศุภาลัย ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ อสังหาฯ ออริจิ้น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เปิดตัว เอพี (ไทยแลนด์) แสนสิริ แอสเซทไวส์ โครงการ โควิด-19

โพสที่เกี่ยวข้อง